การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตระกูลแตง

จำนวนผู้ชม 1262 คน
พิมพ์หน้านี้
การศึกษาเกี่ยวกับชนิดของสารเคมีที่ใช้ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเข้าใจ ตลอดจนสามารถนำมาใช้ได้ถูกต้องเหมาะสมในการจัดการโรค-แมลงศัตรูพืชชนิดต่างๆ ของ"แตงกวา"เช่น เต่าแตง เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจักจั่น แมลงวันทอง เพลี้ยไฟ หนอนกระทู้หอม โรคราน้ำค้าง โรคจากไวรัส ฯลฯ จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการลดต้นทุนการผลิต"แตงกวา"ทั้งยังปลอดภัยต่อชีวิตของผู้ปลูกและผู้บริโภคอีกด้วย

++ สารกำจัดแมลง ++

1. เต่าแตง

+ ชื่อสามัญ คาร์บาริล +

- ชื่อการค้าเซฟวิน 85 ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 85% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อแตงเริ่มงอกหรือตั้งตัวได้ ทุก 5 -7 วัน จนเริ่มทอดยอด

- ชื่อการค้าเอส 85 ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 85% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อแตงเริ่มงอกหรือตั้งตัวได้ ทุก 5 -7 วัน จนเริ่มทอดยอด


2. เพลี้ยอ่อน

+ ชื่อสามัญ เอ็นโดซัลแฟน +

- ชื่อการค้าอัพโกแดน ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืชเมื่อระบาด

- ชื่อการค้า โฮมเมอร์ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืชเมื่อระบาด


3. เพลี้ยอ่อน.เพลี้ยจักจั่น,แมลงวันทอง,เพลี้ยไฟ

+ ชื่อสามัญ ไดคลอร์วอส +

- ชื่อการค้า ทีโดเสด ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 50% W/V EC,อัตราการใช้ 20-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืชเมื่อระบาด


+ ชื่อสามัญ ไดเมโทเอต +

- ชื่อการค้า ไดเมโทเอท ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% W/V EC,อัตราการใช้ 20-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืชเมื่อระบาด

- ชื่อการค้า เปอร์เฟคไทอ้อน ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% W/V EC,อัตราการใช้ 30 ซีซี,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบการระบาด


+ ชื่อสามัญ ปิโตเลียมออยล์ +

- ชื่อการค้า โกลด์ออย ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% W/V EC,อัตราการใช้ 15-30 ซีซี,วิธีใช้ พ่นได้ตั้งแต่พืชยังอ่อนอยู่จนกระทั้งออกดอก

- ชื่อการค้า ไวท์ออย ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% W/V EC,อัตราการใช้ 15-30 ซีซี,วิธีใช้ พ่นได้ตั้งแต่พืชยังอ่อนอยู่จนกระทั้งออกดอก


+ ชื่อสามัญ ฟอร์มีทาเนท +

- ชื่อการค้า ไดคาร์โซล 20 ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 20% SP,อัตราการใช้ 75 กรัม,,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบแมลงระบาด


+ ชื่อสามัญ เมโทมิล +

- ชื่อการค้า เมธาวิน ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% SP,อัตราการใช้ 20-35 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบหนอนและพ่นทุก 5-7 วัน

- ชื่อการค้าแมกซีน ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% SP,อัตราการใช้ 20-35 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบหนอนและพ่นทุก 5-7 วัน

- ชื่อการค้าแลนเนท ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% SP,อัตราการใช้ 20-35 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบหนอนและพ่นทุก 5-7 วัน


+ ชื่อสามัญ อีไทออน +

- ชื่อการค้า อาคาลี ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 50% W/V EC ,อัตราการใช้ 20-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบหนอนและพ่นทุก 5-7 วัน


+ ชื่อสามัญ เอ็นโดซัลแฟน +

- ชื่อการค้า เคโมดาน ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC ,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบหนอนและพ่นทุก 5-7 วัน

- ชื่อการค้า อีโต้ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC ,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบหนอนและพ่นทุก 5-7 วัน

- ชื่อการค้า โดริ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC ,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วเมื่อพบการระบาดของแมลง


4. ไส้เดือนฝอย

+ ชื่อสามัญ เบนฟูราคาร์บ +

- ชื่อการค้าออนคอล ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 20% W/V EC ,อัตราการใช้ 50 ซีซี,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 3-5 วัน

+ ชื่อสามัญ ออกซามิล +

- ชื่อการค้าไวย์เดท แอล ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 24% W/V SL ,อัตราการใช้ 200-400 ซีซี/ไร่,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 3-5 วัน


5. เพลี้ยไฟ

+ ชื่อสามัญ เบนฟูราคาร์บ +

- ชื่อการค้าออลคอล ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 20% W/V EC ,อัตราการใช้ 50 ซีซี,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 3-5 วัน

+ ชื่อสามัญ เมโทมิล +

- ชื่อการค้าเมธาวิล ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% SP,อัตราการใช้ 20-35 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 5-7 วัน

- ชื่อการค้าแลนเนท ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 40% SP,อัตราการใช้ 20-35 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 5-7 วัน


6. หนอนเจาะยอด,หนอนกัดกินใบ

+ ชื่อสามัญ เอ็นโดซัลแฟน +

- ชื่อการค้า เคโมดาน ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC ,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืชเมื่อพบการระบาด


7. หนอนคืบกะหล่ำ,หมัดผักกาด

+ ชื่อสามัญ เอ็นโดซัลแฟน +

- ชื่อการค้า โฮมเมอร์ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% W/V EC ,อัตราการใช้ 30-40 ซีซี,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืชเมื่อพบการระบาด

** อัตราการใช้สารเคมี/น้ำ 20 ลิตร
++ สารป้องกันกำจัดโรคพืช ++


1. โรคใบแห้ง : Altenaria alternata

+ ชื่อสามัญ ไพรไซมิโดน +

- ชื่อการค้า ซูมิเล็กซ์ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 50% WP ,อัตราการใช้ 10 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อมีอายุได้ 5 สัปดาห์ หลังย้ายกล้าปลูกพ่น 4 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยว 14 วัน


2. โรคใบไหม้ : Curvularia lunata

+ ชื่อสามัญ ไพรไซมิโดน +

- ชื่อการค้า ซูมิเล็กซ์ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 50% WP ,อัตราการใช้ 6 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบอาการของโรค ทุก 7 วัน


3. โรคราน้ำค้าง : Pseudoperonospora cybensis

+ ชื่อสามัญไซม๊อกซานิล+แมนโคเซบ +

- ชื่อการค้า เคอร์เซท เอ็ม 8 ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 8+64% WP ,อัตราการใช้ 30-50 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบอาการของโรคทุก 7 วัน


+ ชื่อสามัญ ไดเมโทมอร์ฟ+แมนโคเซบ +

- ชื่อการค้า ฟลอราท๊อป ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 9+64% WP ,อัตราการใช้ 60-90 กรัม,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืช

- ชื่อการค้า อโคแบท เอ็มแซ็ด ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 9+60% WP ,อัตราการใช้ 60-90 กรัม,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นพืช


+ ชื่อสามัญ เมทาแลกซิล +

- ชื่อการค้า เอพรอน 35 เอสดี ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 35% DS ,อัตราการใช้ 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กก.,วิธีใช้ คลุกเมล็ดก่อนปลูก

+ ชื่อสามัญเมทาแลกซิลเอ็ม+แมนโคเซบ +

- ชื่อการค้า ริดโดมิล โกลด์ 68 ดับบลิวพี ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 4+64% WP ,อัตราการใช้ 50 กรัม,วิธีใช้ พ่นให้ทั่วต้นแตงทุก 5 วัน


+ ชื่อสามัญแมนโคเซบ +

- ชื่อการค้า ซานนาเซป ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% WP,อัตราการใช้ 30 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน

- ชื่อการค้า ไดเทนเอ็ม 45 ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน

- ชื่อการค้า เพนโคเซบ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน

- ชื่อการค้า เพนโคเซบ ทอง ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 75% WG,อัตราการใช้ 21.3-32 กรัม กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน

- ชื่อการค้า แมนโคไซด์ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน

- ชื่อการค้า แมนซิคาร์บ ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน

- ชื่อการค้า แมนเซ็บ 80 ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 80% WP,อัตราการใช้ 20-30 กรัม กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพืชเริ่มแสดงอาการ ทุก 7-10 วัน


+ ชื่อสามัญออฟูเรส+แมนโคเซบ +

- ชื่อการค้า พาทาโฟล ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 6+64% WP,อัตราการใช้ 40-50 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบอาการของโรค ทุก 5 วัน


4. โรคราแป้ง : Oidium sp.

+ ชื่อสามัญเบนโนมิล +

- ชื่อการค้า เบนเลท โอดี ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 50% WP,อัตราการใช้ 5-15 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบอาการของโรค


+ ชื่อสามัญ โพรพิเนบ +

- ชื่อการค้า แอนทราโคล 70 ดับบลิวพี ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 70% WP,อัตราการใช้ 40 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบอาการของโรค ทุก 7 วัน


5. โรคแอนแทรคโนส : Colletotrichum gloeossporioides

+ ชื่อสามัญ เบนโนมิล +

- ชื่อการค้า เบนเลท โอดี ,เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ 50% WP,อัตราการใช้ 5-15 กรัม,วิธีใช้ พ่นเมื่อพบอาการของโรค

** อัตราการใช้สารเคมี/น้ำ 20 ลิตร
รูปแบบของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช (Pesticide Formulation) :

ปัจจุบันสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีการผลิตหลายรูปแบบ และมีการใช้คำย่อแตกต่างกัน แม้ว่าสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิดนั้นๆ จะมีคุณสมบัติและส่วนประกอบใกล้เคียงกันก็ตาม ดังนั้น เพื่อให้การใช้คำย่อเป็นไปในแนวทางเดียวกัน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO)ได้จัดทำมาตรฐานคุณฯสมบัติและสูตรสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มที่ 1 : เป็นสารป้องกันกำจัดศัรูพืชที่ผลิตในรูปแบบของ ฝุ่น หรือ ผง หรือ เม็ด ซึ่งประกอบด้วย

1. สูตรสำเร็จชนิด ฝุ่น ผง หรือ เม็ด พร้อมใช้ได้ทันที(Dry formulation) ประกอบด้วย

1.1. สารชนิดฝุ่น ( Dustable powdew,DP)
1.2. สารผงสำหรับคลุกเมล็ด (Powdeer for dry seed treatment,DS)
1.3. สารเม็ด (Granules,GR)
1.4. สารเม็ดพร้อมใช้ ( Tablets for direct applicatio,DT)

2. สูตรสำเร็จชนิด ฝุ่น ผง หรือ เม็ด ต้องผสมน้ำก่อนใช้ (Dry formulation for dispersion)ประกอบด้วย

2.1. สารชนิดผสมน้ำ (Wettable powdew,WP)
2.2. สารชนิดผสมน้ำสำหรับการคลุกเมล็ด (Water dispersible powdeer for slurry seed treatment,WS)
2.3. สารชนิดเม็ดผสมน้ำ (Water dispersible powder granules,WG หรือ Water dispersible tablets,WT)

3. สูตรสำเร็จชนิด ฝุ่น ผง หรือ เม็ด ต้องละลายน้ำก่อนใช้ (Dry formulation for dissolution)ประกอบด้วย

3.1. สารชนิดผงละลายน้ำ (Water solution powder,SP)
3.2. สารชนิดผงละลายน้ำสำหรับคลุกเมล็ด (Water soluble powder for seed treatment,SS)
3.3. สารชนิดเม็ดละลายน้ำ (Water soluble granules ,SG หรือ Water soluble tablets,ST)


กลุ่มที่ 2. : เป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตในรูปแบบของของเหลว หรือ น้ำมันข้น (Wet formulations) ซึ่งประกอบด้วย

1. สารละลาย ( Simple solution) ประกอบด้วย

1.1. สารละลายเข้มข้น (Solution consentrates ,SL)
1.2. สารละลายสำหรับคลุกเมล็ด (Solution for seed treatments,LS)
1.3. สารละลายน้ำมัน (Oil miscible liquids OL)
1.4. สารละลายน้ำมันเข้มข้น (Ultra - low volume liquids,UL)

2. สารละลายสำหรับผสมน้ำ ( Solution for disper sion) ประกอบด้วย

2.1. สารละลายน้ำมันเข้มข้น( Emulsifiableconcentrates,EC)

3. สารละลาย (Emultions) ประกอบด้วย

3.1. สารละลายน้ำมันในน้ำ ( Emulsion concentrates,SC)
3.2. สารละลายสำหรับคลุกเมล็ด ( Emulsion for seed treatment,FS)
3.3. สารละลาย(Micro-emulsion,ME)

4. สารละลาย (Suspension )ประกอบด้วย

4.1. สารแขวนลอยเข้มข้น (Suspension concentrates,SC)
4.2. สารละลายเข้มข้นสำหรับคลุกเมล็ด(Flowable concentrate for seed treatment,FS)
4.3. สารแขวนลอยเมล็ด (Capsule suspension,CS)


คำแนะนำ : การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

1. ชื่อสามัญของวัตถุอันตราย เป็นชื่อของสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งชื่อสามัญของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช จะมีชื่อการค้ามากมายขึ้นอยู่กับบริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้นๆ การเลือกใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจึงควรดูที่ชื่อสามัญที่ระบุบนฉลากเป็นหลัก

2. สูตรสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช จะระบุตัวเลขที่แสดงถึงจำนวนอัตราของสารสำคัญ และรูปแบบของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ว่ามีลักษณะเป็นของเหลวหรือเป็นผง

3. สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีสูตรเดียวกัน แต่มีเปอร์เซ็นต์ของสารสำคัญในการออกฤทธิ์ต่างกัน อัตราการใช้ที่ระบุไว้ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเปอร์เซ็นต์ของสารสำคัญ ซึ่งมีวิธีการคำนวณ ดังนี้

- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิด A มีเปอร์เซ็นต์สารสำคัญ 10%EC อัตราที่แนะนำให้ใช้ 20 CC / น้ำ 20 ลิตร

- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิด A มีเปอร์เซ็นต์สารสำคัญ 1%EC อัตราที่แนะนำให้ใช้ 20*10 = 200 CC / น้ำ 20 ลิตร

- สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชชนิด A มีเปอร์เซ็นต์สารสำคัญ 20%EC อัตราที่แนะนำให้ใช้ (20*10)/20 = 10 CC / น้ำ 20 ลิตร

**ตามวิธีคิดแบบนี้ก็จะสามารถนำไปใช้ในการปรับอัตราการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีเปอร์เซ็นต์ของสารออกฤทธิ์ ที่แตกต่างกันได้


การเลือกซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช : เลือกซื้อสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีฉลากถูกต้องตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 บนฉลากระบุข้อความต่อไปนี้

1. วัตถุประสงค์การใช้

2. เลขทะเบียนวัตถุอันตราย

3. ชื่อสามัญและชื่อการค้า

4. ระบุปริมาณสารสำคัญ สูตร

5. เครื่องหมายแสดงคำเตือนในการใช้

6. มีหัวข้อประโยชน์ วิธีใช้ วิธีการเก็บรักษา คำเตือน อาการเกิดพิษ การแก้พิษเบื้องต้น และ คำแนะนำสำหรับแพทย์

7. ระบุชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า และ ผู้จำหน่าย

8. ขนาดบรรจุ

9. วัน เดือน ปี ที่ผลิต หรือ วันหมดอายุ


ลักษณะของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ผิดกฏหมาย ได้แก่

1. ไม่ได้รับการขึ้นทะเบียน

2. ผลิตภัณฑ์ที่ระบุในสลากว่าเป็นสารชนิดหนึ่ง แต่สิ่งที่บรรจุอยู่ในภาชนะเป็นสารอีกชนิดหนึ่ง

3. มีสารสำคัญต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดบนฉลาก หรือ ที่ขึ้นทะเบียนไว้

4. มีสารอื่นเจือปนเพื่อลดต้นทุน


ข้อปฏิบัติในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช : สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีประโยชน์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่หากใช้ไม่ถูกต้องก็ทำให้ผู้ใช้ได้รับอันตรายได้ ดังนั้นขณะใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องปฏิบัติ ดังนี้

1. ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับชนิดของศัตรูพืช ไม่ควรใช้เกินอัตราที่กำหนด หรือ นอกเหนือคำแนะนำในฉลาก ไม่ควรผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตั้งแต่ 1 ชนิดขึ้นไป ในการพ่นครั้งเดียว ยกเว้นกรณีที่แนะนำให้ใช้

2. อ่านฉลากกำกับโดยตลอด ให้เข้าใจก่อนใช้ และ ต้องปฏิบัติตามคำเตือน และ ข้อระวังโดยเคร่งครัด

3. การผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่าใช้มือผสม ให้ใช้ไม้กวนหรือคลุกให้เข้ากัน

4. อย่าใช้ปากเปิดขวดสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือ เป่า ดูดสิ่งอุดตันที่หัวฉีด หรือ ใช้ลวดเขี่ย

5. สวมเสื้อผ้า หมวก แว่นตา ถุงมือ รองเท้าบู้ท และ หน้ากากให้มิดชิด ก่อนการฉีดพ่นและขณะทำการฉีดพ่นสาร

6. ป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผิวหนัง เข้าตา หรือ หายใจเข้าไป อุปกรณ์ป้องกันเหล่านี้ เมื่อใช้แล้สต้องทำความสะอาดทุกครั้ง

7. ระวังไม่ให้ละอองสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชปลิวเข้าหาตัวผู้พ่น และ ถูกคน สัตว์เลี้ยง อาหาร เครื่องดื่ม โดบสังเกตทิศทางลมก่อนลงมือพ่น ในขณะที่ทำการพ่น ต้องกันหัวฉีดไปทางใต้ลมเสมอ และ หยุดพ่นในขระที่ลมเปลี่ยนทิศทาง

8. ห้ามสูบบุหรี่ หรือ รับประทานอาหารขณะปฏิบัติงาน

9. ในขณะปฏิบัติงานหากร่างกายเปียกเปื้อนสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องรีบล้างน้ำ และ ฟอกสบู่ให้สะอาด ก่อนที่สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะซึมเข้าร่างกาย

10. อาบน้ำ ฟอกสบู่ ภายหลังพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทุกครั้ง เพื่อชำระล้าง

11. เมื่อเสร็จงานแล้ว ให้ทำความสะอาดเครื่องพ่น ระวังอย่าให้น้ำที่ใช้ล้างไหลลงบ่อน้ำซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อปลา สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ตลอดจนสัตว์เลี้ยง

12. ไม่ให้เข้าไปภายในบริเวณพื้นที่พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ภายใน1-3 วันโดยไม่จำเป็น

13. ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรุพืชที่สลายตัวเร็วกับพืชอาหารที่ใกล้เก็บเกี่ยว และ ไม่เก็บเกี่ยวพืชนั้นก่อนที่สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะสลายตัวหมด ระยะการสลายตัวขึ้นอยู่กับชนิดของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ซึ่งระบุไว้ในฉลาก

14. เก็บสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้ในภาชนะเดิมเท่านั้น อย่าถ่ายภาชนะเด็ดขาด

15. เก็บสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไว้ในที่ปลอดภัย ห่างจากเด็ก สัตว์เลี้ยง อาหาร และ เปลวไฟ

16. ภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเมื่อใช้หมดแล้ว ควรล้างน้ำ 3 ครั้ง ก่อนทำลาย และ ฝังดินกลบ

17. เทมื่อได้รับพิษจากสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้นบนสลากก่อน แล้วรีบนำผู้ป่วยส่งแพทย์ที่ใกล้ที่สุดก่อน พร้อมนำภาชนะบรรจุสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ ไปให้แพทย์ เพื่อพิจารณาประกอบการรักษาด้วย


การปฏิบัติเมื่อเกิดอาการแพ้ในชณะใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช :

1. หยุดการใช้ทันที

2. พักผ่อนในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

3. ควรงดสูบบุหรี่ หรือ ดื่มนม เพราะอาจทำให้เกิดอาการรุนแรงยิ่งขึ้น

4. ถ้ายังมีอาการแพ้อยู่ ควรเลิกทำงาน และ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า

5. หากอาการแพ้ยังไม่หาย ควรรีบไปพบแพทย์ พร้อมนำภาชนะบรรจุและฉลากป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ใช้ไปด้วย


ปัญหาในการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช : ปัญหาที่เกิดจากการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช มีดังนี้

1. การใช้ชนิดของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับชนิดของศัตรูพืชเป้าหมาย

2. การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีฤทธิ์ตกค้างนาน กับผลผลิตในช่วงระยะใกล้เก็บเกี่ยว

3. การผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดในการพ่นแต่ละครั้ง

4. การใช้ในช่วงเวลาไม่ถูกต้อง หมายถึง การใช้บ่อยครั้งเกินความจำเป็น หรือ การพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชทันที เมื่อเริ่มพบศัตรูพืชในแปลง โดยไม่คำนึงว่าศัตรูพืชที่พบนั้นมีจำนวนมากพอ ที่จะทำให้เกิดความเสียหายหรือไม่


ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช : ได้แก่

1. อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ใช้โดยตรง เนื่องจากพิษของสารเหล่านั้น

2. อาจเกิดผลกระทบต่อพืชปลูก ทำให้เสียหายได้

3. อาจสร้างปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชเพิ่มมากขึ้น

4. อาจสร้างความต้านทานของแมลงศัตรูพืชต่อสารกำจัดศัตรูพืช

5. เกิดพิษตกค้างผลิตผลการเกษตร

6. เกิดปัญหาพิษตกค้างในสภาพแวดล้อม

7. อาจเกิดการตกค้างในห่วงโซ่อาหาร

--------------------------------- ^ ^ ---------------------------------
ที่มา :
ศรัณย์ วัธนธาดา.การเลือกใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใน คู่มือการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช.หน้า 27-28.ฝ่ายวัตถุมีพิษ ส่วนใบอนุญาตและขึ้นทะเบียน สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กระทวงเกษตรและสหกรณ์,2535.