สวนเงินไร่ทอง 
 
การปลูกสับปะรดพันธุ์นางแล-ภูแล
จำนวนผู้ชม 3,120 คน
 
การปลูกสับปะรดทั้ง 2 พันธุ์นี้นิยมปลูกในช่วงเดือนสิงหาคมและเดือนกันยายน เพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สับปะรดทั้งสองพันธุ์ให้หน่อเยอะ สามารถแยกมาปลูกได้เป็นจำนวนมาก แต่ช่วงฤดูปลูกที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงเดือนพฤษภาคม สภาวะอากาศเหมาะสม สับปะรดเจริญเติบโตได้ดี แต่ในช่วงนี้สับปะรดจะแตกหน่อน้อยมาก จึงยากต่อการแยกหน่อปลูก สับปะรดเจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่เนิน น้ำไม่ท่วมขัง


คุณบุญตัน กันทา เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด กล่าวว่า ตนมีพื้นที่การเกษตรอยู่ทั้งหมด 18 ไร่ ได้แบ่งปลูกสับปะรดอยู่ด้วยกัน 2 พันธุ์คือ สับปะรดพันธุ์นางแลจำนวน 14 ไร่ และสับปะรดพันธุ์ภูแลจำนวน 4 ไร่ ซึ่งได้สั่งสมประสบการณ์ในการปลูกสับปะรดมานานกว่า 30 ปี ได้มีการลองผิดลองถูกจนมีความรู้ความชำนาญในการปลูกและดูแลรักษาสับปะรดพันธุ์นางแลและสับปะรดพันธุ์ภูแลเป็นอย่างดี จนประสบความสำเร็จมาจนถึงปัจจุบัน



การเตรียมพื้นที่ปลูก :

1. มีการไถพรวนดินให้ร่วนซุยทั่วพื้นที่

2. ขึ้นแปลงสูงพอประมาณ ความยาวแปลงไม่จำกัด

3. ขุดหลุมปลูกกว้างลูกพอประมาณ รองพื้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักประมาณ 1 กระป๋องนมต่อหลุม

4. ระยะห่างในการปลูก ระหว่างต้น 40 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถว 1-1.5 เมตร

5. นำกล้าพันธุ์ลงปลูก กลบดิน ดูแลรดน้ำ ให้ปุ๋ย


การดูแลหลังปลูก :

1. เมื่อปลูกสับปะรดได้ประมาณ 1 เดือน ให้ใส่ปุ๋ยยูเรียสูตร 46-0-0 ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อต้น

2. หลังจากนั้นประมาณ 6 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อต้นและเสริมด้วย**ปุ๋ยหมักบำรุงสับปะรด

3. เมื่อปลูกได้ 10 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ในอัตราส่วนเดิมอีกครั้ง

4. ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ให้หยอดปุ๋ยเร่งดอก เร่งผลผลิต ใช้ปุ๋ยอีทีฟอน 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร



5. หลังจากให้ผลผลิตได้ประมาณ 4 เดือน ให้หักส่วนบนของผล(ส่วนที่เป็นใบ)ทิ้งไป แล้วใช้ใบที่อยู่ด้านข้างห่อผลไว้

6. ก่อนห่อผลสับปะรดให้ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเพิ่มความหวาน

7. หลังจากที่ห่อผลสับปะรดได้ประมาณ 2 เดือนก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

**สูตรปุ๋ยหมักบำรุงสับปะรด ทำให้มีรสชาติและผลผลิตดี :

1. กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม

2. เปลือกสับปะรด 3 กิโลกรัม

3. พด.2 จำนวน 1 ซอง

วิธีทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมให้เข้ากัน แล้วหมักไว้ประมาณ 3 เดือนสามารถนำมาใช้ได้

การนำไปใช้ : ใช้ในอัตราส่วน น้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 200 ลิตร ใช้ฉีดพ่นให้ทั่ว



** เหตุที่ต้องมีการหักส่วนยอดของผลสับปะรดทิ้งนั้น ก็เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้รากของสับปะรดไปงอกในผลสับปะรดในช่วงที่ผลแก่จัด เพราะถ้ารากเข้าไปแล้วจะทำให้ผลของสับปะรดแข็ง มีรสชาติจืดไม่หวาน อีกทั้งยังช่วยให้ผลมีความสวยงามและสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ผลผลิต :

สับปะรดพันธุ์นางแล จะให้ผลผลิตค่อนข้างดีกว่าสับปะรดภูแลประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนราคาจำหน่ายพันธุ์นางแลจะต่ำกว่าสับปะรดภูแลเล็กน้อย โดยสับปะรดนางแลราคาต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 2-3 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดประมาณ 12 บาทต่อกิโลกรัม แต่ปัจจุบันจำหน่ายกิโลกรัมละ 7-8 บาท

สับปะรดพันธุ์ภูแล จะให้ผลผลิตประมาณ 800 กิโลกรัมต่อไร่ และราคาต่ำสุดจะอยู่ที่ประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดประมาณ 17 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 11 บาท

การตลาด : คุณบุญตัน จะเปิดแผงขายสับปะรดบริเวรหน้าบ้านติดกับถนน เพื่อให้ผู้คนผ่านไปมาจะได้สังเกตุเห็นได้ง่าย คุณบุญตันจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง การขายส่งก็จะมีพ่อค้าจากจังหวัดต่างๆมารับซื้อถึงร้าน แต่บางครั้งถ้าลูกค้าอยู่จังหวัดไกลๆ ก็จะมีการแพ็คส่งไปทางเครื่องบิน ส่วนใหญ่พ่อค้าที่มารับซื้อก็มาจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต กรุงเทพฯ ชลบุรี ฯลฯ


++ ลักษณะเฉพาะของสับปะรดภูแล-นางแล ++

นางแล : ลักษณะของสับปะรดนางแลนั้นผลจะไม่ใหญ่มากนัก แต่มีขนาดใหญ่กว่าพันธุ์ภูแลแต่ก็เล็กกว่าสับปะรดพันธุ์อื่นๆมาก สับปะรดนางแลที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีและถูกต้องตั้งแต่เริ่มปลูก จะมีรสชาติหวานฉ่ำ เนื้อด้านในมีสีเหลืองน่ารับประทาน สับปะรดนางแลจะมีรสชาติดีที่สุดในช่วงเดือนเมษายน-มิถุนายน หลังจากเดือนกันยายนไปแล้วรสชาติจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควร


ภูแล :สับปะรดพันธุ์ภูแล เป็นสับปะรดที่มีผลขนาดเล็ก เนื้อด้านในมีสีเหลืองอ่อน น่ารับประทาน มีรสชาติหวาน กรอบ สับปะรดภูแลจะมีรสชาติอร่อยคงเดิมตลอดทั้งปี จึงสามารถรับประทานได้ตลอดปี แต่ช่วงที่นิยมกันมากที่สุดคือช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม เพราะช่วงนี้สับปะรดพันธุ์นางแลจะขาดตลาดและมีรสชาติไม่ค่อยดีเท่าที่ควร คนทั่วไปจึงหันมาทานภูแลกันมากขึ้นในช่วงนี้

----------------------------- ^ ^ ------------------------------
แหล่งอ้างอิง :
คุณบุญตัน กันทา อายุ : 42 ปี
ที่อยู่ : 156 หมู่ที่10 ตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย