ทุ่งรวงทอง 
 
แผนการทำนาอินทรีย์และการใช้ปุ๋ยหมัก-น้ำหมักชีวภาพในนาข้าว
จำนวนผู้ชม 624 คน
 
การทำนาอินทรีย์หรือการผลิตข้าวไร้สารพิษจะมีความแตกต่างจากการทำนาแบบใช้สารเคมีโดยสิ้นเชิง เนื่องจากการทำนาอินทรีย์จะเริ่มเห็นผลภายหลังจากที่ทำไปแล้ว 3-4 ปีขึ้นไป ด้วยขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยากจากการใช้สารอินทรีย์ทดแทนสารเคมีที่เห็นผลช้า แต่กระบวนการดังกล่าวเกษตรกรสามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้แบบไม่รู้ตัวด้วยการใช้ปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ


นายบุญมี ทอนมาตย์ ปราชญ์เกษตรบ้านคุ้มเหนือ ตำบลหัวช้าง อำเภอจตุรพักรพิมาน จังหวัดร้อยเอ็ด เจ้าของสวนเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ให้สัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ Farmer info.ประจำสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตนและครอบครัวใช้พื้นที่ 30 ไร่ มาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แบ่งออกเป็นพื้นที่ปลูกป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติ 10 ไร่ ปลูกไม้ผล-ไม้ยืนต้น ขุดบ่อเลี้ยงปลา ที่อยู่อาศัย โรงเรือนเลี้ยงสัตว์ 14 ไร่ และทำนาอินทรีย์ 6 ไร่เพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยใช้ปุ๋ยหมักแห้งและน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตขึ้นเองเพื่อลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี อีกทั้งยังช่วยเพิ่มปริมาณผลผลิตข้าวจากเดิม 500 กก./ไร่ เป็น 600-700 กก./ไร่ ซึ่งคุณบุญมีได้แนะนำขั้นตอนวิธีการเตรียมดินในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ก่อนการทำนาเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ดังนี้

แผนการทำนาอินทรีย์
- เดือนธันวาคม-มกราคม : นำปุ๋ยหมักแห้ง 100 กิโลกรัม/ไร่ หว่านลงในแปลงนาภายหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้วให้เหลือตอซังข้าวไว้ แล้วทำการไถกลบไปพร้อมกับการหว่านเมล็ดถั่วพร้า(พืชปุ๋ยสด) อัตรา 5-10 กก.ไร่
- เดือนมีนาคม-พฤษภาคม : ไถกลบถั่วพร้า ตามด้วยการหว่านปุ๋ยหมักแห้งหลังจากฝนตกครั้งแรกในอัตรา 150 กิโลกรัมไร่ (ในกรณีที่ไม่สามารถหว่านตามกำหนดเวลาในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคมได้)
- เดือนมิถุนายน-กรกฎาคม : ขยายน้ำหมักชีวภาพนำไปฉีดพ่นใส่ต้นหญ้าแล้วทำการไถกลบ (น้ำหมักชีวภาพ 2 ช้อนโต๊ะ+กากน้ำตาล 2 ช้อนโต๊ะ+น้ำ 1 ปี๊บ)
- เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม : ทำการไถ-คราดดิน-ปักดำ
- เดือนกันยายน-ตุลาคม : ขยายน้ำหมักชีวภาพฉีดพ่นอีกครั้ง ห่างจากช่วงแรก 30 วัน
- เดือนพฤศจิกายน : เริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตและเตรียมจัดทำปุ๋ยหมักแห้งไว้ใช้ในฤดูกาลเพาะปลูกต่อไป

การผลิตน้ำหมักชีวภาพ
วัตถุดิบและอุปกรณ์ :
1. เศษพืชผักหรือเศษอาหาร 6 กิโลกรัม
2. กากน้ำตาล 6 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด 20 ลิตร
4. สารเร่ง พด.2 ครึ่งซอง
5. ถังพลาสติกทึบแสง 1 ใบ

ขั้นตอน/วิธีการทำ :
1. นำพืชผักหรือเศษอาหารมาสับจนละเอียดใส่ลงในถังหมัก
2. นำสารเร่ง พด.2 ละลายน้ำสะอาดและกากน้ำตาลตราอัตราส่วนจากนั้นเทคลุกเคล้าให้เข้ากันกับเศษพืชผักและเศษอาหาร
3. ปิดฝาถังหมักให้สนิทตั้งเก็บไว้ในที่ร่มใช้เวลาหมัก 45 วัน (คน1ครั้ง/สัปดาห์ เพื่อให้วัตถุดิบย่อยสลายได้เร็วขึ้น) ก็สามารถนำไปใช้งานได้
การนำไปใช้งาน : นำน้ำหมักชีวภาพ 2-4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับกากน้ำตาล 2-4 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 20 ลิตร คนให้ละลายเข้ากันแล้วนำไปฉีดพ่น

การผลิตปุ๋ยหมักแห้ง
วัตถุดิบและอุปกรณ์ :
1. น้ำหมักชีวภาพ 4 ช้อนโต๊ะ
2. กากน้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
3. น้ำสะอาด 10 ลิตร
4. แกลบดิบ 1 ปี๊บ
5. ขี้เถ้าแกลบ 1 ปี๊บ
6. มูลสัตว์ (มูลโค-กระบือ-หมู-ไก่) อย่างใดอย่างหนึ่ง 1 ปี๊บ
7. รำข้าว 1 ปี๊บ
8. กระสอบป่านหรือผ้าใบสำหรับคลุมกองปุ๋ย
9. ถังหรือบัวรดน้ำ
10. กระสอบปุ๋ยสำหรับเก็บปุ๋ยไว้ใช้งาน

ขั้นตอน/วิธีการทำ :
1. เตรียมสถานที่สำหรับคลุกส่วนผสม (เป็นที่ร่ม)
2. ผสมน้ำหมักชีวภาพ+กากน้ำตาลและน้ำสะอาด คนให้เข้ากันในถังหรือบัวรดน้ำ
3. ผสมแกลบดิบ+ขี้เถ้าแกลบ+มูลสัตว์+รำข้าว แล้วเกลี่ยให้ได้ความหนาประมาณ 15 เซนติเมตร
4. นำน้ำหมักชีวภาพที่ผสมไว้แล้ว ราดบนกองวัสดุคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วตรวจสอบความชื้นให้ได้ประมาณ 50%
5. เกลี่ยให้ได้ความหนาประมาณ 15 เซนติเมตร คลุมด้วยกระสอบป่านหรือผ้าใบ แล้วพลิกกลับกองปุ๋ยวันละ 1 ครั้ง ทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน อุณหภูมิภายในกองจะลดลงเรื่อยๆเท่ากับอุณหภูมิปกติ
6. นำปุ๋ยที่ได้ใส่กระสอบปุ๋ยเก็บไว้ในที่ร่ม รอนำไปใช้งานต่อไป



แหล่งที่มาของข้อมูล : บุญมี ทอนมาตย์. สัมภาษณ์, 19 กุมภาพันธ์ 2556.
เรียบเรียงโดย : อภัย นามเพ็ง เจ้าหน้าที่สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.อุบลราชธานี