สวนเงินไร่ทอง 
 
เร่งรากกิ่งตอนผักหวานป่าด้วยกะปิ
จำนวนผู้ชม 5,441 คน
 
คุณรับ พรหมมา เกษตรกรผู้ปลูกผักหวานป่า ปัจจุบันอยู่บ้านเลขที่ 12/1 ม. 7 ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ จ. สระบุรี นอกจากเป็นผู้ใหญ่บ้านแล้ว เป็นหมอดินอาสา ประจำตำบลหนองบัวอีกด้วย มีพื้นที่ทำกิน 15 ไร่ แบ่งเป็น ทำนา 10 ไร่ ปลูกผักหวาน 1 ไร่ พืชหมุนเวียน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ,พืชตระกูลถั่ว


การปลูกขายพันธุ์ผักหวานป่ามี 2 วิธี คือ การเพาะด้วยเมล็ดพันธุ์และการตอนกิ่ง โดยประชาชนส่วนใหญ่จะใช้วิธีขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ดมากกว่าการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่งเพราะการตอนกิ่งนั้นน้อยคนที่จะรู้จัก วิธีการตอนผักหวานป่าซึ่งต้องใช้เวลาและเทคนิคในการตอนและการปลูกจึงจะประสบผลสำเร็จ ในการตอนกิ่ง ผักหวานป่าประชาชนจึงใช้วิธีการเพาะเมล็ด ซึ่งขั้นตอนง่ายไม่ยุ่งยากเหมือนกิ่งตอนและกิ่งตอนก็มีราคาสูงมากกว่าต้นกล้าที่เพาะด้วยเมล็ดอีกด้วย ผักหวานป่าเป็นพืชที่ปลูกแล้วมีอายุการให้ผลผลิตหลายสิบปีและไม่มีศัตรูพืชรบกวนจึงเป็นพืชที่ปลอดสารพิษซึ่งผู้ปลูกไม่ต้องห่วงเรื่องสุขภาพว่าได้รับสารพิษใด ๆ เพราะไม่ได้ใช้สารเคมีในการป้องกันและกำจัดศัตรูพืชที่จะมารบกวนผักหวานป่าจึงมั่นใจได้ว่าผักหวานป่าเป็นพืชที่ปลอดสารพิษ 100 %

++ เคล็ดลับพิเศษคือ การตอนกิ่งโดยใช้กะปิ ++ มีวิธีดังนี้

1. ให้มัดควั่นกิ่ง เหมือนการตอนกิ่งทั่วไป โดยขึ้นอยู่กับอายุของกิ่งที่จะตอน ประมาณ 1-2 ปี

2. ใช้น้ำยาเร่งราก คือ กะปิ ผสมน้ำคลุกคลิกแล้วทาบริเวณที่ควั่นไว้

3. นำขุยมะพร้าวที่แช่น้ำ ประมาณ 2 วัน ผสมกับดินในอัตรา ขุยมะพร้าว 2 ส่วน ดิน 1 ส่วน

4. นำไปหุ้มบริเวณที่ตอน

5. สังเกตที่รากงอกออกมาก โดยประมาณ 1-2 เดือน โดยสังเกตที่รากออกมา

6. ขั้นตอนสุดท้ายตัดไปเพาะชำในโรงเพาะชำ



การปลูกและดูแลรักษาผักหวานป่ามีปัจจัยสำคัญอยู่ 3 อย่าง : คือ

1. ดิน ในความหมายคำว่าดินดีหรือไม่ดีนั้นไม่ได้อยู่ที่สีของดินใช่ว่าดินดีต้องสีดำ ดินทรายไม่ดีแต่คำว่าดินนั้นคือดินที่มีแหล่งธาตุอาหารต่าง ๆที่พืชต้องการมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ให้กับพืชด้วยการปรับปรุงบำรุงดินให้ดี

2. น้ำ ในความหมายของน้ำคือของเหลวที่พืชสามารถดูดซึมได้นำธาตุอาหารต่าง ๆ ไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตหากไม่มีน้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการดูดซึมนำธาตุอาหารต่าง ๆ ไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตไม่ได้พืชก็ไม่สามรถเจริญเติบโตไปได้

3. อุณหภูมิ อากาศ และสิ่งแวดล้อม ในความหมายของอุณหภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมนั้น คือ มีสภาพอุณหภูมิที่เหมาะสมกับพืชชนิดต่าง ๆ ที่นำมาปลูกว่าเหมาะสมกับอุณหภูมิมิอย่างไรและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อประโยชน์ให้กันหรือไม่ เช่น ปลูกผักหวานป่าก็ควรจะปลูกป่าเพื่อที่จะเลียนแบบธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมที่ผักหวานป่าชอบอยู่อย่างนี้เป็นต้น

วิธีการปลูกและดูแลรักษา :

วิธีการปลูกและดูแลรักษาไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ ซึ่งมีเกษตรกรหลายคนเมื่อนำต้นกล้าพันธุ์ผักหวานป่าไปปลูกแล้วไม่ประสบผลสำเร็จจึงเข้าใจว่าเป็นด้วยดิน แต่ความจริงนั้นดินไม่ใช่สาเหตุแต่เป็นด้วยผู้ปลูกไม่เข้าใจในธรรมชาติและผักหวานป่า ซึ่งผักหวานป่าแล้วจะต้องมีพืชที่เลี้ยงเพื่อให้ผักหวานป่าอาศัยร่มเงา เลียนแบบธรรมชาติที่ผักหวานป่าได้มีการเกิดอยู่ในป่าตามธรรมชาติโดยการปลูกป่าให้กับผักหวานป่าเท่ากับว่าภายในหมู่บ้านได้มีพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อท่านคิดจะปลูกผักว่านป่าท่านต้องคำนึงถึงไว้เลยว่าปีแรกทำอย่างไรจะให้ผักหวานป่ายืนต้นอยู่ได้ เพราะผักหวานป่าจะเจริญเติบโตในปีที่ 2 โดยปีแรกรากจะสะสมอาหารไว้เพื่อการเจริญเติบโต ในหน้าร้อนของปีต่อไป ซึ่งผักหวานป่าจะโตและแตกยอดในหน้าร้อนและหากหน้าร้อนมีน้ำรดให้อย่างสม่ำเสมอก็จะเจริญเติบโตได้ดี ผักหวานป่าไม่ชอบดินที่มีน้ำแฉะขังเป็นเวลานานหากปลูกระยะแรกน้ำขังได้ไม่เกิน 7-10 วัน แต่เมื่อโตอายุ 3 ปี ขึ้นไปแล้วสามารถทนน้ำแฉะขังได้ประมาณ 10-20 วันเท่านั้น


ผักหวานป่าชอบอากาศร้อนอบอ้าวแต่พื้นดินชุ่มชื้นมีร่มเงา ระยะแรกควรมีแสงแดดประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่ปลูก แต่เมื่อได้ผลผลิตแล้วควรได้แสงแดดประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่จะได้ให้ผักหวานแตกยอดได้ดี โดยระยะการปลูกนั้นสำหรับท่านทีมีพื้นที่การปลูกน้อยสามารถปลูกในระยะห่างระหว่างต้น ต่อ 1 เมตร และระยะห่างระหว่างแถว 1.50 เมตร ระยะห่างต้น 1.50 เมตร ระยะห่างระหว่างแถว 2 เมตร หรือ 2x2 เมตรก็ได้ และให้ปลูกมะขามเทศในระยะห่างระหว่างต้นและแถว คือ 6x6 เมตร และให้ปลูกแค, ตะขบหรือทองหลางในระยะห่างระหว่างต้นสับหว่างกับผักหวานป่า โดยปลูก 1 ช่องเว้น 1 ช่องของต้นผักหวานป่าและเว้น 1 แถว ระหว่างแถวผักหวานป่า หรือจะปลูกถั่วเขียว , ปอเทือง,ข้าวโพด,พริก,กะเพรา, หรือพืชอื่น ๆ เพื่อเก็บผลผลิตและให้ร่มเงาในระยะแรก โดยปลูกรอบ ๆ หลุ่มผักหวานป่าก็ได้ซึ่งจะทำไม่ให้เสียพื้นที่วางเปล่าในปีแรกและมีรายได้เพื่อใช้จ่ายในปีแรกด้วยเพราะผักหวานป่ายังไม่ให้ผลผลิต

การรดน้ำให้ปุ๋ย : ควรให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยน้ำชีวภาพ หลังจากปลูกแล้ว 6 เดือนขึ้นไป ให้อยู่รอบโคนต้นห่างจากโคนต้นประมาณ 20-30 เซนติเมตร ให้แต่น้อยแล้วรดน้ำตามให้ชุ่มแล้วจะรดน้ำครั้งต่อไปให้ดูความชื้นของดินว่ายังมีความชื้นอยู่หรือไม่ หากเห็นว่าดินแห้งเกินไปจึงจะรดน้ำ หากยังมีความชื้นอยู่ก็งดอีก 2-3 วัน เพราะดินแต่ละพื้นที่จะมีอัตราการอุ้มน้ำที่ไม่เหมือนกันการให้น้ำจึงมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตอีกด้วยเพราะบางพื้นที่รดน้ำ 1 ครั้งสามารถอยู่ได้ 5-10 วัน แต่บางพื้นที่รดน้ำ 1 ครั้ง อยู่ได้ไม่เกิน 3-5 วัน จึงให้เกษตรกรดูความชื้นขอดินในพื้นที่ที่ท่านปลูกเป็นหลัก

gมื่อท่านนำผักหวานป่าไปปลูก อัตราการอยู่รอดและการเจริญเติบโตในต่างพื้นที่อยู่ที่ 60-70 % แต่ก็มีบางพื้นที่เมื่อนำไปปลูกและทำตามวิธีการเลียนแบบตามธรรมชาติที่ได้แนะนำแล้วประสบผลสำเร็จสูงถึง 80-90 % เลยทีเดียวซึ่งมีตัวอย่างการปลูกแล้วในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดสระบุรี ท้ายสุดนี้ขั้นตอนสำคัญในการนำต้นกล้าผักหวานป่าลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้แล้วนั้นก่อนนำไปปลูกให้ท่านงดการให้น้ำ 3-5 วัน เพื่อให้ดินจับรากผักหวานป่าให้แน่นและก่อนนำลงหลุมให้ท่านใช้มีคัตเตอร์หรือมีดอื่น ๆ ตัดเฉพาะก้นถุงออกจากก้นถุงขึ้นมาประมาณ 2-3 เซตติเมตรแล้วดึงก้นถุงออกก่อนนำกล้าผักหวานป่าลงปลูกพร้อมถุง ดูแลเป็นปกติ จนกระทั่งทำการเก็บเกี่ยว

ที่มา :
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.สระบุรี
----------- ^ ^ ------------
แหล่งอ้างอิง :
รับ พรหมมา ม. 7 ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี