ปศุสัตว์เศรษฐี 
 
การเลี้ยงกระบือ
จำนวนผู้ชม 1,555 คน
 
กระบือนับว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความสำคัญต่อระดับเกษตรกรรายย่อย ในชนบทอยู่ตลอดมาโดยนับว่าเป็นส่วนหนึ่งในระบบการผลิตการเกษตรที่มีการเพาะปลูกเป็นรายได้หลัก นานมาแล้วที่กระบือถูกใช้เป็นแหล่งแรงงานในการเกษตร การใช้มูลเป็นปุ๋ยและเมื่อมีความจำเป็นก็สามารถขายเป็นรายได้อีกทางหนึ่งด้วย ในขณะเดียวกันสามารถใช้ผลพลอยได้ในไร่นาซึ่งมีราคาถูกมาใช้เป็นอาหารกระบือเลี้ยงเพื่อเปลี่ยนให้เป็นเนื้อสัตว์ที่มีราคาสูงได้ จะสังเกตได้ว่ากระบือพื้นเมืองและ.โคที่เลี้ยงด้วยอาหารแบบเดียวกันและอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกันนั้น โคจะมีร่างกายผอมในขณะที่กระบือยังคงสภาพเดิม ซึ่งอาจเนื่องจากความแตกต่างทางด้านสัณฐานวิทยาสรีระวิทยา และการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทำให้กระบือมีความแตกต่างจากโคและเอื้อประโยชน์ในการนำเอาสารอาหารไปเปลี่ยนแปลงเป็นเนื้อได้ดีกว่าโค อย่างไรก็ตามจากข้อเท็จจริงซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าการเลี้ยงกระบือของเกษตรได้ถูกละเลยจากภาครัฐ และแม้กระทั่งเกษตรกรเองก็นิยมและหันไปเลี้ยงสัตว์พันธุ์ต่างประเทศ การเลี้ยงกระบือของเกษตรกรยังเป็นไปแบบพื้นบ้านไม่มีระบบการผลิตในเชิงธรุกิจ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการมองข้ามความสำคัญดังกล่าวซึ่งอาจจะเกี่ยวข้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจและสังคมของเกษตรกรเองด้วย


ปัญหาการเลี้ยงกระบือของเกษตรกร

เกษตรกรไม่สนใจแม่กระบือที่เลี้ยงว่าจะได้รับผสมพันธุ์หรือไม่เนื่องจากเกษตรกรเลี้ยงกระบือรายละไม่กี่แม่ การเลี้ยงพ่อกระบือไว้เพื่อใช้ผสมพันธุ์ในฝูงของตนเองมีภาระค่อนข้างมากจึงไม่เลี้ยงไว้แต่จะปล่อยกระบือไปเลี้ยงรวมกันอยู่ตามทุ่งนาหลังเก็บเกี่ยวหรือที่ว่างเพื่อใช้ประโยชน์สาธารณะ เมื่อกระบือเป็นสัดก็จะผสมกระบือที่เลี้ยงปล่อยอยู่ในฝูง ซึ่งกระบือเพศผู้ดังกล่าวมักจะมีขนาดเล็กและแพร่กระจายลักษณะที่ไม่ต้องการกระจายไปในฝูงผสมพันธุ์ การที่กระบือมีขนาดและน้ำหนักเมื่อโตเต็มที่ลดลง อัตราการตกลูกต่ำเนื่องจากปัญหาการผสมพันธุ์และการไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควรของเกษตรกรเองมาเป็นเวลานาน เช่นการปล่อยให้กระบือพ่อลูกผสมกันเองจนทำให้เกิดเลือดชิดหรือการตอนกระบือเพศผู้ตัวใหญ่เพื่อให้ง่ายต่อการดูและการขายได้ราคาโดยไม่มีการคัดเลือกกระบือตัวใหญ่หรือโตเร็วเก็บไว้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ ทำให้ผลผลิตกระบือไม่เพียงพอต่อการบริโภค

ปัญหาอีกประการหนึ่งคือการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของประชากรกระบือในประเทศ ซึ่งจากสถิติของกรมปศุสัตว์ ในช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจากสถิติของกรมปศุสัตว์ ในช่วงระยะเวลา 2.3 ล้านตัว (กรมปศุสัตว์,2540) โดยมีอัตราการลดจำนวนลดจำนวนลงของกระบือร้อยละ 2.94 ต่อปี (ศักดิ์สงวน, 2540) สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากระบือถูกนำไปฆ่าเพื่อการบริโภคมากกว่าการผลิต การฆ่ากระบือเพื่อบริโภคเนื้ออย่างผิดกฎหมาย มีการนำกระบือเพศเมียและกระบือท้องส่งเข้าโรงฆ่าชำแหละซาก จะเห็นได้ว่าจำนวนกระบือที่ส่งเข้าโรงฆ่าสัตว์อย่างถูกกฎหมาย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี เกษตรกรรายย่อยเลิกเลี้ยงกระบือเพื่อใช้แรงโดยการนำเอารถไถนาขนาดเล็กมาใช้งานแทน การขาดแคลนแรงงานเลี้ยงกระบือหรือไม่มีที่ดินที่จะเลี้ยงกระบือ นอกจากนี้ปัญหาลูกกระบือในฝูงของเกษตรกรมีอัตราการตายก่อนหย่านมสูงมาก ประมาณ 20-30 % ตายจากโรคพยาธิภายใน เกษตรกรไม่สนใจในด้านสุขภาพของกระบือ เช่นไม่มีการทำวัคซีนป้องกันโรคระบาดต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวเหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ในส่วนของการพัฒนาด้วนวิชาการการเลี้ยงและปรับปรุงพันธุ์กระบือซึ่งเป็นหน้าที่ของภาครัฐก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาค้นคว้าวิจัยทางวิชาการซึ่งได้มีการดำเนินการมามากและเป็นเวลานานพอสมควร แต่การนำผลงานไปถ่ายทอดและพัฒนาการเลี้ยงกระบือให้แก่เกษตรกรก็ยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน ถูกต้องและชัดเจน เกษตรกรรายย่อยจะขาดแคลนกระบือที่จะใช้แรงงาน ในการทำไร่นา และผลิตลูก เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เห็นความสำคัญและตระหนักในปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะการเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นการเลี้ยงแบบหลังบ้าน ไม่มีการลุงทุน การเลี้ยงกระบือที่ให้ผลผลิตต่ำไม่สามารถจะมองเห็นผลร้ายแรงในเวลาอันใกล้ได้ แต่ผลเสียหายจะเกิดขึ้นที่ละน้อยไม่รู้ตัว และเมื่อมีผลผลิตต่ำก็เลิกเลี้ยงไปเลย

ในด้านการส่งเสริมการเลี้ยงกระบือ ที่ภาครัฐดำเนินการ ค่อนข้างจะได้รับความสนใจจากเกษตรกรน้อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากเกษตรกรไม่เห็นคุณค่าของกระบืออย่างชัดเจนจึงไมให้ความสำคัญแก่กระบือเท่าที่ควร มีการใช้ประโยชน์ในส่วนของการใช้แรงงานกระบืออยู่บ้างแต่ก็น้อยลงอย่างเห็นได้ชัดเกษตรกรส่วนใหญ่กลับเปลี่ยนไปใช้แรงงานจากเครื่องจักรแทน กระบือของเกษตรกรส่วนใหญ่จึงถูกปล่อยปละละเลยในด้านการเลี้ยงดู ปล่อยให้หากินเอง ตามทุ่งหญ้าสาธารณะ หรือเดินกินหญ้าตามธรรมชาติข้างทาง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้งานทางด้านส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงกระบือของภาครัฐจึงไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร

โอกาสและข้อได้เปรียบของการเลี้ยงกระบือ

กระบือสามารถเลี้ยงในที่ลุ่มได้ เนื่องจากกระบือมีระบบย่อยอาหารที่ยาวกว่าโคและมีจุรินทรีย์ชนิดที่โคไม่มี ดังนั้นกระบือจึงสามารถใช้ประโยชน์อาหารหยาบที่คุณภาพต่ำซึ่งอยู่ในที่ลุ่มเปลี่ยนเป็นเนื้อได้ดีกว่าโค แต่กระบือเป็นสัตว์ไม่ทนร้อนจึงชอบนอนปลักทำให้แปลงหญ้าเกิดความเสียหาย การเลี้ยงกระบือในรูปฟาร์มจึงเป็นไปได้ยาก

กระบือจะใช้ประโยชน์จากหญ้าธรรมชาติ หญ้าที่เป็นวัชพืชฟางข้าวและสามารถเปลี่ยนเป็นเนื้อได้ดีกระบือโตเร็วและมีไขมันน้อย กระบือจะมีน้ำหนักมากกว่าโคพันธุ์เมื่ออายุเท่ากันแต่กระบือจะเลี้ยงง่ายและต้นทุนต่ำกว่าและให้เนื้อมากกว่า และเนื้อกระบือมีไขมันต่ำจึงเหมาะในการบริโภคมากกว่าโค แต่อย่างไรก็ตามการเลี้ยงกระบือ ขุนแบบโคขุนจะต้องลงทุนสูงและผลที่ได้จะไม่คุ้มทางเศรษฐกิจ

กระบือสามารถใช้แรงงานในไร่นาและลากเกวียนได้ดีกว่าโคโดยทั่วไป กระบือไถนาได้วันละ 4ถึง 6 ชั่วโมง หรือประมาณครึ่งไร่ถึงหนี่งไร่การใช้กระบือไถนาจะเสียค่าใช้จ่ายถูกกว่าใช้รถไถนาขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังจะได้ปุ๋ยจากมูลใส่ไร่นาอีกด้วย ประมาณได้ว่ากระบือหนึ่งตัวให้มูลเป็นปุ๋ยได้ถึงปีละหนึ่งถึงสองตัน ทำให้เกษตรกรสามารถประหยัดค่าปุ๋ยลงได้จำนวนหนึ่ง ปัจจุบันมูลกระบือสามารถขายได้ราคาหากเลี้ยงกระบือหลายตัวก็อาจมีรายได้จากการขายมูลกระบือได้อีกด้วย

คำแนะนำ

การเลี้ยงดูกระบือพ่อพันธุ์

ควรคัดเลือกกระบือที่ใช้เป็นพ่อพันธุ์ตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้
1. เกิดจากพ่อแม่ที่มีลักษณะดีให้ลูกดก
2. มีอายุระหว่าง 3 ปีครึ่งถึง 10 ปี นอกจากจำเป็นอาจใช้พ่อกระบือหนุ่มอายุ 2 ปีครึ่งขึ้นไป
3. มีส่วนสูง 130 เซนติเมตร ขึ้นไป และมีความยาวรอบอกเมื่อวัดตรงซอกขาหน้าไม่ต่ำกว่า 195 เซนติเมตร
4. มีอวัยวะเพศสมบูรณ์ ไม่ผิดปกติ
5. มีเปลี่ยวขึ้น ซึ่งเป็นลักษณะของเพศผู้
6. ไม่ดุร้าย

ควรให้กระบือพ่อพันธุ์ได้กินอาหารที่มีคุณภาพดี มีคุณค่าทางอาหารได้แก่ โปรตีน พลังงาน และแร่ธาตุอย่างเพียงพอ ถ้าพ่อพันธุ์เลี้ยงใช้งานด้วยก่อนที่จะให้ผสมพันธุ์ควรให้พ่อกระบือได้พักอย่างเพียงพอก่อน

กระบือหนุ่มอายุ 2 ปีครึ่งขึ้นไปอาจสามารถใช้เป็นพ่อพันธุ์ได้หากมีความแข็งแรงและสมบูรณ์เพียงพอ อย่างไรก็ตามควรใช้กระบือหนุ่มเฉพาะกับแม่กระบือที่ตัวเล็กไม่สามารถผสมกับพ่อกระบือตัวโตได้เท่านั้น

ไม่ควรให้พ่อกระบือได้ผสมพันธุ์กับลูกสาวหรือแม่กระบือที่เป็นพี่น้องกันเพราะจะเป็นการผสมแบบเลือดชิดจะทำให้ได้ลูกที่มีลักษณะไม่ดี ดังนั้นควรเปลี่ยนพ่อกระบือทุก ๆ 3 หรือ 4 ปี

การเลี้ยงดูกระบือสาว

กระบือสาวที่เลี้ยงเพื่อเป็นแม่พันธุ์ไม่ควรให้มีโอกาสผสมพันธุ์จนกว่าจะมีความพร้อม กระบือเพศเมียที่เหมาะสมจะใช้ทำพันธุ์ควรมีลักษณะ ดังนี้
1. เกิดจากพ่อแม่ที่มีลักษณะดี ให้ลูกดก
2. มีส่วนสูง 125 เซนติเมตรขึ้นไป และมีความยาวรอบอก ไม่ต่ำกว่า 180 เซนติเมตร หรือมีน้ำหนัก 350 กิโลกรัม ขึ้นไป
3. มีอายุระหว่าง 2 ปี (หากมีน้ำหนักถึงตามข้อ 2 ) ถึง 10 ปี
4. มีอวัยวะเพศสมบูรณ์ ไม่เป็นหมัน
5. มีลักษณะเป็นกระบือเพศเมีย เต้านมไม่ผิดปกติ
6. มีสุขภาพสมบูรณ์

ผู้เลี้ยงควรคอยสังเกตการเป็นสัดของแม่กระบือสาวให้ดีเพื่อจะได้จัดการผสมพันธุ์ได้
แม่กระบือไม่ควรอ้วนหรือผอมเกินไป จะทำให้การผสมติดยาก

ผสมพันธุ์

การผสมพันธุ์

กระบือเป็นสัตว์ที่ผสมพันธุ์ตลอดปีแม้ว่ากระบือที่เกษตรกรเลี้ยงส่วนใหญ่แม่กระบือจะออกลูกเป็นช่วงฤดูก็ตาม สาเหตุก็เพราะในช่วงฤดูทำนาแม่กระบือไม่มีโอกาสได้รับการผสมพันธุ์จะมีโอกาสได้รับการผสม กับพ่อพันธุ์ในช่วงที่กระบือได้รวมฝูงกันในทุ่งนา หลังจากเกี่ยวข้าวแล้วเท่านั้น
การผสมพันธุ์ในฤดูแล้งอาจมีปัญหาทำให้การผสมติดต่ำ โดยเฉพาะการใช้วิธีการผสมเทียม เนื่องจากอากาศร้อนจะทำให้น้ำเชื้อพ่อพันธุ์มีคุณภาพลดลงแม่กระบือที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์จะทำให้แสดงอาการเป็นสัดไม่ชัดเจน และทำให้อัตราการผสมติดต่ำ

อายุที่สามารถผสมพันธุ์ได้ของกระบือแตกต่างกันตามเพศและพันธุ์กระบือ การผสมกระบือสาวที่อายุหรือมีน้ำหนักน้อยเกินไป จะทำให้แม่กระบือชะงักการเจริญเติบโตและให้ลูกไม่สมบูรณ์ แม้ว่ากระบือตัวผู้สามารถสร้างน้ำเชื้ออสุจิได้ตั้งแต่อายุ 1 ปี แต่การใช้กระบือตัวผู้ที่อายุน้อยเกินไปเป็นพ่อพันธุ์หรือให้มีโอกาสผสมพันธุ์กับกระบือตัวเมียจะมีผลเสียเช่นเดียวกัน เนื่องจากน้ำเชื้อของกระบืออายุน้อยยังไม่มีความสมบูรณ์แข็งแรงเท่าที่ควร ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้กระบือผสมพันธุ์กันก่อนวันที่ เหมาะสมจึงควรควบคุมลูกกระบือตัวผู้และตัวเมียหลังจากหย่านมแล้วที่อายุประมาณ 10 ถึง 12 เดือน ขึ้นไป ไม่ให้ได้มีโอกาสผสมพันธุ์จนกว่ากระบือตัวเมียจะมีอายุประมาณ 2 ปีครึ่ง หรือสูงไม่ต่ำกว่า 125 เซนติเมตร หรือควรมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 350 กิโลกรัมและกระบือผู้อายุประมาณ 3 ปีครึ่งหรือสูงไม่ต่ำกว่า 130 แต่ถ้าจำเป็นอาจใช้กระบือผู้อายุตั้งแต่ 2 ปีครึ่งใช้ผสมพันธ์ได้ แต่ควรใช้ผสมกับแม่กระบือจำนวนน้อยตัวลง

วิธีผสมพันธุ์

การผสมพันธุ์มีอยู่ 3 วิธี คือ การปล่อยให้พ่อพันธุ์คุมฝูง การจูงเข้าผสมและการผสมเทียม

1. การปล่อยให้พ่อพันธุ์คุมฝูง
วิธีนี้มีข้อดีคือผู้เลี้ยงไม่ต้องคอยสังเกตการเป็นสัดของแม่กระบือ กระบือเพศผู้จะทราบและทำการผสมกับแม่กระบือเอง แต่มีข้อเสียคือถ้ามีแม่กระบือเป็นสัด พ่อกระบือจะคอยไล่ตามจนไม่สนใจกินอาหาร ถ้าหากมีกระบือเพศเมียมีจำนวนหลายตัวเป็นสัดใกล้เคียงกันจะทำให้พ่อกระบือมีร่างกายทรุดโทรม ตามปกติควรจะใช้กระบือพ่อพันธุ์หนึ่งตัวคุมฝูงแม่กระบือประมาณ 20 ตัว



2. การจูงเข้าผสม
ได้แก่ การจูงพ่อพันธุ์กระบือมาผสมกับแม่กระบือหรือจูงแม่กระบือมาผสมกับพ่อพันธุ์ วิธีนี้แยกพ่อกระบือไปเลี้ยงต่างหากทำให้สามารถดูแลพ่อกระบือให้สุขภาพสมบูรณ์พแข็งแรงได้ดี พ่อกระบือตัวหนึ่งสามารถผสมกับแม่กระบือได้จำนวนมากกว่าการปล่อยให้คุมฝูง แต่มีข้อเสียคือ ผู้เลี้ยงต้องคอยสังเกตการเป็นสัดของแม่กระบือถ้าพลาดการสังเกตการเป็นสัดแล้ว แม่กระบือจะเสียโอกาสที่ได้รับการผสมจะต้องรอไปจนกว่าจะเป็นสัดอีกรอบหนึ่ง

การจูงเข้าผสมสามารถทำให้พ่อกระบือสามารถผสมกับกระบือเพศเมียได้มากขี้น พ่อกระบือหนุ่ม อายุ 2 ปีครึ่ง ถึง 3 ปีครึ่ง ควรใช้ผสมกับแม่กระบือไม่เกินปีละ 20 ตัว พ่อกระบือ อายุ 3 ปีครึ่ง ขึ้นไปสามารถผสมแม่กระบือปีละ 30-40 ตัว

3.การผสมเทียม
ได้แก่ การที่เจ้าหน้าที่จะนำน้ำเชื้อของกระบือพันธุ์ดีมาผสมกับแม่กระบือที่เป็นสัด ปัจจุบันกรมปศุสัตว์มีหน่วยผสมเทียมที่นะสามารถให้บริการได้เกือบทุกอำเภอทั่วประเทศ ผู้เลี้ยงจะต้องคอยสังเกตการเป็นสัดของแม่กระบือของตัวเอง เมื่อเห็นแม่กระบือเริ่มเป็นสัดต้องรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ผสมเทียมทันที ไข่จะเริ่มตกหลังจากสิ้นสุดการเป็นสัดแล้ว 12 ถึง 24 ชั่วโมง

เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการผสมเทียมคือ 24 ถึง 36 ชั่วโมงหลังจากเริ่มเป็นสัด

เพื่อสะดวกในการผสมเทียมเกษตรกรควรมีการจัดทำซองผสมเทียมที่บ้านหรือภายในหมู่บ้าน เมื่อเจ้าหน้าที่มาทำการผสมเทียมควรมีคนคอยช่วยยอย่างน้อย 2 คน แม่กระบือที่ได้รับการผสมแล้วผู้เลี้ยงควรกักอยู่ในคอกที่มีที่ร่ม ไม่ควรปล่อยให้แม่กระบือตากแดดหรือวิ่งไปในท้องทุ่งเพราะจะทำให้โอกาสผสมติดต่ำลง

การผสมเทียมมีข้อดีคือ ไม่ต้องเลี้ยงดูกระบือพ่อพันธุ์ ทำให้ไม่ต้องเปลืองอาหารและแรงงาน แต่ก็มีข้อเสียคือ ผู้เลี้ยงต้องคอยดูการเป็นสัดของกระบือเพศเมีย และต้องรีบไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้มาผสมเทียมให้ทันเวลา

ระยะเวลาอุ้มท้องของกระบือ
เป็นระยะเวลาที่ไม่แน่นอนคงที่ แต่ส่วนมากยอมรับกันว่าประมาณ 10 เดือน หรือ 316 วัน ระยะอุ้มท้องของกระบือนานกว่าโคเล็กน้อย ลูกกระบือตัวผู้มักอยู่ในท้องนานกว่าลูกกระบือ ตัวเมีย และลูกกระบือแฝดมักคลอดเร็วกว่ากำหนดกว่าลูกกระบือที่ไม่แฝด แต่กระบือมักไม่ค่อยมีลูกแฝด

วิธีสังเกตอาการที่กระบือจวนจะคลอดลูก
วิธีสังเกตอาการกระบือจวนคลอดมีดังนี้ คือ
1. เมื่อผู้เลี้ยงจดวันที่ผสมไว้เมื่อใดแล้ว อาทิตย์สุดท้ายที่จะครบกำหนดคลอดจะเป็นระยะที่ควรคลอด
2. สองถึงสามวันก่อนคลอดลูก เต้านมจะเต่งตึงและขยายใหญ่ขึ้นน้ำนมจะไหลเมื่อเวลาบีบหัวนมนะบวมขึ้น
3. ท้องลด
4. เครื่องเพศบวม กล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้โคนหางจะแสดงอาการคลายตัว
5. แสดงอาการทุรนทุราย แสดงอาการปวดท้องคลอด

การเป็นสัด

กระบือเพศเมียที่จะผสมติดได้จะต้องอยู่ในระยะเป็นสัด ซึ่งเป็นระยะที่แสดงอาการมีอารมณ์ทางเพศและพร้อมที่จะได้รับการผสมพันธุ์ อาการแสดงการเป็นสัดของกระบือไม่ค่อยชัดเจนเหมือนในโค ผู้เลี้ยงจะต้องสังเกตให้ดีกระบือจะมีอาการกระวนกระวายกว่าปกติ ไล่ขึ้นทับตัวอื่นหรือยอมให้ตัวอื่นขึ้นทับ อวัยวะเพศจะบวมกว่าเดิม ผนังด้านในช่องคลอดจะมีสีชมพูออกแดงในช่วงต้นของการเป็นสัดอาจมีเมือกใส ๆ ไหลออกมาในช่วงหลัง ๆ น้ำเมือกจะข้นและเหนียวขึ้น กระบือไทยจะเป็นสัดอยู่นานประมาณ 24 ถึง 36 ชั่วโมง

ถ้าไม่ได้รับการผสมหรือผสมไม่ติดอีกประมาณ 20 ถึง 22 วัน (เฉลี่ย 21 วัน) จะกลับเป็นสัดใหม่อีก

กระบือเพศเมียประมาณ 30 ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ จะแสดงอาการเป็นสัดไม่ชัดเจนหรือเป็น "สั ด เ งี ย บ" และส่วนใหญ่จะแสดงอาการเป็นสัดในเวลากลางคืน ดังนั้นถ้าใช้วิธีการจูงเข้าผสมหรือการผสมเทียมแล้วผู้เลี้ยงต้องคอยสนใจสังเกตให้ดี มิฉะนั้นอาจจะพลาดการผสม

แม่กระบือที่คลอดลูกแล้วต้องใช้เวลาอย่างน้อย 60 วัน มดลูกและอวัยวะสืบพันธุ์จึงจะกลับคืนสู่สภาพปกติ ดังนั้น จึงไม่ควรผสมแม่กระบือหลังจากคลอดลูกแล้วก่อนหน้านี้



การเลี้ยงดู
การเลี้ยงดูกระบือท้อง

การเลี้ยงดู

กระบือท้องต้องหมั่นเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษกว่าปกติโดย
1. ต้องให้กระบือออกกำลังโดยปกติ แต่อย่ามากเกินไป
2. อย่าให้อุจจาระผูกจะคลอดลูกยาก ควรให้อาหารที่ฟ่าม(bulky)
3. อย่าให้เดินไกล ๆ มาก หรือวิ่งเร็ว ๆ หรือตกอกตกใจมากเกินไปหรือกระทบกระแทกสัตว์อื่นหรืออย่ามีการขนย้ายกระบือท้องถ้าไม่จำเป็น
4. อย่าเอาไปไว้รวมกับกระบือแท้งลูก
5. ถ้าเป็นกระบือที่ทำการรีดนมอย่างหนัก ควรหยุดรีดก่อนเวลาที่คิดว่าจะคลอดประมาณ 8-10 สัปดาห์
6. ต้องให้อาหารที่บำรุงลูกในท้องเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ
7. เมื่อเวลาท้องแก่จวนคลอด ควรแยกไปขังไว้ต่างหาก


วิธีดูแลกระบือเวลาคลอดลูกและหลังคลอดลูก
เมื่อแยกกระบือที่จวนคลอดออกไว้ต่างหากแล้ว ควรหาหญ้าหรือฟางแห้ง ๆ ปูรองนอนและหมั่นทำความสะอาดบ้าง สถานที่ที่จะแยกแม่กระบือออกมาควรสะอาด เงียบควรขลิบขนที่อยู่ใกล้ ๆ อวัยวะสืบพันธุ์ อาหารที่ให้ควรอ่อนย่อยง่าย เช่น รำละเอียดและอื่น ๆ กระบือแม่ที่เคยแท้งหรือรกค้างเก่ง ควรแยกเอาไว้อีกต่างหาก และเมื่อทำการคลอดแล้ว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราดในคอกและดิน และเผาหญ้าหรือฟางแห้งที่รองให้หมด เมื่อแม่กระบือจะคลอดก็ควรมาดูบ้าง เผื่อจะต้องช่วยเหลือ แต่ส่วนมากแล้วไม่ต้องช่วย ลูกกระบือที่อยู่ในท่าคลอดที่ปกติก็คือ หัวคอและขาหน้าจะออกก่อน ถ้าเอาหลังออกหรือก้นออก นั่นแสดงว่าเกิดคลอดลูกยากแล้ว ต้องเรียกหาสัตวแพทย์มาช่วยแก้ไข การที่ให้ผู้เลี้ยงมาคอยดูก็เพียงแต่ว่าเพียงแต่ว่าเพื่อช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ เช่น ดูว่ารกออกเป็นปกติหรือไม่ หรือบางที่ลูกโผล่ออกมาแล้ว แต่แม่เบ่งไม่ออก ก็ช่วยดึงเบา ๆ (หลังจากได้ทำความสะอาดมือเรียบร้อยแล้ว ) ในขณะที่เบ่งหรือถ้าถุงที่หุ้มตัวลูกไม่ขาดก็ช่วยฉีกออก ถ้าลูกกระบือหายใจไม่ออกโดยมีอะไรมาอุดจมูกก็ช่วยควักออกหรือเมื่อลูกออกแล้วแต่รกห้อยอยู่นานไม่ออกก็ช่วยดึงบ้าง ถ้าลูกกระบือแน่นิ่งไม่หายใจ ก็อาจช่วยโดยดึงลิ้นออกมาจากปาก และจับขาหลังยกขึ้นให้หัวห้อยและผายปอด เป็นต้น ลูกกระบือจะตั้งต้นหายใจโดยถอนหายใจหรือไอเบา ๆ นั่นแสดงว่า การหายใจหรือชีวิตของลูกกระบือเริ่มต้นแล้ว เมื่อคลอดลูกแล้วแต่ลูกยังไม่ได้กินนมแม่ ก็ควรจับอุ้มช่วยลูกโดยให้ลูกดูดนมเหลือง(colostrum)น้ำนมระยะแรกนี้สำคัญมาก เพราะเป็นอาหารและยาถ่ายที่สำคัญที่สุดต้องให้ลูกกินให้ได้ ส่วนแม่กระบือเมื่อคลอดลูกแล้ว ควรให้น้ำและหญ้าอ่อน ๆ และให้พักผ่อนได้รับความสบาย ถ้าแม่กระบือไม่เลียลูกควรใช้ผ้านุ่ม ๆ เช็ดถูตัวลูกกระบือให้แห้งเพื่อทำให้เลือดกระจายไปทั่ว ๆ ตัวหรือใช้น้ำเกลือทาลูก เพื่อเร่งเร้าทำให้แม่กระบือเลียลูก และควรแต้มที่สายสะดือด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น ทิงเจอร์ไอโอดิน ลูกกระบือที่แข็งแรงจะยืนขึ้นและกินนมภายใน 1 ชั่วโมงภายหลังคลอด

น้ำนมเหลือง
น้ำนมเหลือง (colostrum) น้ำนมนี้เป็นครั้งแรกของแม่กระบือเริ่มตั้งแต่เมื่อลูกกระบือคลอดจนถึง 5 วันหลังคลอด แม้ว่าจะเรียกนมที่มีตั้งแต่เริ่มคลอดจนถึง 5 วันนี้ว่า น้ำนมเหลืองก็ตามแต่น้ำนมเหลืองที่ดีที่สุดมีประโยชน์มากที่สุดสำหรับลูกกระบือ คือ นับตั้งแต่วันที่หนึ่งถึงวันที่สามและน้ำนมเริ่มเปลี่ยนจากน้ำนมเหลืองเป็นน้ำนมปกติในวันที่ 6 และใช้สำหรับมนุษย์รับประทานได้ในวันที่ 6 นี้ การที่น้ำนมเหลืองเป็นน้ำนมที่จำเป็นแก่ลูกกระบือใหม่ เพราะมี
1. แอนติบอดี (anti-body) และแร่ธาตุซึ่งสร้างให้เกิดความคุ้มโรคหรือทนทานต่อโรค(immunizing substance) ที่จะช่วยคุ้มโรคบางอย่างชั่วคราวแก่ลูกกระบือ เช่นโรคที่เกี่ยวกับระบบการย่อยอาหาร เป็นต้น ลูกกระบือเป็นสัตว์ที่ไม่สามารถจะทนทานต่อโรคได้ ธรรมชาติจึงให้น้ำนมนี้เพื่อช่วยป้องกันโรค
2. อย่าให้อุจจาระผูกจะคลอดลูกยาก ควรให้อาหารที่ฟ่าม(bulky)
3. ธาตุเหล็ก สำหรับบำรุงเลือดมากกว่าน้ำนมธรรมดาหลายเท่า
4. เป็นยาระบายช่วยขับของเสียในทางเดินอาหารและช่วยในการย่อยอาหาร

เนื่องจากลูกกระบือได้รับน้ำนมเหลืองเพียงหนึ่งในสามส่วนนของจำนวนน้ำนมเหลืองทั้งหมดก็เพียงพอแล้ว ดังนั้น น้ำนมเหลืองส่วนที่เหลือจึงมีผู้เลี้ยงบางคนเก็บไว้ให้ลูกกระบือพันธุ์ ดีๆ ต่อไป หรือบางทีเอาไปช่วยลูกกระบือตัวอื่นที่ไม่สมบูรณ์ หรือเอาไปเลี้ยงลูกหมู วิธีให้น้ำนมเหลืองส่วนที่เหลือนี้ควรปนน้ำอุ่นโดยใช้ส่วนน้ำนมเหลืองสองส่วนและน้ำหนึ่งส่วน น้ำนมเหลืองต้องเก็บไว้ในที่เย็นเพื่อจะได้ไม่เสีย ถ้าเก็บไว้นานก็ควรเก็บไว้ไนที่เย็นมาก ๆ ลูกกระบือที่ให้น้ำนมเหลืองส่วนที่เหลือต่อไปจะโตเร็วและมีสุขภาพสมบูรณ์เป็นพิเศษ การให้น้ำนมเหลืองโดยไม่สม่ำเสมอจะไม่เป็นอันตรายแก่ลูกกระบือ เช่น ให้น้ำนมเหลืองวันนี้น้อย พรุ่งนี้ไม่ให้ แล้ววันต่อมาให้น้ำนมเหลืองตลอดวันและไม่ให้ในวันต่อไป ก็จะไม่มีอันตรายแก่ลูกกระบือเลย การให้น้ำนมเหลืองส่วนที่เหลือได้ผลมากที่สุด คือ ในอายุเดือนแรก แต่จะให้ได้จนถึงอายุ 6 เดือน

การเลี้ยงดูตั้งแต่เกิด-6เดือน

การเลี้ยงดูกระบือตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 6 เดือน ระยะนี้เป็นระยะทีมีอันตรายมากที่สุดจะต้องดูแลลูกกระบือเป็นอย่างดีเป็นพิเศษ

ในกรณีน้ำนมไม่พอให้ลูกกระบือกิน ก็ควรหาน้ำนมผงมาละลายน้ำให้กิน หรือจะให้น้ำนมเทียมก็ได้ น้ำนมเทียมโดยมากทำจากถั่วและไข่หรือนมผง ควรให้ลูกกระบือได้กินน้ำนมแม่ทั้งหมดจนถึงอายุประมาณ 3-4 สัปดาห์ แล้วจึงค่อยใช้ของอื่นแทน โดยลดจำนวนน้ำนมลงทีละน้อย

ต่อจากนั้นควรหัดให้ลูกกระบือกินอาหารผสม หรือเมล็ดพืชที่บดแล้ว เช่น ข้าวโพดและถั่วแห้ง ๆ หรือสด ๆ ควรใส่ในรางหญ้าให้กินตลอดเวลา ลูกกระบือจะเริ่มกินอาหารเหล่านี้เมื่ออายุประมาณ 2 สัปดาห์ ในระยะที่กระบืออายุอ่อน ๆ นี้ ทุ่งหญ้ายังไม่ให้ประโยชน์แก่ลูกกระบือ เพราะเครื่องย่อยอาหารยังไม่เจริญพอ นั่นก็คือ ยังไม่มีจุลินทรีย์ (microorganism) ในกระเพาะขอบกระด้งหรือผ้าขนหนู (rumen) ทุ่งหญ้าจะให้ประโยชน์แก่สัตว์เมื่ออายุ 2 เดือนขึ้นไป แต่ต้องให้อาหารผสมด้วยจนอายุ 10 เดือน ตอนนี้ทุ่งหญ้าให้ประโยชน์แก่ลูกสัตว์มาก คือ ลูกสัตว์จะได้ออกกำลัง ได้รับแสงแดดและได้รับอากาศบริสุทธิ์ เมื่อเลี้ยงลูกกระบือในทุ่งหญ้าควรมีน้ำที่สะอาด มีร่มไม้เพื่อบังความร้อนแดด และร่มเย็นไม่ร้อนจัด

การเลี้ยงดูตั้งแต่ 6 เดือน - 10 เดือน

เมื่อลูกกระบืออายุ 6 เดือนแล้ว เป็นระยะที่ลูกกระบือหย่านม ระยะนื้ก็ง่ายเข้าโดยเลี้ยงในทุ่งหญ้าและให้อาหารผสมและเมล็ดพืชบดอื่น ๆ หลักในการประมาณอาหารผสมกับหญ้าที่ให้กินในทุ่งหญ้าก็คือ ถ้าหญ้านั้นมีคุณภาพดีก็ให้อาหารผสมราว ๆ วันละ 1-1.5 กิโลกรัม ถ้าหญ้าในทุ่งหญ้ามีคุณภาพไม่ดีควรให้อาหารผสม 2-4 กิโลกรัม ถ้าให้กินหญ้าแห้ง หญ้าแห้งก็ควรเป็นวันละ 4-7 กิโลกรัม อาหารผสมสำหรับหญ้าที่มีพวกตระกูลถั่วซึ่งมีโปรตีนอยู่ในตัวมันแล้วอาหารผสมควรมีโปรตีนอยู่ 12-14 % ถ้าหญ้าที่ให้ไม่ใช่พืชตระกูลถั่วอาหารผสมจึงควรมีโปรตีน 16-18 % น้ำเกลือต้องมีให้กินอยู่ตลอดเวลา และควรมีแร่ธาตุ เช่น แคลเซี่ยม หรือธาตุเหล็ก หรือแร่ธาตุต่าง ๆ เช่นทองแดง ไอโอดีน โคบอลต์หรือแมงกานีส

การให้ธาตุเหล่านี้เราจะต้องตรวจหาว่าสถานที่ทำการเลี้ยงสัตว์เหล่านั้นในอาหารสัตว์ขาดแร่ธาตุที่กล่าวแล้วข้างต้นอะไรบ้าง ใส่ลังไม้ให้กระบือกินตลอดเวลา เมื่อลูกกระบืออายุ 6 เดือนแล้วควรแยกออกจากฝูงเพื่อป้องกันมิให้กระบือผสมเมื่ออายุยังน้อย ถ้าปล่อยให้ผสมในขณะที่กระบือยังไม่โตและสมบูรณ์เต็มที่จะให้ลูกขนาดเล็ก และตัวแม่ก็จะไม่เจริญเติบโต และการแยกนี้ยังเป็นประโยชน์ที่ลูกกระบือจะได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยให้อาหารที่ถูกหลักถูกส่วนเพื่อความเจริญเติบโตและได้กินอาหารสมบูรณ์ เพราะอยู่ในฝูงขนาดเดียวกันและไม่ถูกแย่งอาหารจากกระบือขนาดโตกว่า หรือถูกเหยียบตาย

การเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ 10 เดือน ขึ้นไป

อายุตอนนี้เป็นอายุที่อวัยวะย่อยอาหาร มีจุลินทรีย์ จะย่อยอาหารหยาบเช่น พวกหญ้า ได้เจริญเต็มที่แล้ว ถ้าหญ้าเป็นหญ้าที่มีคุณภาพสูง อาหารผสมก็ให้น้อยลง หรือไม่ต้องให้เลย แต่น้ำเกลือและแร่ธาตุต่าง ๆ ต้องให้กินตลอดเวลา


การเลี้ยงไว้ทำงาน
เกษตรกรควรเจาะจมูกกระบือตั้งแต่ขนาดยังเล็กแล้วหัดให้ทำงานเบาไปก่อนจนกว่าจะโต และการใช้กระบือทำงานนั้นไม่ควรใช้ทำงานเกินวันละ 6 ชั่วโมง และควรแบ่งให้ทำงานตอนเช้า 3 ชั่วโมง และตอนเย็น 3 ชั่วโมง หลังจากทำงานแล้วควรให้กระบืออาบน้ำ หรือฉีดน้ำราดตัวให้ผลจากการสำรวจปรากฏว่า เกษตรกรหัดกระบือทำงานเมื่ออายุ 3 ปี ซึ่งนับว่าช้ามากแต่ก็เก่งมากที่หัดได้ภายในเวลา 1-3 อาทิตย์และใช้กระบือทำงานในปีหนึ่งน้อยไป

ให้กระบือกินอาหารทีมีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอ
ผู้เลี้ยงต้องรู้ว่าลูกกระบือ กระบือรุ่น หรือแม่กระบือมีความต้องการอาหารประเภทใดบ้างมากน้อยแค่ไหน การให้อาหารไม่ถูกต้อง และไม่เพียงพอจะทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย แล้วอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ และการให้อาหารต้องระวังสิ่งต่าง ๆ ที่จะให้กระบือกินคือ
1. พืชหรือสารพิษต่าง ๆ เช่น เห็ดเมา มันสด หรือยาฆ่าแมลงที่ใช้กันอยู่
2. ให้กินหญ้าและน้ำสะอาด ไม่มีการปะปนของ เชื้อโรค เชื้อรา หรือไข่พยาธิต่าง ๆ
3. วัตถุแปลกปลอม เช่น เศษเหล็กตะปู หรือถุงพลาสติก
4. อย่าให้กินอาหารที่เสียแล้ว

จัดสิ่งแวดล้อมให้กระบืออยู่อย่างสบาย และปลอดภัย
คอกควรเย็นสบายไม่ร้อน มีอากาศระบายดี ลมไม่โกรกเกินไปไม่ให้เลี้ยงอยู่รวมกันมาก ๆ มีอาหารและน้ำให้กินอย่างเพียงพอ ควรมีหญ้าอย่างพอเพียง ไม่รกรุงรัง หมั่นเก็บขยะมูลฝอยและอุจจาระ เพื่อป้องกันการหมักหมมของเชื้อโรค พยาธิ หรือแมลงวันที่จะวางไข่ หมั่นทำความสะอาดคอกและราดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

การใช้วัสดุพลอยได้จากการปลูกพืชเป็นอาหารกระบือ
วัสดุพลอยได้ที่เกษตรกรได้จากการปลูกพืช แทนที่จะเผาหรือปล่อยทิ้งไว้ สามารถน้ำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงกระบือได้ จะทำให้ลดต้นทุนการเลี้ยงกระบือได้มากเช่น




การใช้วัสดุพลอยได้จากการปลูกพืชเป็นอาหารกระบือ
วัสดุพลอยได้ที่เกษตรกรได้จากการปลูกพืช แทนที่จะเผาหรือปล่อยทิ้งไว้ สามารถน้ำมาใช้เป็นอาหารเลี้ยงกระบือได้ จะทำให้ลดต้นทุนการเลี้ยงกระบือได้มากเช่น

ฟางข้าว
ในพื้นที่ปลูกข้าว 1 ไร่ จะได้ฟางข้าว 310 ถึง 540 กิโลกรัม หรือ ฟางข้าวที่ได้ตจะเท่ากับจำนวนข้าวเปลือกที่ผลิตได้เช่นเดียวกัน

การใช้ฟางข้าวอย่างเดียวเลี้ยงกระบือในฤดูแล้งไม่เพียงพอที่จะทำให้กระบือรักษาน้ำหนักตัวอยู่ได้ เพราะฟางข้าวมีคุณภาพต่ำ กระบือจะมีน้ำหนักลดลง เราสามารถเพิ่มคุณภาพของฟางข้าวได้ดังนี้
ก. ให้ฟางข้าวเสริมด้วยใบถั่ว ใบกระถิน หรือใบมันสำปะหลังตากแห้งจำนวนวันละ 0.5 ถึง 1 กิโลกรัม จะทำให้กระบือรักษาน้ำหนักในช่วงแล้งได้
ข. ให้ฟางข้าวที่ราดละลายยูเรีย-กากน้ำตาลโดยใช้ยูเรีย 1.5 กิโลกรัม กากน้ำตาลน้ำตาล 7.5 กิโลกรัม ละลายในน้ำ 80 ลิตร (ประมาณ 4 ปีบ) แล้วนำไปราดฟางข้าวได้จำนวน 100 กิโลกรัม หรือประมาณครึ่งคิว (0.5 บาศก์เมตร)
ค. ใช้ในรูปของฟางปรุงแต่งหรือฟางหมักยูเรีย ซึ่งมีวิธีทำคร่าว ๆ ตามภาพ จะทำให้กระบือกินได้มากกว่าฟางธรรมดาโดยอาจกินได้ 2 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เช่น ควายหนัก 300 กิโลกรัมอาจกินฟางปรุงแต่งได้วันละ 9 กิโลกรัม (ขอคำแนะนำการทำฟางปรุงแต่งได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอและหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้อง) ข้อควรระวังในการทำฟางปรุงแต่งคือ อย่าให้โคหรือกระบือได้มีโอกาสกินน้ำที่ละลายปุ๋ยยูเรียก่อนใช้ราดฟางข้าวอย่างเด็ดขาดจะทำให้สัตว์ตายได้

ทำให้กระบือที่เราเลี้ยงมีความต้านทานโรค
ลูกกระบือที่เกิดใหม่จะมีความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ โดยการกินนมน้ำเหลืองจากแม่ใน 2-3 วันแรกเกิด และถ้าโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่รุนแรงมากนักลูกกระบือก็จะสร้างความต้านทานต่อโรคต่าง ๆ ได้เอง แต่ถ้าเกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง กระบือก็ไม่สามารถต้านทานโรคเหล่านั้นได้ ผู้เลี้ยงจึงจำเป็นต้องฉีดวัคซีนล่วงหน้าเพื่อสร้างความต้านทานให้เกิดขึ้นในตัวกระบือก่อนเป็นโรคโดยทั่วไปแล้วเรามักฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากและเท้าเปื่อย โรคเฮโมรายิกเซฟติซีเมีย (โรคคอบวม) และในบางพื้นที่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคแอนแทรกซ์หรือโรคกาลีด้วย ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ จะทราบดีว่าต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้างและเมื่อไร

การป้องกันโรคล่วงหน้า
การที่ปล่อยให้กระบือเป็นโรคแล้วค่อยรักษาย่อมไม่ดีแน่ นอกจากจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เสียเวลา หรืออาจไม่หายแล้วอาจติดต่อไปยังกระบือตัวอื่น ๆ อีกได้ ทางที่ดีควรมีการป้องกันต่อปีนี้
1 ก่อนนำกระบือใหม่เข้ามาในฝูง ต้องแยกและกักเลี้ยงต่างหากประมาณ 2 อาทิตย์ จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่เป็นโรค แล้วทำการถ่ายพยาธิ และฉีดวัคซีนหากสัตว์ตัวนั้นยังไม่ได้ถ่ายพยาธิหรือฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อแล้วจึงนำไปรวมกับฝูงเดิม
2 แยกสัตว์ป่วยออกจากสัตว์ดี วิธีนี้จะประหยัดและได้ผลดีผู้เลี้ยงต้องหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ หรืออาการป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มแรก เพื่อจะได้แยกสัตว์ป่วยออกมารักษาได้ทัน และถ้ามีการป่วยมากกว่า 2 ตัว ในระยะเวลาใกล้เคียงกัน และมีอาการเหมือนกัน ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคระบาดให้รีบตามสัตว์แพทย์มาช่วยทำการป้องกันไม่ให้การระบาดให้รีบตามสัตว์แพทย์มาช่วยทำการป้องกันไม่ให้การระบาดลุกลามยิ่งขึ้น
3 สัตว์ที่ตายโดยไม่ทราบสาเหตุหรือเป็นโรคระบาดควรตามสัตว์แพทย์มาช่วยตรวจดูเพราะอาจเป็นโรคที่ติดต่อถึงคนได้หากสัตว์แพทย์อนุญาติให้กินจึงจะกินได้ แต่ถ้าโรคระบาดควรเผาหรือฝังซากให้ลึก โรยด้วยปูนขาวหรือยาฆ่าเชื้อซากควรอยู่ลึกกว่าผิวดินไม่น้อยกว่า 1 เมตร
4. กำจัดและทำลายสัตว์ที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งเราทราบได้โดยการให้สัตว์แพทย์มาทำการทดสอบเป็นประจำ เช่น วัณโรค หรือบรูเซลโลซีส (โรคแท้ง) เพื่อป้องกันไม่ให้โรคเผยแพร่ติดต่อไปยังสัตว์อื่น

แหล่งที่มาของข้อมูล : "การเลี้ยงกระบือ.". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.dld.go.th/service/buffalo/buffalo0.html
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ การเลี้ยงกระบือ -พันธุ์กระบือ -การเลี้ยงกระบือ -โรคกระบือและการป้องกันโรค ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกระบือ