ถั่วลิสง (Groundnut)

จำนวนผู้ชม 23158 คน
พิมพ์หน้านี้
ถั่วลิสงจัดอยู่ในกลุ่มพืชผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ภายในประเทศ เพราะถั่วลิงเป็นพืชอาหารที่บริโภคง่าย เป็นส่วนประกอบอาหารหวานคาวต่าง ๆ และเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป บางส่วนนำไปสกัดน้ำมัน และกากใช้ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์

ปัญหาของพืช ข้อจำกัด และโอกาส :

- คุณภาพของผลผลิตถั่วลิสงไทยค่อนข้างต่ำ มีการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน

- การซื้อขายยังเป็นระบบเกรดคละจึงขาดแรงจูงใจ ในการผลิตให้มีคุณภาพดี

- มีต้นทุนการผลิตสูง

- พื้นที่ปลูกและปริมาณการผลิตไม่แน่นอน

- มีการลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านในราคาที่ต่ำกว่า

- ถั่วลิสงที่ผลิตในประเทศมีขนาดเมล็ดปานกลาง

- การกระจายพันธุ์ดียังไม่ทั่วถึง

- ควรได้รับการปรับปรุงในเรื่องการควบคุมการปนเปื้อนของสารอะฟลาทอกซิน และมีระบบมาตราฐานรับรองผลผลิต เพื่อให้ได้ถั่วลิสงที่มีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

- กำหนดเขตการปลูกในพื้นที่ ๆ เหมาะสม และมีศักยภาพ

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม :

- ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 800 เมตร

- ความลาดเอียงไม่เกิน 5 เปอร์เซ็นต์

- ดินร่วน ดินร่วนปนทราย หรือ ดินร่วนเหนียวปนทราย

- ความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง มีอินทรียวัตถุไม่ต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์

- การระบายน้ำและถ่ายเทอากาศดี

- ระดับหน้าดินลึกประมาณ 30 เซนติเมตร

- ค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.5-6.5

- อุณหภูมิมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของถั่วลิสงมาก อุณหภูมิที่เหมาะสมเฉลี่ย 30 องศาเซลเซียส อุณหภูมิกลางวัน/กลางคืน ประมาณ 35/25 องศาเซลเซียส

- ปริมาณน้ำฝนกระจายสม่ำเสมอ 1,000-1,500 มิลลิเมตรต่อปี


พันธุ์ถั่วลิสงที่นิยมปลูก :

พันธุ์สำหรับใช้ในรูปฝักสด เป็นถั่วต้ม มี 3 พันธุ์

1. ถั่วลิสงพันธุ์กาฬสินธุ์ 1

- เส้นลายบนฝักค่อนข้างเรียบ มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อายุเก็บเกี่ยว 80-85 วัน

- ผลผลิตเฉลี่ย 460 กิโลกรัมต่อไร่ เหมาะสำหรับปลูกในภาคกลาง ที่เป็นดินร่วน หรือดินร่วนเหนียวปนทราย

2. ถั่วลิสงพันธุ์กาฬสินธุ์ 2

- ฝักใหญ่ยาว เส้นลายบนฝักลึก มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูมีลายขีดสีม่วง อายุ
เก็บเกี่ยว 90-100 วัน

- ผลผลิตเฉลี่ย 580 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคราสนิม เหมาะสำหรับปลูกในภาคเหนือที่เป็นดินร่วน หรือดินร่วนเหนียวปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูง

3. ถั่วลิสงพันธุ์ สข.38

- เส้นลายบนฝัก และจะงอยฝักเห็นชัดเจน มี 2-4 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อายุเก็บเกี่ยว 85-90 วัน

- ผลผลิตเฉลี่ย 490 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ ที่เป็นดินร่วน หรือดินร่วนเหนียวปนทราย

พันธุ์สำหรับใช้ในรูปฝักแห้ง ปลูกได้ทุกภาคของประเทศ

1. ถั่วลิสงพันธุ์ไทนาน 9

- เส้นลายบนฝักเรียบ มี 2 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพู อายุเก็บเกี่ยว 95-105 วัน

- ผลผลิต เฉลี่ย 260 กิโลกรัมต่อไร่


2. ถั่วลิสงพันธุ์ขอนแก่น 4

- ขอนแก่น 5 เส้นลายบนฝักชัดเจน มี 2 เมล็ดต่อฝัก เยื่อหุ้มเมล็ดสีชมพูเข้ม อายุเก็บเกี่ยว 90-110 วัน

- ผลผลิต 305 กิโลกรัมต่อไร่ ทนทานต่อโรคยอดไหม้


ฤดูปลูกถั่วลิสง :

1. การปลูกในฤดูฝน แบ่งเป็น 3 ช่วง คือ

- ต้นฤดูฝน (เมษายน-พฤษภาคม)

- กลางฤดูฝน(มิถุนายน)

- ปลายฤดูฝน (กรกฎาคม-สิงหาคม)

2.การปลูกในฤดูแล้ง มี 2 วิธี

- ปลูกในนาโดยอาศัยน้ำชลประทาน (ธันวาคม-มกราคม)

-ปลูกหลังนาโดยอาศัยความชื้นในดิน (ตุลาคม-พฤศจิกายน)


++ การปลูกถั่วลิสง ++

1.การเตรียมดิน

การเตรียมดินปลูกในฤดูฝน

- พื้นที่มีวัชพืชน้อย ไม่ต้องเตรียมดิน ให้ไถเปิดร่อง แล้วหยอดเมล็ด

- พื้นที่มีวัชพืชหนาแน่น ให้เตรียมดินโดยไถ 1 ครั้ง ลึก 10-20 เซนติเมตร ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืชข้ามปีออกจากแปลง

การเตรียมดินปลูกในฤดูแล้ง มี 2 วิธี

- ปลูกในนาโดยอาศัยน้ำชลประทาน ให้เตรียมดินปลูก เช่นเดียวกับการปลูกในฤดูฝน โดยยกร่องปลูกสูง 20-25 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำได้สะดวก

- ปลูกหลังนาโดยอาศัยความชื้นในดิน ต้องเตรียมดินให้ละเอียดโดยไถดิน 2 ครั้ง และพรวน 1-2 ครั้ง

** การวิเคราะห์ดินถ้าดินมีค่าอินทรีย์วัตถุต่ำกว่า 1.0 เปอร์เซ็นต์ หลังจากไถพรวนดินให้หว่านปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว อัตรา 1,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนเหนียวปนทราย และอัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย แล้วพรวนกลบ

วิธีการปลูกถั่วลิสง :

- ปลูกด้วยเมล็ดที่มีความงอกมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ อัตราปลูก 13-14 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับพันธุ์ถั่วลิสงฝักสด และอัตรา 17-18 กิโลกรัมต่อไร่ สำหรับพันธุ์ถั่วลิสงฝักแห้ง ระยะปลูก 50x20 เซนติเมตร

- ปลูกในหลุมลึก 5-8 เซนติเมตร จำนวน 2-3 เมล็ดต่อหลุม ซึ่งจะได้จำนวน 32,000-48,000 ตันต่อไร่ ถ้าปลูกในฤดูแล้งโดยอาศัยความชื้นในดิน ควรปลูกให้ลึก 10 เซนติเมตร คราดหน้าดิน หลังปลูกให้สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้เมล็ดงอกดีขึ้น

การให้ปุ๋ยถั่วลิสง :

ดินที่มีความอุดมสมบรูณ์ต่ำ ให้ปุ๋ยเคมีสูตร 0-46-0 อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหินฟอสเฟตสูตร 0-3-0 อัตรา 200-300 กิโลกรัมต่อไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 0-0-6 อัตรา 5-10 กิโลกรัมต่อไร่ หากไม่มีปุ๋ยดังกล่าวอาจใช้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 อัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่ หรือสูตร 16-16-8 อัตรา 35 กิโลกรัมต่อไร่ รองก้นหลุมก่อนปลูก หรือโรยข้างแถว แล้วพรวนดินกลบหลังถั่วลิสงงอก 10-15 วัน

ดินที่มีปริมาณแคลเซียมต่ำ ควรหว่านปูนขาวอัตรา 100-200 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วพรวนดินก่อนปลูก หรือโรยยิปซัมบนต้นถั่วลิสง ในช่วงออกดอก อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อลดเปอร์เซ็นต์เมล็ดลีบ และเพิ่มเปอร์เซ็นต์การกะเทาะ

การให้น้ำถั่วลิสง :

- การปลูกในฤดูแล้ง ควรให้น้ำตามร่องทันที่หลังปลูกจนเต็มสันร่อง เพื่อให้ถั่วลิสงงอกสม่ำเสมอ

- ควรให้น้ำทุก 7 วันในเดือนแรก หลังจากนั้นให้น้ำทุก 10 วัน สูงถึงระดับเศษ 3 ส่วน 4 ของความลึกร่องน้ำ โดยไม่ต้องระบายน้ำออก

- ต้องไม่ให้ถั่วลิสงขาดน้ำ ช่วงอายุ 30-60 วันหลังงอก ซึ่งเป็นระยะที่อยู่ในช่วงแทงเข็มสร้างฝักและเมล็ด

การพรวนดิน :

- พรวนดินข้างแถวถั่วลิสงหลังออกดอกและก่อนแทงเข็ม ช่วงอายุ 30-40 วันหลังงอกเพื่อปรับหน้าดินให้เหมาะสมต่อการแทงเข็มและสร้างฝึก

** ไม่ควรพูนดินกลบกิ่งแรก เพราะจะทำให้การออกดอกและการติดฝักลดลง

การป้องกันกำจัดวัชพืช :

- ไถ 1 ครั้ง ตากดิน 7-10 วัน พรวน 1 ครั้ง แล้วคราดเก็บเศษซาก ราก เหง้า หัว และไหล ของวัชพืช ข้ามปีออกจากแปลง

- กำจัดวัชพืชด้วยแรงงาน 1-2 ครั้ง เมื่อ 15 วัน หรือ 30-40 วัน หลังถั่วลิสงงอกโดยใช้จอบดายระหว่างแถว และใช้มือถอนระหว่างต้น ต้องระวังไม่ให้รากและต้นของถั่วลิสงกระทบกระเทือน
ในกรณีที่กำจัดวัชพืชด้วยแรงงานหรือเครื่องจักรกล ไม่มีประสิทธิ์ภาพเดียงพอควรพ่นสารกำจัดวัชพืชก่อนหรือหลังปลูกถั่วลิสง

- หลีกเลี่ยงการพ่นสารกำจัดวัชพืชโดยตรงไปที่ต้นถั่วลิสง
การอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ

การเก็บเกี่ยวถั่วลิสง :

1. ถั่วลิสงฝักสด
- เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก


2. ถั่วลิสงฝักแห้ง
- เก็บเกี่ยวตามอายุของพันธุ์ที่ปลูก หรือเมื่อสีเปลือกฝักด้านในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยสุ่มถอนต้นถั่วลิสง 1 ต้นต่อจุด สำรวจ 10 จุดต่อไร่

* การปลูกในฤดูแล้ง จะมีอายุเก็บเกี่ยวนานกว่าการปลูกในฤดูฝน 5-10 วัน

** ถอนหรือใช้จอบขุด ในขณะดินมีความชื้น ระวังอย่าให้ฝักถั่วเกิดรอยแผล

*** ปลิดฝักด้วยมือหรือเครื่องปลิด ร่อนดินออก แล้วคัดฝักเสีย ฝักเน่า และฝักที่เป็นแผล ออกทิ้ง

*** ตากถั่วลิสงฝักแห้งบนตะแกรงตาข่ายแคร่ หรือผ้าใบ อย่าให้ฝักสัมผัสพื้นดิน กองถั่วหนาไม่เกิน 5 เซนติเมตร พลิกกลับกองถั่ววันละ 2-3 ครั้ง เพื่อให้ฝักแห้งสม่ำเสมอทั่งทั้งกอง ในช่วงที่แดดจัดใช้เวลาตากประมาณ 3-5 วัน ทำให้ความชื้นลดลงต่ำกว่า 9 เปอร์เซ็นต์
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว :

- ถั่วลิสงเมล็ดขนาดปานกลาง เก็บรักษาได้นานกว่าเมล็ดขนาดใหญ่ และเมล็ดขนาดเล็ก

- ในห้องที่ไม่มีการควบคุมอุณหภูมิ ควรเก็บในรูปฝักแห้งซึ่งจะเก็บได้นานกว่าเมล็ดแห้งประมาณ 2 เดือน เนื่องจากเปลือกฝักช่วยปกป้องเมล็ดได้อีกชั้นหนึ่ง

- ควรกะเทาะถั่วลิสงฝักแห้งภายใน 3 เดือน เพื่อรักษาคุณภาพด้านการบริโภค
การเก็บรักษาผลผลิตและการบรรจุ

1. ถั่วลิสงฝักสด

- ควรบรรจุถั่วลิสงฝักสดในกระสอบป่านที่สะอาด แล้วนำส่งตลาดให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาคุณภาพด้านรสชาติ

- ควรส่งให้ถึงตลาดภายใน 24 ชั่วโมง ล้างให้สะอาด แล้วต้นทันที

- ไม่ควรกองไว้นานเกิน 1 วัน เพราะอาจจะเกิดเชื้อราที่ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค


2. ถั่วลิสงฝักแห้ง

- บรรจุฝักในกระสอบป่านที่สะอาดและเก็บรักษาในโรงเก็บ หรือส่งจำหน่ายให้พ่อค้า

- โรงเก็บต้องเป็นอาหาโปร่ง อากาศถ่ายเทดี ป้องกันความเปือกชื้นจากฝนได้ ไม่มีมอด หนูหรือสัตว์เลี้ยง เข้ารบกวน ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ให้หาวัตถุรองกระสอบป่าน เช่น ไม้ไผ่ เสาคอนกรีต เพื่อไม่ให้ถั่วลิสงดูดความชื้นจากพื้นซีเมนต์ เพราะจะทำให้ถั่วเกิดเชื้อราได้

การขนส่ง :

- รถบรรทุกฝักและเมล็ดถั่วลิสง ไม่ควรเป็นรถที่ใช้บรรทุกดิน สัตว์ มูลสัตว์ สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือปุ๋ยเคมี เพราะอาจมีการปนเปื้อน ยกเว้น จะมีการทำความสะอาดอย่างเหมาะสม ก่อนนำมาบรรทุกฝักและเมล็ดถั่วลิสง

- ถ้าขนส่งฝักและเมล็ดถั่วลิสงในฤดูฝน ต้องมีผ้าใบคลุม เพื่อป้องกันไม่ให้ฝักและเมล็ดถั่วลิสงดูดความชื้นจากภายนอก ซึ่งจะทำให้เกิดชื้อราได้ง่าย

สรุปคำแนะนำการปฏิบัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการปนเปื้อนสารอะฟลาทอกซิน ซึ่งเกิดจากเชื้อราในเมล็ดถั่วลิสง

- ไม่ปลูกถั่วลิสงต่อเนื่องในพื้นที่เดียวกันทุกปี ควรปลูกสลับด้วยข้าวฟ่าง ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว

- เนื่องจากถั่วลิสงเป็นพืชที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายในช่วงก่อนเก็บเกี่ยว เพื่อลดโอกาสการเข้าทำลายของเชื้อราที่เหลืออยู่ในแปลง จึงไม่ควรปลุกถั่วลิสงตามข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

- กำจัดแหล่งสะสมของเชื้อรา เช่น ซากต้นถั่วลิสง ซากต้นและฝึกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

- อย่าให้ถั่วลิสงขนาดน้ำในช่วงที่ออกดอก แทงเข็ม และพัฒนาเป็นฝึก ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากต้นถั่วลิสงขาดน้ำ จะทำให้ถั่วลิสงอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อหา แลtผลผลิตลดลง

- ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุอย่างเคร่งครัด

- หลังจากกะเทาะเปลือก ต้องรีบคัดและแยกเมล็ดที่ถูกแมลงศัตรูเข้าทำลาย มีเชื้อรา เมล็ดเสีย เมล็ดเน่า ออกทิ้งทันที่ ห้ามนำเมล็ดที่คัดทิ้งดังกล่าวไปใช้บริโภคและ/หรือเลี้ยงสัตว์อย่างเด็ดขาด

- สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมได้กำหนดมาตรฐานให้ถั่วลิสงที่จำหน่ายได้ต้องมีเมล็ดเสียไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ และมีสารอะฟลาทอกซินไม่เกิน 15 ส่วนในพันล้านส่วน (พีพีบี) หากตรวจพบเมล็ดเสียเกิน 1 เปอร์เซ็นต์ ต้องตรวจหาเชื้อและปริมาณสารอะฟลาทอกซิน

สถานการณ์การผลิต :

- ผลผลิตถั่วลิสงของโลกปี 2544 มีประมาณ 34.69 ล้านตัน ผลผลิตเฉลี่ย 218 กิโลกรัมต่อไร่ ประเทศผู้ผลิตถั่วลิสงที่สำคัญ ได้แก่ จีน อินเดีย ไนจีเรีย สหรัฐอเมริกา เซนิกัล อินโดนีเซีย ซูดาน พม่า และอาร์เจนตินา

การแปรรูปถั่วลิสง :

1. ถั่วลิสงเคลือบ

ส่วนผสม :

- เมล็ดถั่วลิสง 1000 กรัม
- น้ำตาลทราย 800 กรัม
- งาคั่ว 3 ช้อนแกง
- เกลือ 1 1/2 ช้อนชาน้ำ 2 แก้ว
- สารแต่งกลิ่น 1 1/2 ช้อนแกง (โอวัลติน กาแฟ หรือโกโก้)

วิธีทำ :

1. นำเมล็ดถั่วลิสงไปล้างน้ำสะอาด

2. นำไปใส่ในกระทะ เติมน้ำ น้ำตาลทราย สารแต่งกลิ่น ตั้งไฟแรงเคี่ยวจนแห้ง

3. เมื่อแห้งได้ที่แล้วหรี่ไฟอ่อน ๆ โรยเกลือ คนให้ทั่วจนกระทั่งน้ำตาลตกเกร็ดเป็นทรายเคลือบ

4. เมล็ดถั่วจนทั่ว จากนั้นเร่งไฟให้ร้อนปานกลาง น้ำตาลทรายจะละลายเยิ้มเคลือบเมล็ดถั่วคนให้

5. น้ำตาลเคลือบเมล็ดจนทั่ว

6. ใส่งาคั่ว คลุกเคล้าให้ทั่ว แล้วปิดไฟ คนต่อจนแห้งเพื่อไม่ให้เมล็ดเกาะกัน

7. นำถั่วลิสงเคลือบเทใส่ถาด ผึ่งให้เย็น นำไปบรรจุถุงผนึกปากถุงให้สนิท

หมายเหตุ : การทำถั่วเคลือบให้กรอบ มัน อร่อย มีคุณภาพ คือ ต้องใช้เมล็ดถั่วใหม่ เมล็ดมีขนาดเท่า ๆ กัน คัดเมล็ดเน่า เสีย และแตกออกให้หมด

- การใส่เกลือผสมลงไปเล็กน้อยจะทำให้ได้รสชาติกลมกล่อมขึ้น
คุณค่าทางโภชนาการของถั่วลิสง :

ถั่วลิสงเป็นพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งของอาหารประเภทโปรตีนและพลังงาน เพราะมีโปรตีนประมาณร้อยละ 25-30 ไขมันร้อยละ 45-50 และคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 20 โปรตีนในถั่วลิสงมีปริมาณเทียบเท่ากับถั่วเขียว ถั่วแดง และถั่วดำ แต่ต่ำกว่าถั่งเหลือง และมีกรดอะมิโน lysine,theonine และ methionine ที่จำเป็นต่อร่างกายต่ำกว่าที่ต้องการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อทำให้สุกปริมาณยิ่งน้อยลงอีกประมาณ 15, 11 และ 10 ตามลำดับ การใช้ความร้อนสูงตั้งแต่ 145 องศาเซลเซียสขึ้นไปมีแนวโน้มทำให้คุณค่าทางอาหารลดลง แต่การทำให้สุกก่อนมีความจำเป็นเพราะความร้อนจะช่วยทำลาย trypsin inhibitor การใช้ความร้อนชื้น เช่น ต้มหรือนึ่งที่อุณหภูมิ 110 องศาเซลเซียส หรือใช้ความร้อนแห้ง เช่น คั่วหรืออบที่อุณหภูมิ 130 องศาเซลเซียส จะทำลาย trypsin inhibitor ได้เช่นกัน

ข้อจำกัดของถั่วลิสง :

ในถั่วลิสงมีข้อจำกัดที่สำคัญคือการเกิดสารพิษในถั่งลิสงที่เกิดจากเชื้อราชนิดหนึ่งที่เรียกว่า สารอะฟลาท็อกซิน เชื้อราที่เป็นสาเหตุ เชื้อ Aspergillus flavus และ A.parasiticus สารพิษนี้สามารถปนเปื้อนตั้งแต่ช่วงระยะที่ปลูกในแปลง การเก็บเกี่ยว การตากแห้ง รวมทั้งระหว่างการการเก็บรักษาก่อนถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะการปลูกถั่งลิสงในฤดูฝน การปนเปื้อนของสารชนิดนี้เริ่มในช่วงถั่วลิสงสร้างฝัก เชื้อราชนิดนี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ 10-15 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์(RH)75 % ซึ่งเป็นสารพิษร้ายแรงต่อสุขภาพและชีวิตของผู้บริโภค ทั้งมนุษย์และสัตว์เลี้ยงโดยตรงอย่างเฉียบพลัน หากได้รับในปริมาณสูงและอาจเป็นสาเหตุสำคัญทำให้เกิดโรคมะเร็งที่ตับ หัวใจ และสมอง

** สำหรับประเทศไทย กำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน 20 ส่วนในพันล้านส่วน(ppb) ส่วนต่างประเทศกำหนดให้มีสารชนิดนี้ไม่เกิน 5-30 ppb ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการกำหนดมาตรฐานในแต่ละประเทศ

----------------------------------- ^ ^ ------------------------------------
ที่มา :
กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์