สัตว์เล็ก
สุกร
โรคสเตรปโตคอคโคซิส
19 ตุลาคม 2555
1,969
สาเหตุและการแพร่โรค
เชื้อสเตรปโตคอคคัส ซูอิส (S. suis) มักก่อให้เกิด โรคสเตรปโตคอคโคซิสในลูกสุกรแรกเกิด จนถึงหย่านมเนื่องจากมี ภูมิต้านทานน้อย แต่หากเป็นสุกรที่มีอายุมากขึ้นจะมีภูมิต้านทานเชื้อโรคนี้ได้ดีขึ้น มักจะตรวจพบเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนต้น เช่น จมูก ต่อมทอนซิล แต่บางครั้งอาจพบในช่องคลอดของแม่สุกร โดยสัตว์ที่มีเชื้อเหล่านี้จะเป็นแหล่งรังโรค และสามารถแพร่เชื้อไปยังลูกสุกร หรือตัวอื่นๆ ในฝูงได้ โดยเฉพาะตัวที่อ่อนแอ หรือช่วงหย่านมและทำวัคซีน ซึ่งหลังจากสุกรได้รับเชื้อแล้วจะมีระยะฟักตัวประมาณ 24 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านี้สุกรที่เป็นพาหะของเชื้อ S. suis มักจะไม่แสดงอาการ ดังนั้นการนำสุกรทดแทนเข้ามาเลี้ยงใหม่ในฟาร์มโดยไม่ผ่านการกักโรคจะมีโอกาสแพร่เชื้อได้ หรือความเครียดจากอุณหภูมิในเล้าที่สูงเกินไปก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่โน้มนำให้เกิดโรคได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่การเลี้ยงแบบหนาแน่น ก็จะทำให้มีการสะสมก๊าซแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์หรือฝุ่นละออง ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันของสุกรลดลงและเปิดโอกาสให้เชื้อโรคระบาดในฝูงสุกรได้
ปัจจัยส่งเสริม
ปัจจัยที่น่าจะก่อให้เกิดความรุนแรงของ S. suis ได้แก่ Hemolysin (suilysin) เป็นสารพิษที่สามารถจับกับ choresterol ทำให้เกิดรูขึ้นในเยื่อหุ้มเซลล์ hemolysin นี้ทราบแล้วว่าเป็นพิษต่อเซลล์บุหลอดเลือด (endothelial cell) และเซลล์บุผิว (epithelial cell)Capsular polysaccharide (CPS) เป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความรุนแรงเนื่องจากสามารถป้องกันตัวเชื้อ S. suis เองจากการถูกทำลายโดย macrophage โดยหลังจากเชื้อ S. suis ถูกเก็บกินโดย macrophage แล้วจะยังคงมีชีวิตอยู่ในบริเวณ ไซโตพลาสซัม หรือผนังเซลล์ของ macrophage นั้น (Ma-associated S. suis)

การก่อโรค
เชื้อ S. suis มีขั้นตอน ในการก่อโรค คือ เมื่อสุกรได้รับเชื้อทางการหายใจ เชื้อจะไปฝังตัวอยู่ที่ทางเดินหายใจ ส่วนต้นและต่อมทอนซิล จากนั้นเชื้อที่มี hemolysin จะทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจและหลอดเลือดแล้วเข้าสู่กระแสโลหิต ส่วนเชื้อที่ไม่มี hemolysin นั้นยังไม่ทราบขบวนการที่แน่นอน เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสโลหิตแล้ว อาจอยู่แบบอิสระหรือถูกเก็บกินโดยเม็ดเลือดขาว ชนิด monocyte หรือ macrophage ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ แล้วผ่าน blood-brain barrier เข้าสู่ระบบประสาท

อาการ
อาการของโรคขึ้นอยู่กับความรุนแรงของเชื้อ และระดับภูมิคุ้มกันของสุกรเองโดยสุกรที่ได้รับเชื้อ S. suis จะเกิดภาวะโลหิตเป็นพิษเนื่องจากเชื้อจะเข้าสู่กระแสเลือด และพบเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีไข้สูง ( 40-42 องศาเซลเซียส ) มีอาการข้ออักเสบและตายอย่างเฉียบพลัน แต่สำหรับในรายที่ป่วยแบบเฉียบพลันมาก (peracute) จะตายโดยไม่แสดงอาการป่วย มาก่อน นอกจากนี้สุกรจะแสดงอาการทางระบบประสาท เช่น การเคลื่อนไหวของขา ไม่สัมพันธ์กัน นอนตะกุยขา ขาเหยียดเกร็ง บางตัวกรอกตาไปมา พบมีเลือดคั่งในเส้นเลือดที่ตาขาว เยื่อบุตามีสีแดงและบวม ในรายที่ติดเชื้อแต่ไม่ตายพบลิ้นหัวใจอักเสบ มีฝี หนอง และระบบสืบพันธุ์ล้มเหลว แต่อย่างไรก็ดี อาการของโรคสเตรปโตคอคโคซิส จะคล้ายกับโรคแกสเซอร์ (Glasser's Disease) ที่เกิดจากเชื้อ ฮีโมฟิลลัส พาราซูอิส ( Haemophillus parasuis ) และโรคบวมน้ำ (edema) ที่เกิดจากเชื้อ อี. โคไล (E. coli) ดังนั้นในการตรวจวินิจฉัย จึงจำเป็นต้องอาศัยการเพาะเชื้อทางห้องปฏิบัติการเข้าช่วย

การรักษา
ใช้ยาต้านจุลชีพซึ่งยาที่ใช้ได้ผลต่อเชื้อ S. suis มี ความแตกต่างกันในแต่ละประเทศ หรือแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้อยู่ประจำในแต่ละฟาร์ม ถ้าใช้ยาซ้ำๆ อยู่เป็นประจำ ก็จะทำให้เชื้อดื้อต่อยาได้ สำหรับในภาคกลางจากการศึกษาของสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ ยาที่ใช้ได้ผลคือ แอมพิซิลลิน แอมพิซิลลิน & คลาวูลานิคแอซิส เพนิซิลลิน ซีฟาแลคซิน และซิโปรฟลอคซาซิน การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ ในสุกรที่กำลังป่วย ควรเก็บเลือด โดยเจาะจากหลอดเลือดที่คอ หรือใบหู ใส่ในขวด หรือหลอดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว และมีสารป้องกันการแข็งตัวด้วยซากที่เพิ่งตายใหม่ ส่งตรวจทั้งตัว หรืออวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ม้าม ไต สมอง หัวใจ ข้อที่อักเสบ เก็บในอุณหภูมิที่เย็น (4 องศาเซลเซียส) หรือแช่น้ำแข็ง

วัคซีน
ประสิทธิภาพของวัคซีนยังเป็นที่ถกเถียงกัน เนื่องจาก S. suis ที่ก่อโรคมีมากมายหลายซีโรไทป์ และภูมิคุ้มกันจะเกิดจำเพาะต่อเชื้อซึ่งตรงซีโรไทป์ที่ทำวัคซีนเท่านั้น จึงเป็นไปได้ยากที่จะทำวัคซีนที่สามารถคุ้มกันต่อเชื้อได้ทุกซีโรไทป์วัคซีนป้องกันเชื้อ S. suis มี 2 ชนิด คือวัคซีนเชื้อตาย และเชื้อเป็น มักทำวัคซีนครั้งแรกที่อายุไม่น้อยกว่า 3-4 สัปดาห์ เพื่อหลีกเลี่ยงการหักล้างภูมิคุ้มกันที่ได้จากแม่ แต่ไม่ควรทำช้าเกินไป และทำวัคซีนซ้ำห่างจากเข็มแรก 2 สัปดาห์ การทำวัคซีนในแม่ก็อาจให้ผลดีคือ ทำให้ลูกสุกรได้รับภูมิคุ้มกันจากนมน้ำเหลือง และยังช่วยลดการปล่อยเชื้อให้กับลูกสุกรด้วย

--------------------------------------------------------------------------------
ที่มา
สัตวแพทย์หญิง ดร.พรเพ็ญ พัฒนโสภณ นายสัตวแพทย์ 8 วช กลุ่มแบคทีเรียและเชื้อรา สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ

แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
: "โรคสเตรปโตคอคโคซิส.". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : href=http://adreport.dld.go.th/web_adrs/group1_79.html>http://adreport.dld.go.th/web_adrs/group1_79.html
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×