นา 1 ไร่ ได้เงิน 100,000

จำนวนผู้ชม 39548 คน
พิมพ์หน้านี้
นา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสนคำตอบ ทางเลือก และทางรอดของเกษตรกรไทยให้หลุดพ้นจากความยากจน


นา ไร่ ได้เงิน ๑  แสน

คำตอบ ทางเลือก และทางรอดของเกษตรกรไทย

ให้หลุดพ้นจากความยากจน

จากปัญหาความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้

ที่สะสมกันมาเป็นระยะเวลายาวนาน

ได้สร้างความร้าวฉานให้เกิดขึ้นแก่สังคมส่วนใหญ่ของประเทศ

การทำอาชีพเกษตรกรรมของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่ผ่านมา

ไม่ได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

แต่กลับเป็นปัญหาผลทำให้เกิดปัญหาความยากจน

ที่รุมเร้าเกษตรกรไทยมายวามนาน ดูเหมือนว่าปัญหาจะเพิ่มขึ้น

และไม่มีทางที่ว่าจะแก้ไขได้เลยทั้งในปัจจุบัน และในอนาคต

นับเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างยิ่ง

สังคมภาคส่วนต่างๆ

จะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้างกับเกษตรกรไทย?

ต่อไปหากเป็นเช่นนี้อยู่

อนาคตเกษตรกรไทยจะเป็นอย่างไร?

นี่คืนสิ่งที่เราต้องรีบหาคำตอบ

และแนวทางแก้ไขเพื่อนให้เกิดการพัฒนาที่ยังยืน 

 

 

****   ส.ต.อ.สมัย สายตาอ่อนตา***

 

 

          ส.ต.อ.สมัย สายตาอ่อนตา เกษตรกรวัย 42 ปี อดีตข้าราชการตำรวจขอนแก่น แต่งงานกับนางเบญจมาส สายอ่อนตา

     มีบุตรด้วยกัน 2 คนปัจจุบันครอบครัวของ ส.ต.อ.สมัยทำไร่ทำนา เลี้ยงวัว เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ ปลูกผักสวน

ครัวต่างๆ อาชีพหลักคือการทำนา ซึ่งรายได้เฉลี่ยของครอบครัว ประมาณปีละ 30000 บาท และยังมีรายได้จาก

ค่าตอบแทนของสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลอีกประมาณปีละ 60000 บาท

 

การมุ่งสู่วิธีเกษตรกรรม

          ส.ต.อ.สมัย โดยพื้นฐานแล้วไม่มีความรู้ในเรื่องเกษตรแม้แต่น้อย หลังออกจากราชการตำรวจ ส.ต.อ.สมัย

ได้เรียนรู้และเข้ารับการอบรมเรื่องการทำเกษตรในด้านต่างๆ โดยเฉพาะการเป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรไทย ใน

การทำเกษตรอินทรีย์ แต่ในตอนนั้นความรู้เรื่องปุ๋ยที่ได้รับยังไม่เต็มสูตรเท่าใดนัก ประสิทธิภาพยังไม่ดีเท่าที่ควร

          ต่อมา เมื่อส.ต.อ.สมัยรับทราบโครงการ”ทำนา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสนบาท”ยิ่งเป็นการจุดประกายความคิด

และจุดประกายชีวิตให้สว่างไสวยิ่งขึ้น เนื่องจากเดิมที่มีความรู้ในเรื่องเกษตรอินทรีย์อยู่แล้ว ก็ทำให้ส.ต.อ.สมัยได้รับความรู้เพิ่มพูนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ย ทำให้รู้เทคนิคการทำปุ๋ยให้ถูกต้อง เนื่องจากความรู้ของปุ๋ยถ้าหมักไม่ถูกต้องก็ไม่มีประโยชน์ ความรู้ทั้งหลายที่ได้รับจากโครงการฯ นี้ทำครอบครัวของส.ต.อ.สมัยและชาวหนองแต้ยิ้มได้

          ส.ต.อ.สมัยได้ทำนาอินทรีย์แบบเต็มรูปแบบไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมี ไม่พึ่งพายาฆ่าแมลง โดยพยายามให้ธรรมชาติ

ช่วยบำบัดรักษาธรรมชาติแบบพึ่งพาซึ่งกันแหละกัน ยิงได้เข้าร่วมโครงดารฯ แล้ว ทำให้มองเห็นภาพการทำงาน

มองเห็นเป้าหมายของการทำเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืนมากขึ้น

          ปัจจุบัน ส.ต.อ.สมัยมีพื้นที่ทำนาอยู่ 4 แปลง แปลงที่เข้าร่วมโครงการฯได้ปลูกพริก ตะไคร้ ผักคันจอง เลี้ยง

ปลาดุก จำนวน 5000 ตัว การทำนา จะทำนาปีและนาปรัง

         การทำนานั้น เราจะทำนาบุญหรือนาบาป การที่จะทำบุญต้องอยู่กับธรรมชาติ คือ คนต้องเลี้ยงจุลินทรีย์

เพื่อให้จุลินทรีย์เลี้ยงดิน แล้วดินก็จะไปเลี้ยงพืชเลี้ยงสัตว์ สุดท้าย พืชและสัตว์ก็จะมาเลี้ยงตัวเรา แต่ตรงกันข้าม การที่เราใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง เผาหญ้าหรือตอซังข้าว เมื่อเราเริ่มต้นด้วยการฆ่า แล้วเราจะหวังผลผลิตจากไร่นาของเราเล่า นั่นแหละคือนาบาป”
 

ปัญหาและอุปสักในการทำการเกษตร

                การทำการเกษตรส่วนใหญ่แล้วจะมีปัญหาเรื่องราคาผลผลิตที่ตกต่ำเป็นเรื่องที่เกษตรกรต้องประสบ ส่งผลให้รายได้ของครอบครัวไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้น  แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ทำให้ความมุ่งมั้นในการทำด้านการเกษตรของ ส.ต.อ สมัยต้องหยุดชะงักลง ส.ต.อ.สมัยได้พยายามหาทางแก้ไขอย่างต่อเนื่องตามเหตุการณ์และโอกาส ซึ่งวิธีแก้ไขเรื่องราคาผลผลิตตกต่ำเรื่องข้าวนั้นจะใช้วิธสอบถามความเคลื่อนไหวจากทางโรงสีต่างๆว่าพันธุ์ชนิดไหนราคาสูง

              แต่สิ่งหนึ่งที่ ส.ต.อ.ทำการเกษตรไม่เหมือนชาวบ้านนั้นก็คือ ในพื้นที่จะไม่ปุกข้าวพันธ์เดียว จะปลูกหลายสายพันธุ์ เช่น กข.6, ข้าวเหนียวดำ,หอมมะลิ105,ข้าวหอมมะลิแดง, ซึ่งจะขายข้าวเปลือกเฉพาะนาปรังเท่านั้นนอเหนือจากนั้นจะขายเป็นข้าวสารโดยภรรยาของ ส.ต.อ.สมัยจะนำไปขายที่โรงพยาบาลและลุกค้าทั่วไป ซึ่งการแปรรูปข้าวเป็นข้าวกล้องนั้นทำให้ราคาสูง

       ส่วนปัญหาเรื่องปัจจัยการผลิตนั้นเช่นเรื่องปุ๋ยส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาเพราะมีวัวอยู่ 18 ตัว นำมูลวัวมาผมกับเศษหญ้าใบไม้หมักทำปุ๋ยเพื่อทดแทนการชื้อปุ๋ย

 ทัศนคติต่อโครงการ.

         ส.ต.อ.สมัยรูจักโครงการฯนี้โยการแนะนำจากอาจารย์เสถียร ทองวัสดิ์  โดยทางหอการค้าโดยคุณดุสิต นนทะนาคร ร่วมกับวิทยาลัยหอการไทย และหอการค้าจังหวัดขอนแก่น เป็นเจ้าภาพโครงการนี้โดยมีอาจารย์อดิศรพวงชมพู มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ในเรื่องการทำปุ๋ย การจัดการพื้นที่นา การใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยการทำนารูปแบบผสมผสานซึ่งเป็นการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ยึดเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางปฏิบัติ

       เมื่อได้รับการแนะนำแล้วทำให้ ส.ต.อ.สมัยมีความหวังในอนาคตตนเองและชุมชนเป็นอย่างมาก เหตุเพราะว่าเป็นเป้าหมายแห่งการอยู่รอดของเกษตรกรอย่างแท้จริง ที่จะเป็นเจ้าของปัจจัยการผลลิตในด้านต่างๆมองเห็นงานหรือกิจกรรมของทางกลุ่มปุ๋ย ที่จะก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน มองเห็นขบวนการการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความสามัคคีเกลื้อกูลซึ่งกันและกัน

         
เริ่มเข้าโครงการฯ

           เริ่มเข้าโครงการนี้ในเดือน มิถุนายน 2553 ทำให้ ส.ต.อ.สมัยเห็นว่าการทำการเกษตรแบบใช่ธรรมชาติบำบัดและดูแลธรรมชาติเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในภาวะแวดล้อมอย่างเช่นทุกวันนี้ เป็นการสร้างความสมดุลให้กับธรรมชาติให้คงอยู่อย่างถาวร และทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการรักษาสภาพแวดล้อมนี้ไว้

           จากาการเข้าร่วมโครงการฯความคาดหวังอย่างน้อยทำให้เกษตรกรได้เรียนรู้และได้รับองค์ความรู้เพิ่มเติมอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวิฐีการปรับแนวคิดและกระบวนการในการบริหารจัดการในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองได้เรียนรู้และรู้จักการวางแผนในการทำงานของตนเอง ไม่ใช่เพียงแต่การทำเกษตรเท่านั้น ยังได้นำไปปรับประยุกต์ในการใช้ชีวิตประจำวันของตนเองอีกด้วย

              โครงการฯนี้ ประเด็นอยู่ที่เทคโนโลยีสมัยใหม่คือ เทคโนโลยีสรรพสิ่งอะตอมมิคนาโน ที่เราใช้มาทำปุ๋ยเรียกว่า สรรพสิ่งอะตอมมิคนาโน  ตัวนี้เป็นตัวที่ขยายโอกาสให้เกษตรได้รับอะไรใหม่ๆ เพราะถ้าเราใช้สรรพสิ่งอะตอมมิคนาโน เราใส่ปุ๋ยตัวนี้เข้าไป สรรพสิ่งต่างๆมักจะขึ้นมา จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ต่อพืช สัตว์ ต่างๆก็จะเกิดขึ้นเองอีกมากมาย พื้นดินจากที่เราเคยใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมีต่างๆมันก็จะหายไป ทำให้ความสมบูรณ์ชุ่มชื่นของดินกลับ คืนมา ทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานที่ว่า 1:4 ส่วน คือ คนเลี้ยงจุลินทรีย์ จุลินทรีย์เลี้ยงคน ดินเลี้ยงพืชและสัตว์พืชและสัตว์ก็เลี้ยงคน มันเป็นวัฏจักรอยู่ตรงนี้ นี่เหละคือสิ่งที่เราได้แม่โพสพขึ้นมาจากข้าว

                จากที่เราต้องอาศัยสารเคมีต่างๆ  เพื่อที่จะให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น  แต่ต้อนเราหดหายไป แต่เราใช้สรรพสิ่ง อะตอมมิคนาโน  ก็จะเป็นการเพิ่มคืนความสมดุลของธรรมชาติได้แม่โพสพขึ้นมา  ถ้าเราคิดได้ตรงนี้  เราก็จะได้ขวัญกำลังใจขึ้นมาจากแม่ธรณี  แม่คงคาม  แม่โพสพ  ส่วนด้านรายได้นั้น  ได้เกินหรือไม่ถึงเป็นสิ่งที่ประการดี  เป็นสิ่งที่เกษตรกรได้รับโอกาสทดลองทำในครั้งนี้  แม้เกษตรกรบางรายอาจจะได้ไม่ถึงตามเป้าหมายที่วางไว้  แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นหลักเท่าใดนัก

                “อย่างน้อยเกษตรกรได้ขวัญของแม่ทั้งสามากลับคืนมา  คือ ขวัญแม่พระธรณี ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์  ขวัญแม่พระคงคาทำให้น้ำใส เกิดอาหารโดยธรรมชิตเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และขวัญของแม่โพสพ  ที่ทำให้ข้าวงามอุดมสมบูรณ์  เมล็ดเต่ง  ทำให้รู้ถึงคุณค่าของข้าวไม่เพียงแต่เป็นอาหารเท่านั้น และจะต้องเป็นยาควบคู่กันไปด้วย”

 

 

 

ภาพแสดงการจัดการแปลงนาในรูปแบบการจัดการแปลงนาใน

โครงการ ภูมิปัญญาไทย นา 1 ไร ได้เงิน 1 แสน

 

  โดยแปลงนาขนาด 1  ไร่ แบ่งพื้นที่ ออกเป็น 4 ส่วน

ส่วนที่ 1 คันนา ขนาดความกว้าง 1.5 เมตร ไว้สำรับปลูกพืชประกอบ อาทิ พริก มะนาว มะรุม เป็นต้น

              พื้นที่ปลูกคันนาจะสามารถสร้างเสริมให้แก่เกษตรกร หรือพืชผักสวนครัวทุกชนิดที่กินได้ เหลือแล้วนำไปทำพืชสมุนไพร ใช้ป้องกันกำจัดศัตรู่พืช

 

ส่วนที่ 2 ร่องน้ำ สำหรับทำประมง เช่น การเลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงกบ เลี้ยงหอย ซึ่งมูลสัตว์ทั้งหลายจะเป็นปุ๋ยแก่ข้าว

 

 

                                                                                    ส่วนที่ 3 พืชที่สำหรับปลูกข้าว

 

 

ส่วนที่ 4 พื้นที่เลี้ยงเป็ดไข่ ซึ่งจะปล่อยเป็ดไข่ไปหาอาหารตามแปลงนาได้

 

ส่วนที่เกิดรายในแปลงนาโดยแบ่งได้ 5 ส่วนของรายได้

 

ภาพแสดงแนวทางการดำเนินงานใน

โครงการ ภูมิปัญญาไทย นา 1 ไร่ ได้เงิน 1 แสน

 

 5 ส่วนที่มาของรายได้ คือ

ส่วนที่ 1นาข้าว ในกรณีที่เป็นการทำโรงสีชุมชน ซึ่งเกษตรกรสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการขาย

  1. ข้าวสาร  2) ปลายข้าว 3) แกลบ 4) รำ 5)ฟางข้าว

ส่วน ที่ 2 ประมง สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากสัตว์น้ำ ซึ่งมาจากธรรมชาติและนำมาเลี้ยง

ส่วนที่ 3 คันนา สามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปลูกพืชประกอบ

ส่วนที่ 4 พืชน้ำ เป็นพืชที่ไม่มีต้นทุนในการปลูก เนื่องจากเป็นผลพลอยได้จากการทำนา

ส่วนที่ 5 สัตว์เลี้ยงประกอบ เลี้ยงเป็ดไข่เพื่อเสริมรายได้ประจำวัน

 

ภูมิปัญญาจาก : คุณสมัย สายอ่อนตา บ้านเลขที่ 24 หมู่ 6 ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น

แหล่งที่มาของข้อมูล :  ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677 เครือข่ายสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.ขอนแก่น

 

               


แหล่งที่มาของข้อมูล :
คุณสมัย สายอ่อนตา
ที่อยู่ : หมู่ที่6 ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น