ผักกาดหางหงษ์(Brassica campestris)

จำนวนผู้ชม 1900 คน
พิมพ์หน้านี้
ผักกาดหางหงษ์ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Brassica campestris var. pekinensis จัดอยู่ใน ตระกูลกะหล่ำ มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย ปลูกกันมากในประเทศจีน เป็นพืชล้มลุก ลำต้นสั้นมาก ใบเรียงตัวซ้อนกัน ห่อหัวเป็นปลียาวรี หรือรูปทรงกระบอก ใบสีเขียวอ่อน ขอบใบหยัก กาบใบและเส้นใบ มีสีขาว ใบและกาบใบกรอบ ชุ่มน้ำ เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูหนาว ส่วนฤดูแล้งอาจพบปัญหาโรคและแมลงรบกวนมาก



สภาพแวดล้อมที่ผักกาดหางหงษ์ต้องการ :

อุณหภูมิ ผักกาดหางหงษ์ เป็นพืชผักเมืองหนาวต้องการความเย็นในการเจริญ อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ในช่วงแรกอยู่ระหว่าง 18-20?C ในขณะที่อุณหภูมิที่เหมาะ ต่อการเข้าปลีอยู่ระหว่าง 15-16?C การปลูกในสภาพอุณหภูมิสูงกว่า 25?C จะส่งผลให้ห่อ หัวช้า คุณภาพต่ำ เข้าปลีหลวม มีรสขม

ดิน ที่เหมาะสมต่อการปลูกควรเป็นดินที่ร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว(clay loam) มีความอุดมสมบูรณ์สูง pH 6.0-6.5 การเตรียมดินควร ขุดให้หน้าดินลึก การระบายน้ำดี ควรให้น้ำอย่างพอเีพียง และสม่ำเสมอ และได้รับแสงแดดอย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน

การปฏิบัติดูแลรักษาผักกาดหางหงษ์ในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต :

การเตรียมกล้า เพาะกล้าแบบประณีตในถาดหลุมอายุกล้า ไม่ควรเกิน 21 วัน

การเตรียมดิน ขุดดินตากแดด 7-14 วัน เพื่อกำจัดโรคแมลง และวัชพืช โรยด้วยปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. ใช้ปุ๋ยรองพื้น 12-24-12 อัตรา 20-30 กรัม/ตร.ม. และปุ๋ยคอกหมัก 4-5 กก./ตร.ม. หรือขึ้ไก่ 1 กก./ตร.ม.

การปลูก เก็บเศษซากวัชพืช ออก ขึ้นแปลงขนาด 1 เมตร ระยะปลูก ในฤดูฝนและฤดูหนาว 30-40 ซม. ฤดูแล้ง 30?30 ซม.

** ข้อควรระวังในการปลูก **

1. ไม่ควรกลบเมล็ดลึกเกินไป อาจทำให้เมล็ดไม่งอก

2. ไม่ควรเหยียบแปลงปลูก

3.หากเพาะกล้าช่วงฤดูหนาว ควรเพาะในที่สภาพอากาศอบอุ่น เพื่อป้องกันการแทงช่อดอก

การให้น้ำ ให้น้ำโดยสปิงเกอร์ ส่วนมากจะปลูกในฤดูฝน

การให้ปุ๋ย หลังจากย้ายปลูกใส่ปุ๋ยครั้งแรก ใช้ 46-0-0 หลังจากปลูก 10 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ประมาณ 25-30 วัน ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 3 สูตร 13-13-21 และ 46-0-0 อัตรา 1:1 ควรมีการพ่นยาเพื่อป้องกันโรคและแมลงโดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

**ข้อควรระวัง/ควรกระทำเป็นประจำสม่ำเสมอ**

4. การปฏิบัติควรระมัดระวังอย่าให้กระทบกระเทือนราก

5. ควรหมั่นตรวจแปลงเพื่อแก้ไขปัญหาโรคและแมลงได้ทันท่วงที

6. ให้ระวังปัญหาการขาดธาตุอาหารรอง ทำให้เกิดอาการไส้เน่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน

การเก็บเกี่ยว เมื่ออายุ 60-70 วัน หลังปลูก ใช้มือจับดู ถ้าการเข้าหัวแน่น สามารถเก็บได้ โดยใช้มีดตัดโคนต้น พร้อมตัดแต่ง ใบนอกออกให้เหลือหุ้มหัว 2-3 ใบ การเก็บเกี่ยวตอนเย็น ผึ่งผักให้แห้งไม่เปียกน้ำก่อนบรรจุ

**ข้อควระวัง**

7. การตัดควรตัดชิดราก เพราะเมื่อตัดแต่งแล้วจะได้หัวที่ดีมีใบนอกหุ้ม
8. การบรรจุไม่ควรแน่นเกินไป

การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของผักกาดหางหงษ์ :

ผักกาดหางหงษ์ มีสรรพคุณหลายชนิด เช่น ช่วยให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรง มีกรดโฟลิค (folic acid) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการแบ่ง ตัวของเซลล์ ช่วยในการพัฒนาเนื้อเยื่อ และสังเคราะห์ DNA ดีกับหญิงมีครรภ์ นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมสูง ช่วยสร้างกระดูกและฟัน ให้แข็งแรง หากมารดาขาดกรดโฟลิคจะทำให้การแบ่งเซลล์ของทารกผิดปกติ

*ผักกาดหางหงษ์ นิยมนำมาผัดกับเนื้อสัตว์ ใส่แกงจืด ทำน้ำซุป ลวกจิ้มน้ำพริก สามารถนำมาแปรรูปเป็นผักตากแห้ง ทำกิมจิ หรือ ใช้ประดับตกแต่งจาน

โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของผักกาดหางหงษ์ในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต :

ระยะกล้า 18-21 วัน ไม่มี

ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 21-28 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, ด้วงหมัดผัก, หนอนกระทู้ดำ, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้

ระยะเข้าหัว 40-45 วัน โรคเน่าเละ, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้

ระยะโตเต็มที่ 60-70 วัน โรคเน่าเละ, โรคราน้ำค้าง, โรคใบจุด, หนอนใยผัก, หนอนคืบ, หนอนกระทู้

---------------------------- ^ ^ -----------------------------
ที่มาและภาพประกอบจาก :
"ผักกาดหางหงษ์".(ออนไลน์).เข้าถึงได้จาก:http://www.vegetweb.com/ผักกาดหางหงษ์