เกษตรกรต้นแบบ
"ข้าวไรซ์เบอรี่ จากสุขภาพดีสู่การมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ"
คุณนัยนา ช่างทอง
 07 มีนาคม 2561   918
จ.ปทุมธานี
อย่าไปอะไรมากกับชีวิต ชีวิตไม่ควรจะเครียด ทำไปตามความรู้สึกและให้มีความสุขก็พอแล้ว

ข้าวไรซ์เบอรี่ เป็นข้าวที่ชาวนาหันมาสนใจปลูกกันมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าเป็นสายพันธุ์ข้าวที่สร้างความตื่นตัวในตลาดข้าวเพื่อสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้าวไรซ์เบอรี่ นี้มีคุณสมบัติเด่นทางด้านโภชนาการมาก
มาย คุณนัยนา ช่างทอง ชาวเกษตรจังหวัดปทุมธานี ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาสนใจการทำข้าวไรซ์เบอรี่ และจุดเริ่มต้นนั้นก็มาจากความที่คุณนัยนาต้องการให้คนในครอบครัวมีสุขภาพที่ดีและส่งผลไปถึงการมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำให้กับคุณนัยนา

คุณนัยนา ช่างทอง เป็นยังสมาร์ทฟาร์มเมอร์ปี 2559 จากจังหวัดปทุมธานี ซึ่งก็ถือว่าเป็นน้องใหม่ของวงการนาข้าว ก่อนหน้าที่จะมาปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ คุณนัยนาเคยทำบ่อปลาดุกมาก่อน “ตอนนั้นก็ทำอยู่ 38 บ่อ รายได้ตอนแรกๆนั้นก็ดี แต่พอไปๆมากลับ ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะปลาในบ่อเราหายบ่อยก็เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง อีกปัญหาอีกอย่างก็คือกับลูกค้าบางรายที่ได้ปลาเราไปแล้วกลับให้เช็คเด้งมาพอเจอบ่อยเข้าก็ขาดทุนเยอะ” คุณนัยนาเล่าถึงประสบการที่ไม่ดีนักในการทำธุรกิจบ่อปลา แต่เรื่องที่น่าตกใจก็คือตัวเลขการขาดทุนของคุณนัยนานั้นสูงถึงแปดล้านบาท “ด้วยประสบการของเราที่ยังมีไม่มากด้วย เพราะรับช่วงต่อมาจากพ่อ ความเชี่ยวของเราก็ไม่ทันต่อปัญหาที่เข้ามา ก็เลยปรึกษากับครอบครัวว่าจะเลิกทำบ่อปลาแล้ว”

แรกซะทีเดียว เพราะตอนที่กลบดินปิดบ่อปลากลับมานั้น แรกๆ คุณภาพดินก็ยังไม่ดีเท่าที่ควร ก็ต้องปรับกันอยู่พักใหญ่ รวมถึงปัญหาที่เพิ่งเริ่มปลูกข้าวกันใหม่ๆ ที่ต้นอ่อน จะเจอพวกแมลงเยอะมาก พอโตมาหน่อยเจอ ลมมาต้นก็ลม ไม่ได้ข้าว คุณนัยนาก็ยังไม่ท้อและพยายามที่จะศึกษาปรับเปลี่ยนวิธี “ตอนนั้นยังทำข้าวขาวอยู่ ยังไม่ได้ทำไรซ์เบอรี่ ทำข้าวขาวก็มีขาดทุนบ้างกำไรบ้างมันไม่เป็นชิ้นเป็นอัน” คุณนัยนายังเล่าต่อว่าก็ยังพยายามทำให้ดีมาเรื่อยๆ ทุกอย่างก็ดีขึ้น รู้มากขึ้น ปัญหาก็ลดลง ข้าวกำลังสวย หลังจากนั้นปี 54 น้ำเกิดท่วมเขื่อนแตก ข้าวที่จะได้ตังอยู่แล้วพอน้ำมาข้าวก็ไปหมดเลย “ท้ออยู่เหมือนกันนะ ก็เป็นหนี้ใหม่อีก วันหนึ่งเรานั่งฟังวิทยุ ได้รู้เรื่องข้าวไรซ์เบอรี่ เห็นว่ามันมีประโยชน์ เลยไปหาข้าวไรเบอรี่มา คือตอนนั้นพ่อเป็นเบาหวานด้วย แต่พอทานข้าวไรซ์เบอรี่ แล้วสุขภาพดีขึ้น ก็เลยตั้งใจอีกครั้งลองหันมาปลูกไรซ์เบอรี่ดูดีกว่า แรกเริ่มก็ปลูก 7 ไร่ เก็บเกี่ยวมาสีกินเองไม่หมด ก็เลยเอาไปฝากญาติแบ่งญาติกิน ก็รู้สึกว่าสุขภาพดีกัน ตอนนั้นข้าวไรซ์เบอรี่ เหลือเยอ ญาติก็เสนอว่าลองขายดูสิ เราก้เริ่มศึกษาจริงจังและสนใจ สุดท้ายก็ลงทุนซื้อเครื่องและทำโรงสี เองเลย”

คุณนัยนาได้เล่าความเป็นมาก่อนที่จะได้มาทำข้าวไรซ์เบอรี่ ให้ฟังอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าคุณนัยนาแม้แรกเริ่มเดิมทีจะไม่มีความรู้และเจออุปสรรคมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเป็นเกษตรที่มีชีวิตมั่นคงให้ได้ก็ทำให้คุณนัยนาเดินมาได้ถูกทางและเป็นจุดเริ่มต้นของส้นทางการเกษตรแบบมีอยู่มีกิน

“เรื่องรายได้จริงๆจะนับเป็นรายเดือนก็ไม่ได้ เพราะข้าวปลูกเป็นฤดู แต่ถ้าให้คิดต่อปีแล้วหาร 12 เดือนก็จะตกอยู่ที่เดือนละ 30,000 กว่าบาทค่ะ อันนี้ยังไม่นับที่เราจะเอามาแปรรูปและขายปลีกนะคะ ถ้าแปรรูกขายปลีกดีๆรายได้ก็จะอีกเกือบเท่าตตัว”

จากที่คุณนัยนาเล่ามาก็จะเห็นได้ว่าการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ นั้นสามารถพลิกวิกฤติที่เกือบจะแย่ให้คุณนัยนากลับมาดี
ขึ้นจากหน้ามือเป็นหลังมือกันเลยทีเดียว ปัจจุบันคุณนัยนาทำนาข้าวไรซ์เบอรี่ ในพื้นที่ 30ไร่

ช่องทางการตลาด : เรื่องช่องทางตลาดคุณนัยนาบอกว่า ก็พยายามดูทุกช่องทางที่ทำให้มีโอกาส
ขายได้ “ก็ขายทุกรูปแบบที่ขายได้ค่ะ ทั้งขายอยู่ที่บ้าน ใครมาที่บ้านแล้วขอซื้อเราก็ขาย มีการขายส่งตลาดบ้าง
แล้วก็พวกพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงโรงสี อันนี้เค้าเอาไปทำเป็นแบรนด์ของเค้าอีกที ตอนนี้ก็ศึกษาการขายผ่าน
ทางโซเชี่ยล ก็เริ่มๆ มีสั่งมาบ้างแล้ว ก็เป็นอีกช่องทางหนึง พูดง่ายว่า ขายทุกทางน่ะค่ะ” ฟังดูแล้วเป็นแนวการ
ตลาดแบบซื่อตรงๆ แต่ก็ได้ผลอย่างกว้างขวาง

ข้อเสนอแนะจากเกษตรกร : สำหรับผู้ที่สนใจจะหันมาทำการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ขายนั้น คุณนัยนาให้คำ
แนะนำว่า “เราต้องรักตัวเองและครอบครัวก่อน คิดซะว่าปลูกข้าวให้ครอบครัวกิน เพราะคนเราถ้าทำอะไรให้ตัวเอง
กับคนที่เรารักจะมีความใส่ใจและสิ่งที่ได้ตามมาก็คือคุณภาพ เมื่อเราสุขภาพดี ชีวิตเราดีขึ้น เราก็แบ่งปันสิ่งที่ดีให้
กับคนอื่นด้วย ลูกค้าจะอุดหนุนหรอไม่อุดหนุนเราก็อยู่คุณภาพของสินค้าที่เรามี เพราะฉะนั้นทำข้าวให้มีคุณภาพให้
ดีที่สุด”

การปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ โดยวิธีการโยนกล้า :

การปลูกข้าวแบบโยนกล้าเป็นการทำนารูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและพืชทั่วไป
เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิต พบว่า ต้นทุนการทำนาแบบโยนกล้าเพื่อควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไป
มีต้นทุนต่ำที่สุดและยังให้ผลผลิตสูงกว่าการทำนาด้วยวิธีอื่น

1. ขั้นตอนการเตรียมเพาะกล้าพันธุ์ ซึ่งเตรียมได้ 2 แบบคือ

วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบแห้ง โดยย่อยดินแห้งให้ละเอียด เม็ดดินโตไม่เกิน 0.5 ซม. ดินนั้นต้องไม่มีเมล็ดข้าววัชพืช นำถาดพลาสติกมาวางกับพื้นที่ ที่เตรียมไว้ พื้นที่ต้องเสมอกัน โดยวางเป็นแถวตอน 2-4 แผ่น (แล้วแต่ความสะดวกในการปฏิบัติงาน) หว่านดินไปก่อนประมาณ 50-70% จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ (แช่ 1 คืน หุ้ม 1 คืน หรือข้าวแห้ง) อัตราประมาณ 3-4 กก.ต่อ 50-60 ถาด (ต่อไร่) แล้วหว่านดินตามลงไปให้เต็มเสมอปากหลุมพอดี อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะ เพราะจะทำให้รากข้าวพันกันเวลาโยนต้นกล้า มันจะไม่กระจายตัว การใช้แรงงานย่อยดินแห้งและเพาะข้าว 1 คน ต่อ 150-200 ถาดต่อ 1 วัน (หว่านได้ 2-3 ไร่) การให้น้ำระยะแรก ๆ ต้องให้ฝอยละเอียด ระวังอย่าให้เมล็ดข้าว กระเด็น หรือให้น้ำแบบท่วมพื้นแปลง เพราะน้ำจะซึมเข้าก้นถาดหลุมเอง ให้รักษาความชื้นจนกว่าข้าวงอก หากมีฝนตกให้หาวัสดุหรือกระสอบป่านเก่ามาคลุมจนกว่ารากจะงอก วิธีนี้สามารถเพาะเมล็ดในร่มและย้ายถาดไปที่ที่เตรียมไว้ พอข้าวกล้าอายุ 12-16 วัน สามารถนำไปโยนได้ทันที ความยาวต้นกล้าประมาณ 3-5 นิ้ว ซึ่งก็แล้วแต่ความอุดมสมบูรณ์ของวัสดุเพาะ ใช้พื้นที่เพาะกล้า
ประมาณ 12-15 ตารางเมตรต่อ 50-60 ถาด หว่านได้ 1 ไร่ วิธีเพาะกล้าแบบแห้งนี้ ได้คิดค้นวิธีหยอดเมล็ด
พันธุ์ที่แม่นยำ สามารถควบคุมดินและเมล็ดพันธุ์ตามต้องการได้

วิธีเตรียมถาดเพาะกล้าแบบเปียก โดยเลือกแปลงนาที่ไม่มีข้าววัชพืชและวัชพืชทั่วไประบาด มีการเตรียมแปลงคล้ายกับเพาะกล้านาดำ ลูบเทือกให้ดินสม่ำเสมอ นำถาดเพาะกล้าวางเป็นแถวคู่เอาหัวชนกัน วางเป็นแถวตอนความยาวแล้วแต่แปลงกล้า แต่ละคู่แถวห่างกันประมาณ 50 ซม.เพื่อให้สะดวกในการปฏิบัติงาน โดยนำดิน เลนระหว่างร่องทางเดินใส่บานถาดให้เต็ม ปรับให้เสมอปากหลุมถาด แต่อย่าให้ดินล้นปากหลุมเพาะ เพราะจะทำให้รากข้าวพันกันเวลาหว่านต้นกล้า จากนั้นหว่านเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ (โดยแช่ 1 คืน หุ้ม 1 คืน หรือข้าวแห้ง)
ด้วยอัตราประมาณ 3-4 กก./50-60 ถาด (ต่อไร่) ใช้แผ่นไม้คล้ายไม้บรรทัดกดหรือลูบเมล็ดพันธุ์ให้จมเลน โดย
รักษาความชื้นตลอดไป หากมีฝนตกต้องหาวัสดุมาคลุมเพื่อกันเมล็ดข้าวกระเด็นออกจากถาดเพาะ พอกล้าอายุ
12-16 วัน นำไปโยนได้ทันที หรือความยาวต้นกล้าประมาณ 3-5 นิ้ว ใช้พื้นที่เพาะกล้าประมาณ 12-15 ตาราง
เมตร 50-60 ถาด โดยได้ 1 ไร่ ก่อนนำไปโยนควรหยุดให้น้ำต้นกล้า 1 วัน

2.ขั้นตอนการเตรียมแปลง ก่อนทำนาให้พักแปลงนาให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ข้าววัชพืชพ้นระยะพักตัว หรือให้เมล็ดข้าววัชพืชที่ร่วงในนาก่อนนี่พร้อมที่จะงอกให้มากที่สุด ให้ขังน้ำในแปลง 1 คืน และปล่อยให้น้ำแห้งเองเพื่อล่อข้าววัชพืชให้งอกขึ้นมาเต็มที่ซึ่งไม่ควรพ่น สารเคมีกำจัด แต่ให้ไถกลบทุบเป็นปุ๋ยไปเลย... ควรล่อวัชพืชอย่างน้อย 1 ครั้งขึ้นไป ต่อจากนั้น ให้ไถเตรียมดินเหมือนนาดำ หรือนาหว่านน้ำตมทั่วไป แต่ปรับเทือกให้สม่ำเสมอมากที่สุด พอเช้าวันต่อมาให้โยนกล้าได้กรณีที่เป็นดินเหนียว แต่ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย หลังปรับเทือกให้โยนต้นกล้าทันทีทันใด  

3.ขั้นตอนการโยนต้นกล้า ขณะที่โยนต้นกล้าในแปลงควรมีน้ำขลุกขลิกเล็กน้อย วิธีโยน ให้เดินถอยหลังโยนกำมือละ 5-15 หลุม โดยตวัดหงายมือโยนต้นข้าวขึ้นสูงกว่าระดับศีรษะ ต้นกล้าจะกระจายตัวพุ่งลงตั้งตรงหรือเอนเล็กน้อย สำหรับถาดเพาะให้วางบนท่อนแขนครั้งละหลาย ๆ แผ่นแล้วแต่จะรับไหว หากเห็นว่าต้นข้าวห่างเกินไปให้โยนเพิ่มเติมได้ วิธีโยนสามารถนำอุปกรณ์คล้ายเรือลงไปในแปลงนาได้ เพื่อให้สามารถใส่ถาดเพาะครั้งละมากๆ และสะดวกในการโยน เกษตรกร 1 คน โยนต้นกล้าได้ 3-5 ไร่/วัน หลังจากหว่าน 1-2 วัน ให้เติมน้ำทันทีและเพิ่มระดับน้ำขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 5-10 เซนติเมตร ซึ่งมีประสิทธิภาพควบคุมข้าววัชพืชและวัชพืชได้ดีมาก ให้รักษาระดับน้ำจนถึงข้าวโตคลุมพื้นที่นาหรือจนถึงก่อนเกี่ยว 15-20 วัน

4.ขั้นตอนการปฏิบัติดูแลรักษา ควรใส่ปุ๋ยรองพื้นก่อนโยนต้นกล้า 1 วัน ขณะปรับเทือกและการปฏิบัติดูแลรักษาเช่นเดียวกันกับการทำนาวิธีอื่น ๆ ทุกประการ

ที่อยู่และช่องทางการติดต่อ
น.ส.นัยนา ช่างทอง 41 ม.16 ต.คลองสี่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โทร.0817016503

คนไม่ยอมแพ้ ปลูกข้าวไรซ์เบอร์รี สู่ชีวิตที่ดีขึ้น
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×