เกษตรกรต้นแบบ
"ปลูกคะน้าด้วยสารชีวภัณฑ์ ปลอดสารพิษ สร้างรายได้หลักหมื่น"
คุณปัฐพี พวงสุวรรณ์
 07 มีนาคม 2561   4,924
จ.พระนครศรีอยุธยา
จริงๆ แล้วการทำเกษตรแล้วเราใช้สารเคมีน้อยนั้นคือความสุขที่แท้จริง ตัวผมเองได้ฆ่าคนมาเยอะแล้ว ไม่ใช่เพราะในอดีตที่เป็นข้าราชการตำรวจจับปืนนะ แต่เป็นเพราะผมใช้วิธีการผิดๆ คิดแบบผิดๆ เพราะการใช้สารเคมีเกินความจำเป็นทำให้ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค

คะน้า เป็นพืชผักใบเขียว เป็นผักสวนครัวอีกชนิดหนึ่งที่นิยมบริโภคกันมาก โดยมีต้นกำเนิดในทวีปเอเชีย เพาะปลูกมากในประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง มาเลเซีย รวมไปถึงประเทศไทยบ้านเราด้วย คะน้าเป็นผักที่หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม ผัด อาทิ ยำก้านคะน้ากุ้งสด ผัดคะน้าปลาเค็ม แกงจืดคะน้ากระดูกอ่อน ผักลวกจิ้ม หรือจะทานเป็นผักเครื่องเคียงคู่กับเมี่ยงปลาเผาก็ได้ ซึ่งผักคะน้าเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และหาทานได้ง่าย ทำให้เป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง

แม้จะเป็นที่นิยมของผู้บริโภคมาก แต่ทั้งนี้ผักคะน้าก็ได้ชื่อว่าเป็นผักที่พบสารพิษตกค้าง หรือยาฆ่าแมลงมากที่สุด เพราะส่วนใหญ่อาจจะมีการปนธาตุแคดเมียมที่มากับน้ำและพื้นดิน อีกทั้งเกษตรกรชาวสวน ชาวไร่ส่วนใหญ่ต้องการที่จะให้ผักคะน้าไม่มีรอยกัดของแมลง จึงได้เลือกใช้สารเคมีอย่างยาฆ่าแมลง หากเกษตรกรที่รู้วิธีในการควบคุมใช้สารเคมีก็อาจจะส่งผลอันตรายน้อย แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังคงขาดความรู้ในเรื่องการทำเกษตร จึงยังคงใช้วิธีแบบผิดๆ ซึ่งจะทำให้กระบวนการผลิตเกิดการผิดพลาด และส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

ด้วยเพราะเหตุนี้เอง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกผักคะน้าเป็นอาชีพหลัก ที่ตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้เลือกวิธีการปลูกผักคะน้า แบบลดการใช้สารเคมี แต่หันกลับมาใช้วิธีแบบธรรมชาติคือ ใช้กระบวนการสารชีวพันธุ์ หรือการผลิตเชื้อบิวเวอร์เรีย ในการกำจัดแมลงเอง แทนการใช้สารเคมี ซึ่งทำให้เกษตรกรหลายรายสามารถลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้จากการปลูกผักคะน้ามากขึ้น อีกทั้งยังไม่เป็นอันตรายต่อทั้งผู้บริโภค และเกษตรกรผู้ผลิตอีกด้วย

คุณปัฐพี พวงสุวรรณ์ หรือ ลุงปัฐพี อายุ 58 ปี บ้านเลขที่ 18 หมู่ 1 ตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โทร.08-9041-3946 ได้เล่าให้ฟังว่า จากอดีตข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน ที่ไม่ค่อยจะประความสำเร็จในหน้าที่การงาน และเงินเดือน ตชด. สมัยก่อนก็น้อยมากได้เงินเดือนตกเดือนละ 1,000 กว่าบาท ซึ่งไม่กับค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน อีกทั้งได้มีคำสั่งถูกย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ทำให้รายได้ที่รับไม่พอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ลุงปัฐพีจึงได้ตัดสินใจออกจากข้าราชการตำรวจ กลับบ้านในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาประกอบอาชีพเกษตรกร ทำนา ปลูกข้าวขายในพื้นที่ประมาณ 8 ไร่ ซึ่งก็ได้เกิดประสบปัญหาเรื่องราคาข้าวตกต่ำ จึงได้ลองหันมาปลูกผักคะน้าขาย เป็นอาชีพเสริมเป็นการทดแทน

"ตอนนั้นมีคนจากอำเภอสามโคกได้มาแต่งงานกับคนในพื้นที่ แล้วประกอบอาชีพเกษตรกรเหมือนกัน แต่รายได้ดีกว่าการทำนา เพราะปลูกขึ้นได้ไว วันๆ เก็บผักคะน้าขายได้ประมาณ 80 – 100 กำ ส่งในราคากำละ 13 – 14 บาท รายได้เฉลี่ยวันละ 1,000 – 1,400 บาทต่อวัน เลยตัดสินใจหันมาลองปลูกผักคะน้า ซึ่งในช่วงแรกที่ทำอาจจะมีล้มลุกคลุกคลานบ้าง เพราะแต่ก่อนเราไม่เก่งเรื่องตลาด และยังขาดความรู้เรื่องการปลูกผักคะน้า อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องของโรคแมลงมากวนอีก เลยไปขอซื้อยาจากเพื่อนบ้าน ราคาแพงมาก จึงมาลองซื้อร้านขายยาของคนจีน ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่สามารถกำจัดแมลงในพืชผัก ลุงปัฐพีจึงนำมาทดลองปลูกเปรียบเทียบกันระหว่างแปลงผักคะน้าที่ใช้ยาฆ่าแมลง กับผักคะน้าที่ใช้เชื้อไวรัส ปรากฏว่าที่ใช้เชื้อไวรัสสามารถใช้กำจัดแมลงได้ผลดี จนตอนนี้ก็ใช้มาเรื่อยๆ สามารถเก็บผักคะน้าขายทำรายได้เลี้ยงครอบครัวทุกๆ วันได้"

สำหรับวิธีการปลูกผักคะน้าของลุงปัฐพี เริ่มจากการเตรียมดิน ซึ่งจะมีการไถดิน แล้วตากดินให้แห้ง เสร็จแล้วก็คาดเศษวัชพืชออก หลังจากนั้นจึงใช้ฟางคลุมดิน รดน้ำ และฉีดยาคุมหญ้า เพื่อลดการงอกของเมล็ดวัชพืช หลังจากนั้นก็รดน้ำปกติ และทำการพักหน้าดินไว้ 2 – 3 วัน ส่วนเมล็ดพันธุ์ผักนำมาแช่น้ำไว้หนึ่งคืน ให้แตกตาตุ่ม พอเช้าก็สงขึ้นมาผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ไปหว่านลงในดินที่เตรียมไว้ และรดน้ำปกติเช้า – เย็น เมื่อได้อายุประมาณ 25 วันแล้ว ต้นมีความอุดมสมบูรณ์ดี จึงเริ่มทำการดายลูกผักเล็กๆ ออกไป เพื่อเว้นระยะให้ต้นกล้าได้เจริญเติบโต หรือถ้าต้นอ่อนมีขนาดใหญ่พอสามารถที่จะเก็บไปขายเป็นแขนงได้ จากนั้นก็ดูแลรดน้ำตามขั้นตอนปกติ

ผักคะน้า จัดเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกสภาพดิน โดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ดินเหนียวปนดินร่วน และมีการระบายน้ำดี เป็นผักที่ทนต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีทำให้ปลูกได้ในทุกฤดูกาล แต่จะได้ผลดีในช่วงปลายฤดูฝนจนถึงฤดูหนาว เดือนตุลาคม – กุมภาพันธ์ แต่ข้อเสียของผักคะน้าคือ การมีแมลงมารบกวนมาก จนทำให้ผลผลิตเกิดความเสียหายได้ อีกทั้งการเกิดเชื้อราจากน้ำค้างใบผักโดยเฉพาะเมื่อน้ำค้างแห้ง และเกษตรกรส่วนใหญ่จะใช้วิธีมารดน้ำในช่วงสาย จึงจะทำให้ผลผลิตเกิดความเสียหาย ดังนั้นเพื่อการป้องกันโรคเชื้อราจากน้ำค้างใบ ลุงปัฐพีเราว่าได้ใช้เทคโนโลยีมาช่วยทุ่นแรงคือ การต่อท่อสปริงเกอร์ตามร่องแปลงผักคะน้า และทำการตั้งเวลารดน้ำในตอนเช้า เพื่อล้างน้ำค้าง ที่ค้างใบจากกลางคืน จึงจะช่วยป้องกันโรคเชื้อราได้ผลอย่างเต็มที่

สำหรับการดูป้องกันศัตรูพืชต่างๆ อาทิ แมลง วัชพืช สามารถป้องกันได้โดยลุงปัฐพีจะใช้วิธีการลดต้นทุนการใช้สารเคมี และปุ๋ยลดลง แต่จพเรียนรู้จากการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีหลายอย่างเข้ามาช่วยในการทำการเกษตร ซึ่งตอนนี้ลุงปัฐพีได้มีการผลิตเชื้อบิวเวอร์เรีย เชื้อไกโคเดอร์ม่า MPV เชื้อแบคทีเรีย ไส้เดือนฝอย หรือแม้แต่การหันมาใช้สารชีวพันธุ์ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการทำเกษตร ที่ช่วยป้องกันโรคต่างๆ อีกทั้งยังมีการนำน้ำหมักสมุนไพรกับน้ำส้มพันธุ์ไม้ ทำการฉีดป้องกันไปก่อน แต่ถ้ามีการระบาดก็จะใช้เชื้อพวกนี้ในการหยุดเพื่อกำจัด ซึ่งวิธีแบบนี้เป็นการช่วยได้เยอะทำให้ต้นทุนเราลดลงไปได้เกือบ 60 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

ในส่วนปุ๋ยของลุงปัฐพีจะมีการให้ปุ๋ยก็ประมาณ 7 – 10 วันก็จะให้ปุ๋ย 1 ครั้ง ซึ่งจะใช้สูตร 25 – 7 – 7 กับปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกัน ซึ่งถ้าเป็นปุ๋ยเคมีไร่หนึ่งก็จะให้อยู่ที่ประมาณ 40 – 50 กิโล ส่วนปุ๋ยอินทรีย์จะใช้ประมาณ 300 กิโลกรัม แต่ถ้าจะให้ดีเลย แบบอยากจะลดปุ๋ยเคมีควรจะใช้อยู่ที่ประมาณ 1 ตัน ต่อ 1 ไร่ ทั้งนี้ลุงปัฐพียังได้ย้ำอีกว่า ถ้าหมั่นนำดินมาวิเคราะห์ แล้วรู้ค่าความเป็นกรด หรือดินเปรี้ยว ที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5 ลงมานั้น สมควรที่จะเติมปุ๋ยคอกให้เยอะๆ แล้วอัตราการเป็นโรค หรือการกวนของแมลงจะลดน้อยลง และการใช้ปุ๋ยเคมีเราก็จะน้อยลงด้วย ซึ่งสังเกตจากการที่ทำผักคะน้ามา ช่วงแรกๆ จะกินปุ๋ยไม่มาก ก็จะหว่านปุ๋ยเคมีเพลาๆ ตกอยู่ที่ไร่ละ ประมาณ 15 กิโล เพื่อไปช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของคะน้าเท่านั้นเอง พอประมาณช่วงอายุ 30 – 35 วัน ช่วงนี้จัดเป็นช่วงที่ต้องการสารอาหารหนัก อาจจะหว่านปุ๋ยเยอะหน่อย และจะเน้นการใช้นำหมักชีวภาพของกรมพัฒนาที่ดิน น้ำหมัก พง.2 หมักจากเศษปลา เศษพืชผัก เศษผลไม้ นำมาฉีดทุก 7 วัน

หลังจากการปลูกใช้เวลาประมาณ 48 – 55 วัน ก็สามารถที่จะเก็บผลผลิตขายได้เลย ซึ่งลุงปัฐพีได้เล่าให้เราฟังอีกว่า "การทำไร่ผักคะน้านั้นส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับค่าแรงคนแรง แต่ในตอนนี้งานทั้งหมดส่วนใหญ่เราจะลงแรงเองทั้งหมด และหันมาใช้น้ำหมักชีวภาพ ทำให้ต้นทุนตกอยู่ประมาณ 4,000 บาท ซึ่งในการขายเราก็ต้องคำนวณถึงผลผลิตที่ไร่หนึ่งก็ได้ตกละประมาณ 4 ตัน ต่อ 50 วัน เราทำทั้งหมดประมาณ 3 ไร่กว่าๆ ขายได้ในราคากำละ 10 บาท รายได้ตกอยู่ประมาณละ 40,000 บาทต่อ 1 ตัน โดยถ้าบวกลบคูณหารแล้วจะได้กำไรไร่ละประมาณ 5,000 บาท แต่เราก็จะต้องมองตลาดอยู่เสมอ เพราะราคาผักไม่แน่นอน ดังนั้นในการผลิตผักออกมา จะต้องใช้ความอดทน และเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองอยู่เสมอจึงจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำอยู่"

"จริงๆ แล้วการทำเกษตรแล้วเราใช้สารเคมีน้อยนั้นคือความสุขที่แท้จริง ตัวผมเองได้ฆ่าคนมาเยอะแล้ว ไม่ใช่เพราะในอดีตที่เป็นข้าราชการตำรวจจับปืนนะ แต่เป็นเพราะผมใช้วิธีการผิดๆ คิดแบบผิดๆ เพราะการใช้สารเคมีเกินความจำเป็นทำให้ส่งผลอันตรายต่อผู้บริโภค ผมจึงได้เปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ เลิกการใช้สารเคมี หันมาใช้สารชีวพันธุ์ และสมุนไพรจากธรรมชาติแทน โดยเริ่มจากการฟื้นฟูดินที่เสื่อมโทรมให้กลับมาคงสภาพความเป็นปกติ ซึ่งเริ่มจากการทดลองจนมีประสบการณ์ที่จะสามารถบอกคนอื่นได้ว่าการทำอาชีพเกษตรกรรม เราจะต้องจัดสรรพื้นที่ให้ได้สัดส่วน แต่ก็อย่าลืมแนวคิดทฤษฎีใหม่ของในหลวงท่าน คือ 30:30:30:10 ถ้าเราจัดเป็นรายได้ของเราก็จะมั่นคง มีความแน่นอน ซึ่งถ้าทำเกษตรคิดทำให้รวยจะจน แต่ถ้าทำให้แค่พอกินพวกนั้นจะรวย จะมีเหลือถึงให้ เหลือถึงขาย ส่วนพวกที่จะทำให้รวยคือ ทุ่มให้หนัก ปัญหาเยอะ ความรู้ไม่มี ทำให้เกิดการคิดแบบผิดๆ จนเกิดต้นทุนเพิ่ม ผลผลิตอาจจะเพิ่ม แต่ต้นทุนเราก็จะเพิ่มด้วย จริงๆ แล้วความคิดผมคิดว่า ผลผลิตน้อยแต่กำไรเยอะเราจะพออยู่ได้ แต่ถ้าผลผลิตเยอะ กำไรน้อย บางครั้งไม่พอเป็นหนี้ เลิกทำมาหลายรายแล้ว จริงๆ ทำไม่ต้องมาก พึ่งตนเองให้มาก หาความรู้หรือทฤษฎีใหม่ให้ถูกต้อง" ลุงปัฐพี กล่าวในที่สุด...

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม : ในการทำอะไรก็ตาม โปรดจงระลึกไว้เสมอว่าอย่าไปทำหนึ่งได้หนึ่ง แต่ต้องทำหนึ่งให้ได้สองขึ้นไป ส่วนมากต้องคิดให้เป็น ทำให้เป็น อย่ารู้แบบไม่รู้หรือรู้ไม่จริง รู้แล้วต้องอย่ารีบปฏิบัติ รู้แล้วให้ทดลองให้ได้ผล ไม่ต้องมากสูตร หรือมากวิธีการ เพียงแต่ทำในสิ่งที่เราพิสูจน์เองแล้วว่าได้ผลดีต่อทั้งกระบวนการผลิตของเรา ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อตัวเราเอง และผู้บริโภคแล้ว เราจะประสบความสำเร็จในอาชีพของเกษตรกรอย่างแท้จริง...

ช่องทางการติดต่อ :นายปัฐพี พวงสุวรรณ์ (ลุงปัฐพี) โทร. 08-9041-3946
บ้านเลขที่ 18 หมู่ 1 ตำบลนาคู อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ปลูกคะน้าปลอดสารเคมี รายได้ดี ไม่มีอันตราย
เรื่องโดย : ทีมงานรักบ้านเกิด.คอม
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ.2562
กรุงเทพมหานคร
25-33°C
เชียงใหม่
20-31°C
นครราชสีมา
21-32°C
ชลบุรี
25-31°C
นครศรีธรรมราช
23-30°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×