เกษตรกรต้นแบบ
"เกษตรอินทรีย์ บนวิถีคนทำนา"
คุณสิงห์ทอง แก้วเพร็ชร์มะดัน
 15 ธันวาคม 2559   228
จ.นครราชสีมา
เกษตรอินทรีย์ ทำดีๆ แล้วไม่จน หากมีความมุ่งมั่นและอดทน อะไรๆ ก็ประสบผลสำเร็จ

การทำนา เป็นอาชีพหลักคู่แผ่นดินไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมาช้านาน ไม่ว่าจะย่างกายไปที่ไหนก็จะพบว่าในน้ำมีปลาในนามีข้าวเสมอ แต่ภาพชาวนาไทยที่ต้องก้มหน้าเอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน ตากแดด ตัวดำ กว่าจะได้เก็บเกี่ยวเรียวรวงมาเลี้ยงดูคนไทยนั้น กลายเป็นภาพที่คุ้นชินและสร้างทัศนะคติด้านลบให้เกิดในใจของคนรุ่นหลังไปแล้วว่า การทำนานั้นเหน็ดเหนื่อยกว่าจะได้เงินมาใช้จ่าย ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ ซ้ำร้ายวันดีคืนดี เจอฝนแล้ง น้ำท่วม ราคาตกต่ำ ก็จะย่ำแย่กันไปอีก จนลูกหลานเกษตรกรโดยกำเนิดเองก็ไม่อยากจะสืบทอดอาชีพดั้งเดิมนี้ ต่างพากันหันหน้าเข้าเมืองใหญ่ ขายแรงงานความรู้ ในสาขาอาชีพอื่นกันเกือบหมด การจะหาผู้สืบทอดอาชีพทำนารุ่นถัดไปจึงยากเย็นเหลือเกินในปัจจุบัน แต่ก็ยังมีชาวนาที่ประสบความสำเร็จจากการทำนา ที่ทำนาแล้วร่ำรวยได้จริง อย่างคุณสิงห์ทอง แก้วเพ็ชร์มะดัน จาก จ.นครราชสีมา ที่ทำนาแล้วมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 500,000 บาทและพลิกภาพการทำนาที่ว่ากันว่าลำบากมาเป็นภาพความสุขสบาย ด้วยการใช้เครื่องจักร,หลักเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรอินทรีย์เข้ามาช่วย จนการทำนาบนพื้นที่ 67 ไร่ กลายเป็นเรื่องสบายมาก

สิงห์ทอง แก้วเพร็ชร์มะดัน ผู้ยึดมั่นในอาชีพทำนา

ด้วยความที่มีพื้นฐานในการทำนามาตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งคุณสิงห์ทอง จะช่วยพ่อแม่ทำนาเหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไป จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัวจึงยึดอาชีพทำนาเป็นหลัก จนเมื่อปี พ.ศ. 2537 ได้เข้าไปทำงานในกรุงเทพ ที่ธนาคารทหารไทยสำนักงานใหญ่ในตำแหน่งพนักงานขับรถ ต่อมาได้ลาออก ในปี พ.ศ. 2553 เพื่อกลับมาอยู่บ้าน จึงประกอบอาชีพทำนาอย่างเต็มตัว

คุณสิงห์ทองจะมีแนวความคิดในการทำนาไม่เหมือนใคร เพราะผมมีความคิดว่าจะทำอย่างไร จึงจะเปลี่ยนรูปแบบการทำนาให้ต่างไปจากเดิม จึงมาเริ่มจากการทำนาอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนและหนีคำครหาเรื่องทำนาแล้วจน "ผมว่าไม่จริงหรอก เพราะถ้ารู้จักใช้สมอง พลิกแพลง และ เอาใจใส่ กับสิ่งที่ทำ ไม่ใช่ทำนา แบบผู้จัดการนา มีมือถือเครื่องเดียว โทรสั่งทุกอย่าง มีนาเป็นของตัวเอง แต่ยังต้องจ้างและซื้อข้าวเค้านี่แหละคือทำนาแล้วจนแน่ ที่นาก็จะไม่เหลือ"

เริ่มแรกก็ลองผิดลองถูกและยึดหลักที่ว่าจะทำนาอย่างไรให้ลดต้นทุนมากที่สุด และได้ผลผลิตดีที่สุด เพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว จึงเปลี่ยนจากการทำนาแบบใช้สารเคมี มาทำนาอินทรีย์ แล้วพบว่าสภาพแวดล้อมดีขึ้น ต้นทุนการทำนาถูกลงจริง และให้ผลผลิตมากขึ้นจริง อีกทั้งยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นเป็นลำดับ เพียงเท่านี้ก็จัดว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากแล้ว

แปลงนาข้าวเขียวขจี เพราะใส่ใจดูแลรักษา

การทำนาของคุณสิงห์ทองนั้นจะยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทำนาแบบลดต้นทุนค่าปุ๋ย ใช้มูลสุกรแห้งจากหมูที่ตนเองเลี้ยง และเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง นอกจานี้ยังดัดแปลงการผลิตและใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการทำนา เช่น ใช้รถดำนาแทนคน ใช้เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวในการเพาะกล้า และจัดการกับพันธุ์ปนและวัชพืชได้ง่ายขึ้นด้วยความคิดที่ว่า ทุกวันนี้คนเจ็บป่วยมีอยู่มาก เพราะบริโภคสารเคมีเข้าไปสะสมไว้เยอะ จึงอยากทำนาข้าวอินทรีย์ ให้ทุกคนได้หันมาบริโภคและใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าการทำนาข้าวส่วนใหญ่นั้นยังคงพบกับปัญหาแมลงศัตรูพืชและโรคต่างๆ เหมือนพืชชนิดอื่นๆ แต่คุณสิงห์ทองก็สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดพ่นน้ำหมักที่ทำขึ้นเองจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งพบผลลัพธ์ว่าใช้ควบคุมแมลงศัตรูข้าวได้ผลและเพิ่มปริมาณผลผลิตขึ้นได้ นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยรักษาสมดุลของธรรมชาติในนาข้าวไว้ได้อีกด้วย

ปัจจุบันคุณสิงห์ทอง ทำนาในพื้นที่ 67 ไร่ โดยแบ่งเป็นทำนาข้าวไรซ์เบอร์รี่ จำนวน 10 ไร่ , ปลูกข้าวขาวมะลิ 105 จำนวน 52 ไร่ และ ปลูกข้าวพันธุ์ทับทิมชุมแพ จำนวน 5 ไร่ ซึ่งผลผลิตเฉลี่ยของข้าวหอมขาวมะลิปี 2558

ที่ผ่านมาจะได้ผลผลิตอยู่ที่ 800 กิโลกรัมต่อไร่ มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำมากอยู่ที่ 1,727 บาทต่อไร่ ข้าวที่ได้ทั้งหมดสีเป็นข้าวกล้องและข้าวสารแพ็ค บรรจุขายเองจึงมีรายได้จากการทำนาไม่ต่ำกว่า 500,000 บาททุกปี ทำให้คุณสิงห์ทองมีเงินส่งลูกเรียนแพทย์และพยาบาลได้สบาย

การทำนาตามแบบฉบับคุณสิงห์ทอง : หลังจากที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต รอบล่าสุดเสร็จแล้ว จะเริ่มเผาฟางแบบผ่าน ๆ จากนั้นจะระบายน้ำเข้าแปลงนา เพื่อแช่ฟางข้าวในส่วนที่ไหม้ไม่หมดเพื่อย่อยสบายให้เปื่อยยุ่ยไปเป็นปุ๋ยข้าวในรอบต่อไป เมื่อน้ำที่ขังไว้เริ่มแห้ง จึงเริ่มไถพื้นที่ในแปลง เพื่อเตรียมปลูกข้าวรอบใหม่ โดยเริ่มจาก การไถดะ เป็นการไถครั้งแรกตามแนวยาวของพื้นที่ ซึ่งการไถดะจะเป็นการพลิกดินชั้นล่างขึ้นมา เพื่อนำขึ้นมาทำลายวัชพืช โรค-แมลง ที่อาจมีสะสมอยู่ในดิน หลังจากตากดินได้ 1-2 สัปดาห์ จะเริ่มไถแปร เพื่อเป้นการตีย่อยดินให้ละเอียดเหมาะต่อรากข้าว และเป็นการทำลายวัชพืชที่ขึ้นใหม่ไปในตัว โดยจำนวนครั้งของการไถแปรจะขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของวัชพืชและลักษณะดิน จากนั้นผันน้ำเข้านาเพื่อขังย่อยวัชพืชและทำการคราดเก็บเศษวัชพืชออกจากนา จนดินที่ไถขึ้นมานั้นมีขนาดเล็กลง หรือ พร้อมต่อการหว่านหรือปักดำ จึงจะทำการเพาะปลูกข้าว

หลายคนอาจมองว่าเป็นชาวนาหน้าดำแบบนี้คงไม่มีเงินมาก แต่จริงๆ แล้วชาวนาแบบนี้ล่ะที่สามารถกำหนดเงินเดือนให้ตัวเองได้ หากเดินตามรอยพ่อ ทำเกษตรอินทรีย์ รู้จักคิดพลิกแพลงอย่างปราณีต รู้ลึก รู้จริง ขยัน อดทนทุกขั้นตอน ก็จะทำให้สามารถหนีพ้นคำว่าทำนาแล้วจนได้

ท่ามกลางต้นข้าวที่ปลูกด้วยใจรัก

ซึ่งอาชีพนี้คนอื่นอาจมองเห็นว่าชาวนาหน้าดำแบบนี้ อาจไม่มีเงินมาก แต่กลับเป็นคนที่สามารถกำหนดเงินเดือนให้ตัวเองได้เดือนละหลายหมื่นบาท ด้วยการหันมาทำนาแบบเกษตรอินทรีย์ เพียงแค่เปลี่ยนจากปุ๋ยเคมี มาเป็นปุ๋ยมูลสัตว์ ขี้วัว ขี้หมู ขี้ไก่ แทน รู้จักประยุกต์ทำเครื่องไม้เครื่องมือใช้เอง โดยการดัดแปลงวัสดุต่าง ๆ และใช้สมุนไพรในการป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูข้าวเพื่อลดต้นทุนการผลิต และไม่จำเป็นต้องไปเสียเงินจ้างแรงงานมาช่วยเหลือ ทำงานเพียงสองคนสามีภรรยาเท่านั้น

ต้นทุนการผลิต

จากการทำนาในอดีตการใช้ปุ๋ยเคมีการปลูกข้าวต่อ 1 ฤดูกาลจะให้ปุ๋ยเคมี 3 รอบ จะใช้ครั้งละประมาณ 30 กิโลกรัม ต่อไร่ โดยราคาปุ๋ยยูเรียปัจจุบันอยู่ที่ 650-700 บาทต่อกระสอบ เมื่อคิดเป็นต้นทุนต่อฤดูกาลจะอยู่ประมาณ 700-1,000 บาทต่อไร่ ค่าจ้างหว่านปุ๋ยเคมี ราคาค่าจ้างหว่านปุ๋ยในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ระดับราคาจะอยู่ที่ 50-100 บาทต่อไร่ ซึ่งในหนึ่งฤดูกาลจะหว่าน 2-3 รอบ คิดเป็นต้นทุนประมาณ 100-300 บาท และถ้าเกษตรกรใช้ปุ๋ยสูตรปุ๋ยหมักหน่อกล้วยและปุ๋ยขี่หมูบำรุงนาข้าว จะใช้ต้นทุนไม่เยอะมากเพราะว่าใช้วัตถุที่มีอยู่แล้วตามหมู่บ้าน แต่ถ้าเกษตรทำปุ๋ยสูตรนี้ เกษตรกรเองจะลดต้นต้นได้ครึ่งต่อครึ่ง เกษตรจะใช้เงินประมาณไร่ละ 250 บาท

แผนการตลาด

สำหรับตลาดของข้าวไรซ์เบอร์รี่ จะเน้นไปที่กลุ่มคนรักสุขภาพ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ โอทอป จนสามารถใช้เป็นแหล่งสร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้ผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์โอทอปให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับจากผู้บริโภค และตอนนี้ก็ได้ส่งออกข้าวไปยังในประเทศและนอกประเทศ อาทิ ประทศมาเลเซีย เวียดนาม ลาว พม่า อีกทั้งยังมีแผนขยายการส่งออกให้กับทุกประเทศในสมาอาเซียน (AEC) ยังได้รับใบรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการผลิตข้าวเปลือก

ผลิตปุ๋ยหมักใช้เองในแปลงนา ทุ่นค่าใช้จ่ายไปได้มาก รายได้จึงเหลือเยอะ

ภาพ : ประวิทย์ ชลกลาง
เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor
-----------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- ประวิทย์ ชลกลาง จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.นครราชสีมา
- สิงห์ทอง แก้วเพ็ชร์มะดัน จ.นครราชสีมา
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
24-29°C
เชียงใหม่
23-27°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
25-28°C
นครศรีธรรมราช
25-32°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×