เกษตรกรเส้นทางรวย
พลิกดินเค็มที่ไม่เหมาะต่อการทำนามาเลี้ยงปลา
กลับคว้ารายได้ดีปีละเป็นล้าน!! สมพงษ์ ไชยสง
 15 ธันวาคม 2559   108
จ.ขอนแก่น
อะไรที่ไม่เคยทำ อย่าไปคิดว่าจะทำไม่ได้

คุณสมพงษ์ ไชยสง เกษตรกร วัย 64 ปี จากจังหวัดขอนแก่น พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส เปลี่ยนพื้นที่ดินนาที่มีความเค็มไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าวมาเป็นเลี้ยงปลา ปรากฏว่าปลาโตเร็ว มีขนาดใหญ่ ขายได้ราคาดี และจัดการง่ายกว่าการทำนามากมาย เพราะปลาที่เลี้ยงนั้นเหมาะสมต่อสภาพน้ำกร่อย จึงเสียงบประมาณในการจัดการน้อยกว่าการทำนาข้าว ทำให้ทุกวันนี้มีรายได้จากการเลี้ยงปลามาจุนเจือครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 50,000 – 100,000 บาท จากการแปลงสภาพแปลงนามาเป็นบ่อปลาหนีปัญหาดินเค็ม

สมพงษ์ ไชยสง เจ้าของพงษ์เจริญฟาร์มที่กินพื้นที่มากถึง 56 ไร่

คุณสมพงษ์ ไชยสง เจ้าของพงษ์เจริญฟาร์มปลา ผู้มีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงปลาในบ่อดินธรรมชาติ มานานกว่า 10 ปี อยู่บ้านเลขที่ 171 หมู่ 9 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น จบการศึกษาระดับ ปวส.จากโรงเรียนเทคโนโลยีภูมิสิทธิ์ พณิชยการช่างกลขอนแก่นได้ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตให้ฟังว่า "ก่อนจะมาเลี้ยงปลาก็ยึดอาชีพทำนามาก่อน แต่ทำนาไปแล้วไม่ได้ผล เพราะดินมีความเค็ม ผลผลิตที่ได้ก็ไม่ดี ไม่คุ้มค่าปุ๋ย ค่ายา จึงตัดสินใจเปลี่ยนจากการทำนามาเลี้ยงปลาในบ่อดินแทน" โดยเริ่มจากการขุดบ่อเลี้ยงปลาในพื้นที่ดินนาเดิมเป็นจำนวน 5 บ่อ แล้วทำการทดลองเลี้ยงปลากินพืช โดยเริ่มจากไปหาซื้อพันธุ์ปลากระพงและปลานิลมา จำนวน 500 ตัว เลี้ยงในบ่อ บ่อละ 100 ตัว ใช้เวลาในการเลี้ยง 10 เดือน พบว่าปลา กระพงมีขนาดใหญ่และโตดีมาก ผลิตได้ตรงตามความต้องการของตลาด จึงหันมาเลี้ยงปลากระพงและปลานิลเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง นับจากวันนั้นมาก็เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่ยึดอาชีพนี้

บ่อเลี้ยงปลาขนาดใหญ่

คุณสมพงษ์ เป็นผู้เลี้ยงปลามากที่สุดในชุมชนบ้านหนองนางขวัญ มีพื้นที่เลี้ยงปลาทั้งหมด 56 ไร่ ส่วนใหญ่ปลาที่เลี้ยงไว้จะเป็นปลานิล ปลากระพงและปลายี่สก นอกจากนี้ยังมีปลาน้ำเค็มอีกหลายชนิด แต่จะเน้นเลี้ยงปลานิลแบบไม่แปลงเพศมากที่สุด เพราะมีต้นทุนต่ำกว่าการเลี้ยงแบบแปลงเพศ ทั้งยังมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เลี้ยงง่าย โตเร็ว ตลาดต้องการตลอด

จากสภาพพื้นที่ของ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ที่มีสภาพเป็นดินเค็ม เมื่อปลูกพืชหรือทำนาจึงได้ผลผลิตต่ำ ในขณะที่ต้นทุนในการจัดการกลับสูงขึ้น คุณสมพงษ์จึงพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสเปลี่ยนจากการทำนาที่รับช่วงกันมานานจากบรรพบุรุษ มาเป็นเลี้ยงปลานิลและปลากระพงในบ่อดินธรรมชาติแทน โดยแหล่งน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลานั้นผันมาจากอ่างเก็บน้ำแก่งละว้า ซึ่งเป็นน้ำจืด เมื่อปล่อยเข้ามาในบ่อที่มีสภาพดินเค็มจึงกลายเป็นน้ำกร่อย ถ้าวัดค่าความเค็มของน้ำช่วงหน้าฝน จะได้ประมาณ 5 ppt* ถ้าเป็นหน้าแล้งจะอยู่ที่้ประมาณ 9-15 ppt ซึ่งค่าความเค็มระดับนี้เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์น้ำเค็มได้เป็นอย่างดี หลังจากได้ทดลองเลี้ยงปลานิล และปลากระพงรวมกันในบ่อดิน จนประสบความสำเร็จแล้ว คุณสมพงษ์จึงซื้อลูกปลานิลและปลากระพง ขนาด 3 นิ้ว ราคาตัวละ 4 บาท จำนวน 10,000 ตัว มาเลี้ยงแบบธรรมชาติในบ่อดินขนาด 1 ไร่ บ่อละ 2,000 ตัวเพิ่มเติม
-----------------------
*(ppt = ปริมาณตัวถูกละลายในสารละลายล้านล้านส่วน (parts per trillion,ppt)

หากใช้เวลาเลี้ยงปลากระพงประมาณ 10 เดือน จะได้น้ำหนักตัวไม่ต่ำกว่า 1-2 กิโลกรัม ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะได้น้ำหนักมากถึง 10 กิโลกรัม ที่ผ่านมาเคยได้น้ำหนักตัวละ 8 -10 กิโลกรัมเลยทีเดียวเพราะยิ่งปลา กระพงมีขนาดใหญ่ เนื้อก็จะยิ่งแน่น รสชาติจึงอร่อยกว่าปลาตัวเล็ก

วิดน้ำออกทุกปีเพื่อตากบ่อก่อนเริ่มเลี้ยง

วิธีการเลี้ยงปลากินพืชในบ่อดิน : จะเริ่มจากขุดบ่อดินเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาด 800 x 1,600 ตรม. ลึก 1 เมตร ทำคันดินสูง 50 ซม. สูบน้ำเข้าบ่อให้ได้ระดับน้ำ 1 เมตร แล้วนำลูกปลาขนาด 2 นิ้ว มาปล่อยลงในบ่อดิน 2,000 ตัว/บ่อ ช่วงแรกการให้อาหารควรให้เป็นอาหารสด วันละ 2 ครั้ง โดยหว่านให้ทั่วบ่อ เมื่อลูกปลาอายุได้ 3 เดือน ก็ให้อาหารเม็ดแห้งที่ทำเอง ใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5 เดือน จะได้ปลาขนาด 3 ตัว/กก. สามารถจับขายได้ แต่ถ้าหากอยากได้ขนาดใหญ่ก็ต้องเลี้ยงให้ได้ 8 เดือน ถึงจะได้ราคาดีขึ้น

สูตรอาหารเลี้ยงปลานิลลดต้นทุน

วิธีลดความเครียดปลา

ปรับสภาพน้ำในบ่อดิน (บ่อเลี้ยงปลา)

ต้นทุนการผลิต

แม้คุณสมพงษ์จะใช้พื้นที่เลี้ยงปลามากถึง 56 ไร่ แต่ก็ไม่ได้จ้างใครดูแล เน้นใช้แรงงานคนในครอบครัว โดยมีตนและภรรยาเป็นแรงงานหลัก ด้านต้นทุนคำนวณจากการลงทุนในช่วงแรกๆ ที่มีการจ้างรถมาขุดบ่อปลา จำนวน 5 บ่อ ราคา 5,000 บาท ซื้อพันธุ์ปลา 500 ตัว ราคา 1,500 บาท รำปลายข้าว 5 กระสอบราคา 1,500 บาท รวมทั้งสิ้น 8,000 บาท ซึ่งการลงทุนครั้งแรกจะเป็นการลงทุนที่สูงเนื่องจากต้องขุดบ่อปลา แต่เมือเทียบกับจำนวนปลาและราคาที่ขายได้ ก็มีกำไร คุ้มกับการลงทุนเป็นอย่างมาก

ด้านราคาขาย ที่ขายได้ ปลากระพง จะอยู่ที่ กิโลกรัมละ 200 บาท ถ้าขนาดตัวละ 4 กิโลกรัมขึ้นไป จะมีราคา 450 บาท/กก. ราคาขายปลานิล ถ้า 5 ตัว/กิโลกรัม ขาย กิโลกรัมละ 50 บาท ถ้า 4 ตัว/กิโลกรัม จะขาย 60 บาทและ 3 ตัวต่อกิโลกรัม ราคา 70 บาท ปลาที่เลี้ยงไม่ว่าชนิดใด ขายได้ทั้งหมด และขายได้เร็ว ตลาดมีความต้องการสูง

แผนการตลาด

เนื่องจากปลานิลและปลากระพง เป็นปลาที่ตลาดมีความต้องการสูง ทุกวันนี้มีลูกค้าประจำมารับซื้อถึงบ่อ โดยจะแจ้งยอดที่ต้องการมาล่วงหน้าก่อน ทุกๆ อาทิตย์จะมีคำสั่งซื้อเข้ามา ทำให้ปลาที่เลี้ยงมีตลาดรองรับตลอด จนไม่พอขาย และยังสามารถแปรรูปเป็นปลาแดดเดียว หรือ เนื้อปลาสดส่งตามร้านอาหาร รวมถึงส่งออกไปยังต่างประเทศ เช่น จีน สปป.ลาว เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เมื่อตลาดไปได้ดี จึงได้ขยายบ่อเลี้ยงปลาเพิ่มขึ้น จาก 5 บ่อ เป็น 50 บ่อ บนพื้นที่ทั้งหมด 56 ไร่ ทำให้มีปลาขายได้ตลอดทั้งปี มีรายได้ดีทุกวัน รวมๆ กันก็ตกเดือนละ 50,000 - 100,000 บาท

สภาพบ่อเลี้ยงปลานิล

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

การเลี้ยงปลาในบ่อดินนั้นต้องหมั่นสังเกตน้ำในบ่อบ่อยๆ และจะต้องวิดน้ำออกจากบ่อเป็นประจำทุกปี ปีละครั้ง(ช่วงธันวาคม-กุมภาพันธ์) ก่อนจะลงเลี้ยงปลารอบใหม่ จากนั้นหว่านปูนขาวให้ทั่วบ่อเพื่อฆ่าเชื้ออัตรา 5 กิโลกรัม+โดโลไมท์ 35 กิโลกรัมและปุ๋ยคอก 50 กิโลกรัม ตากบ่อไว้ 7-10 วัน ซึ่งเป็นขั้นตอนนี้สำคัญที่สุด เพราะจะส่งผลต่อการเติบโตของปลาโดยตรง ดังนั้นผู้เลี้ยงจึงไม่ควรมองข้ามไป

ภาพ : ปาริฉัตร โพพันเรือ
เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor
------------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- ปาริฉัตร โพพันเรือ จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ขอนแก่น
- สมพงษ์ ไชยสง เจ้าของพงษ์เจริญฟาร์มปลา บ้านเลขที่ 171 หมู่ 9 ตำบลเมืองเพีย อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×