เกษตรกรต้นแบบ
"ผมมีทุกอย่างได้ในวันนี้ก็เพราะนาข้าว"
คุณอนันต์ ทองซุ่ย
 15 ธันวาคม 2559   274
จ.ชุมพร
ถ้าเรารักในสิ่งใด เราจะทำมันออกมาได้ดีที่สุด

" ผมมีทุกอย่างได้ในวันนี้ก็เพราะนาข้าว" นี่เป็นคำกล่าวติดปากของ อนันต์ ทองซุ่ย ชาวนาวัย 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 5 ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ชาวนาผู้หยัดยืนอยู่ท่ามกลางกระแสการปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่ปลายด้ามขวานที่มีใจรักในการเป็นชาวนา ปลูกข้าวเลี้ยงคนในประเทศโดยยึดแนวทางเกษตรอินทรีย์ ได้ทั้งสุขภาพดีและคุณภาพที่ทำให้ผู้บริโภคติดใจ ไม่ว่าข้าวจะราคาเท่าไหร่ ก็มีกำไรอยู่ได้สบายๆ เพราะต้นทุนในการจัดการนั้นมีไม่มาก และไม่ขอเปลี่ยนไปทำปาล์มน้ำมันตามกระแสเพราะรักที่จะก้มหน้าเอาหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ในอาชีพเกษตรกรที่มีเกียรติและมีกิน"

อนันต์ ทองซุ่ย ผู้ยืนหยัดทำนามานานปี เพราะชีวิตวันนี้ดีขึ้นด้วยการทำนา

คุณอนันต์ ทองซุ่ย ชาวนาวัย 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 5 ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนบ้านดอนเมือง ตำบลวังไผ่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร สมรสกับคุณสุนีย์ ทองซุ่ย มีบุตร 3 คน เป็นชาย 1 คน หญิง 2 คน รับราชการตำรวจ 2 คน และ รับราชการครู 1 คน สร้างรายได้จากอาชีพทำนาเพียงอย่างเดียว แต่ก็สามารถส่งเสียให้ลูกเรียนจนจบปริญญาตรี มีหน้าที่การงานที่ดี มีความเพียบพร้อมสมบูรณ์ของครอบครัวได้ทุกคน จากอาชีพทำนาที่ผู้คนต่างหยามว่าทำไปก็จน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่คุณอนันต์ภาคภูมิใจ กับอาชีพทำนาที่หลุดพ้นจากคำว่าจนบนความพออยู่พอกิน แม้ที่ดินที่มีอยู่จะมีเพียงแค่ 40 กว่าไร่ และเป็นพื้นที่เช่าเกือบทั้งหมดก็เกิดความคุ้มค่าแล้ว เพราะการทำนาทำให้ได้อยู่พร้อมหน้าครอบครัว อย่างสุขใจที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยาคู่ใจ มาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี เพราะมีใจรักในการเกษตรและการทำนาด้วยกันทั้งคู่

การทำงานอะไร อาชีพไหนๆ ล้วนแล้วต้องเจอกับปัญหาอุปสรรค อาชีพทำนาก็เช่นกัน ไม่พ้นต้องประสบกับปัญหา เพราะการปลูกข้าวนั้นจะมีโรค-แมลงระบาด เจอหนอนชอนใบ เพลี้ยกระโดด ข้าวใบแดง ข้าวใบไหม้ ซึ่งแต่ละโรคก็มีอาการหนักอยู่เหมือนกัน การแก้ไขปัญหาก็คือการหาความรู้มาใช้รับมือให้ทันท่วงที และต้องเข้าใจธรรมชาติของโรค-แมลงและพืชที่ปลูกก่อนจึงจะพบวิธีการจัดการที่ถูกต้อง

ทำอะไรได้ดีแล้วต้องบอกต่อ

สำหรับจุดเริ่มต้นของชีวิตชาวนานั้นคุณอนันต์ เล่าว่า "ได้เริ่มทำนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 เรื่อยมา โดยเมื่อก่อนนั้นมีต้นทุนการทำนาน้อย เพราะที่บ้านเลี้ยงควายไว้เป็นฝูง จึงนำมาใช้ไถนา ย่ำข้าว จึงประหยัดค่าแรงงานไปได้เยอะ ด้านปุ๋ยก็ใช้มูลควาย มูลไก่ มูลวัว และปุ๋ยหมักที่ได้จากวัสดอุปกรณ์รอบตัว ในครั้งแรกที่ขายข้าวได้ราคาเกวียนละ 5,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินก้อนแรกที่ได้จากการทำนาขายข้าว จึงนำเงินก้อนนั้นไปทำถนนเข้าซอยบ้านตัวเอง จ้างรถมาบุกเบิกทำทางเข้า เพื่อให้มีทางเข้าบ้านได้สะดวกขึ้น จากนั้นมาชีวิตก็เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ด้วยเงินที่ได้มาจากการทำนา ซึ่งคุณอนันต์กล้าพูดได้เลยว่า ชีวิตดีขึ้นทุกอย่าง จนมีทุกอย่างได้อย่างในปัจจุบันนี้ ก็มาจากเงินที่ทำนานี่ล่ะ"

สำหรับการเข้าหาความรู้ของคุณอนันต์ นั้นเริ่มจากการขอความรู้จากศูนย์ข้าวในจังหวัด เข้าอินเทอร์เน็ตหาข้อมูลและลงมือทำสูตรน้ำหมัก สูตรปุ๋ยหมัก สูตรฮอร์โมนต่างๆ เพื่อช่วยบำรุงต้นข้าวพร้อมทั้งกำจัดแมลงศัตรูข้าวต่างๆ ไปด้วย ก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พบว่าสูตรต่างๆ ใช้ได้ผลดี เมื่อได้ผลแล้วจึงแนะนำสมาชิกภายในกลุ่มให้ใช้เหมือนกัน เพื่อให้ได้ข้าวคุณภาพดีที่ออกไปในนามของหมู่บ้านหรือกลุ่ม โดยเน้นการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ นำวัสดุอุปกรณ์รอบตัวที่มีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด

เมื่อทำแล้วสำเร็จผลดี ก็ได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการข้าวนาอินทรีย์ในหลายจังหวัด เพื่อให้เกิดการจัดการนาข้าวแบบยั่งยืน ปัจจุบันนี้มีน้ำหมักสูตรใหม่ที่กำลังใช้อยู่แต่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลกับทีมงาน ซึ่งก็ใช้วัตถุดิบที่มีใกล้ตัวนำมาใช้ ซึ่งใช้บำรุงข้าวได้ผลดีมาก ทำให้ได้ข้าวรวงใหญ่น้ำหนักดี เมื่อเก็บเกี่ยวจึงได้ผลผลิตเยอะ ในขณะที่ต้นทุนการผลิตนั้นลดลง ดังสูตรต่อไปนี้

++ สูตรปุ๋ยบำรุงข้าวให้ได้รวงใหญ่ น้ำหนักดี ++

1. เลือดหมู เลือดไก่ จำนวน 300 กิโลกรัม (ที่ขายเป็นก้อนตามท้องตลาด) แต่ที่คุณอนันต์นำมาใช้เพราะมีญาติทำงานบริษัทเกี่ยวกับขายเนื้อสัตว์และนำส่วนนี้ไปทิ้งจึงนำมาใช้ทำปุ๋ย

2. จุลินทรีย์อีเอ็ม จำนวน 10 ลิตร

3. พด.2 จำนวน 5 ซอง

4. น้ำเปล่า 50 ลิตร

วิธีการทำและการนำไปใช้ : นำทุกอย่างหมักรวมกันนาน 1 เดือน ก็สามารถนำไปใช้งานได้ อัตรา นำหมัก 5 ลิตร /น้ำเปล่า 15 ลิตร ฉีดหลังจากหว่านข้าวไปแล้ว 20 วัน

สำหรับการดูแลด้านอื่นๆ ก็จะทำเหมือนปกติในขั้นตอนการทำนาทุกอย่าง นั้นคือ การไถดะ ไถแปร ตกกล้า เพาะเมล็ด ฯลฯ แต่จะต่างกันไปก็ตรงการบำรุงต้นและวิธีการรับมือกับโรคแมลงเท่านั้น

"ผมจะแบ่งข้าวที่เกี่ยวได้มาสีทานเองที่บ้าน รวมถึงขายเป็นข้าวสารให้แก่คนในชุมชนถังละ 400 บาท ซึ่งมีเท่าไหร่ก็ขายหมด เพราะเป็นข้าวปลอดสารเคมี ใครๆ ก็อยากซื้อกิน ทุกวันนี้รายได้จากการทำนาจึงพอมีกินมีใช้ไม่เดือดร้อนและไม่เป็นหนี้ใคร แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว"

เมื่อนำสิ่งรอบตัวมาใช้ประโยชน์ต้นทุนก็ลด

เคล็ดลับการจัดการนาข้าว : ทุกครั้งหลังจากที่หว่านข้าวไปแล้ว 1 อาทิตย์ จะทำการลวกนาข้าว 1 ครั้ง ซึ่งการลวกนาข้าวนั่นคือ การเปิดน้ำเข้านาข้าว นาน 1 คืน แล้วผันออก เพื่อทำให้ดินเปียก และทำให้เมล็ดข้าวพองตัว ถ้ามีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่แห้งไม่งอก ก็จะทำให้ข้าวงอกเสมอเหมือนกันหมด หลังจากนั้นจึงทำการบำรุงตามขั้นตอนต่อไป

ต้นทุนการผลิต

1. ต้นทุนการเตรียมดิน : ค่าใช้จ่ายตอนทำเทือก 20,000 บาท การจ่ายค่าแรงรถเกี่ยว 28,000 บาท

2. ค่าใช้จ่ายในการเช่าที่ดินต่อ 1 ไร่ : จ่ายเป็นข้าว 10 ถัง ต่อไร่ นาข้าว 40 ไร่ ก็จ่าย 400 ถัง

3. ต้นทุนปุ๋ย-ยา : ส่วนใหญ่จะทำปุ๋ยน้ำหมักและฮอรโมนเน้นทำใช้เองทั้งหมดนำโดยเน้นใช้สิ่งรอบตัว เช่น พืช ผักผลไม้ เนื้อสัตว์ ล้วนแต่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ทั้งสิ้นจึงประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายไปได้มาก

4. พันธุ์ข้าว : จะใช้พันธุ์ชัยนาท1,พันธุ์ปทุมธานี1 โดยจะนำต้นข้าวที่โตเสมอกันมาทำเมล็ดพันธุ์ ต้นที่ต่ำบ้าง สูงบ้าง ก็คัดออกและพยายามแต่งรวงข้าวไว้ตลอดเมื่อถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็จะตากแดดให้แห้ง ใส่กระสอบป่านไว้ เพื่อเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวต่อไป จึงประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์ และไม่ว่าจะจ่ายอะไรไปเท่าไหร่ก็ตามผมไม่ได้เอามาคิดเป็นต้นทุนอะไรมาก เพราะทุกวันนี้นี่คือกำไรล้วนๆ

แผนการตลาด

ปัจจุบันไม่ต้องเหนื่อยทำการตลาดมาก เพราะกระแสการสื่อสารในปัจจุบันเร็วจากโลกโซเชียล ส่วนตัวคุณอนันต์เองได้เป็นวิทยากรบรรยายให้ความรู้ในเรื่องการทำนาข้าวอยู่แล้ว จึงเป็นที่รู้จักในวงการข้าวเป็นอย่างดี ปัจจุบันข้าวที่ปลูกจะปลูกปีละครั้งนาปีกับนาปรังได้ข้าวเปลือกปีละ 20 ตัน รายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 2 แสนกว่าบาท จะมีเจ้าของโรงสีมารับซื้อข้าวเปลือกถึงบ้าน(โรงสีที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และโรงสีจากอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ) ราคาจำหน่ายอยู่ที่เกวียนละ 13,000 บาท

ดูแลเอาใจใส่ดีในทุกขั้นตอน ก็จะได้รับผลผลิตดี

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

การทำนาข้าว ถูกมองว่าเป็นงานหนัก เงินน้อย ทำแล้วยากจะประสบความสำเร็จ เหนื่อยมากกว่าจะผ่านไปได้ แต่ถ้ามีใจรักและมีความมุ่งมั่นจริงจัง ความสำเร็จนั้นย่อมเกิดมีขึ้นได้อย่างแน่นอน

ภาพ : อรวรรณ รักษาผล
เรียบเรียงโดย : มินยดา อนุกานนท์ Web Content Editor
----------------------
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
- อรวรรณ รักษาผล จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ชุมพร
- อนันต์ ทองซุ่ย บ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 5 ตำบลบางลึก อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
24-29°C
เชียงใหม่
23-27°C
นครราชสีมา
23-30°C
ชลบุรี
25-28°C
นครศรีธรรมราช
25-32°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×