เกษตรกรต้นแบบ
"ใครว่าเป็นชาวนาแล้วไม่รวย ป้าอารีคนหนึ่งที่มีอาชีพทำนาจนมีรายได้นับแสน"
คุณอารี กองทอง
 21 กรกฏาคม 2559   1,136
จ.นครศรีธรรมราช
รู้จักการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี และแก้ไขปัญหาในนาข้าว ลดต้นทุนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างมีประสิทธิภาพ

การผลิตข้าวจากแปลงนาของป้าอารี ซึ่งมีทั้งข้าวสังข์หยด ข้าวหอมนิล ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และข้าวปทุมธานี จะถูกนำมาสีผ่านเครื่องสีข้าวและเครื่องแยกข้าวสาร และบรรจุเพื่อส่งจำหน่าย นอกจากจะมุ่งมั่นในการทำนาปลูกข้าวแล้ว เพื่อสืบทอดให้คนรุ่นหลังรู้จักการทำนา การทานข้าวปลอดภัยไร้สารเคมีอีกด้วย และมุ่งสานวิถีชาวนาที่ครอบครัวของป้าอารีได้สืบทอดมาอย่างยาวนาน และจะทำต่อไปด้วยความรัก ที่นอกจากต้องการให้คนในครอบครัวมีสุขภาพที่ดีแล้ว ยังส่งผลต่อยอดสู่ชุมชน ในการรับประทานข้าวที่ปลอดภัยจากแปลงนาด้วย จากการทำนาผสมผสานระหว่างเคมีและอินทรีย์ ต่อมามีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนาปรัง ปีละ2ครั้ง และปรับเปลี่ยนมาเป็นนาอินทรีย์แบบเต็มตัวจนได้รับรางวัลแปลงนาข้าว GAP ปลอดสารพิษ 100% ได้เป็นแปลงนาแบบอย่างอีกด้วย

คุณป้าอารี กองทอง เกษตรกรตัวอย่างด้านการพัฒนาอาชีพการทำนา

คุณป้าอารี กองทอง เป็นเกษตรกรตัวอย่างและมีความรู้ความชำนาญในการทำนาแบบลดต้นทุนบวกกับการแก้ปัญหา และช่องทางการตลาดที่ดี อยู่บ้านเลขที่ 87/2 หมู่ที่ 7 ตำบลชะเมา อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำนามา 25 ปี เดิมทีมีที่นาแค่ 5ไร่ จนมาถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ทำนา จำนวน 50 ไร่ สายพันธุ์ข้าวที่ปลูกข้าวหอมปทุม, ข้าวสังข์หยด,ข้าวไรซ์เบอร์รี่,ข้าวหอมนิล,กข.41 ปัจจุบันคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพเอง โดยไม่ต้องหาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวจากภายนอก จนพัฒนามาเรื่อยๆจนได้คัดเลือกในปี2550 ให้ส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายไปศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี และปรับกับประสบการณ์ที่ทำนามา และมีสินค้าเป็นของตัวเองเพราะข้าวทุกเม็ดล้วนปลอดภัย เพราะเป็นนาอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี จนลูกค้าติดใจ ที่สำคัญสินค้ามีไม่พอจะจำหน่ายอีกด้วย

คุณป้าอารี กองทอง เล่าว่า ตนเป็นเด็กชาวนาคนหนึ่ง ที่มีอาชีพทำนามาตั้งแต่กำเนิด เป็นสาวลูกคนที่โต มีทั้งหมด7คนพี่น้อง และได้เรียนจบวิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช แผนกการตลาด เมื่อปีพ.ศ.2534 น้องๆก็ได้ไปประกอบอาชีพที่กรุงเทพฯกันหมด ไม่มีใครเลี้ยงพ่อ แม่ ป้าเลยคิดว่าป้าต้องยึดอาชีพทำนาและเลี้ยงดูพ่อ แม่ด้วย จนได้แต่งงานกับ นายสมพร กองทอง มีอาชีพเป็นนักการภารโรง โรงเรียนแห่งหนึ่ง ตอนนี้ป้าอารี อายุ 55 ปี มีบุตรทั้งหมด 3 คน ตอนนี้ได้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีหมดทุกคน

ลักษณะเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี ต้องเต็มเม็ด

จนถึงปัจจุบันก็ยังทำนามาตลอด เริ่มแรกทำนาปีก่อน ได้ผลผลิตบ้าง ไม่ได้บ้างและประสบปัญหามาเรื่อยๆคือ ศัตรูพืช พวกนก หนู วัชพืช ข้าวดีด จากการทำนาผสมผสานระหว่างเคมีและอินทรีย์ ต่อมามีเจ้าหน้าที่เข้ามาให้ความรู้เกี่ยวกับการทำนาปรัง ปีละ 2 ครั้ง และปรับเปลี่ยนมาเป็นนาอินทรีย์แบบเต็มตัวจนได้รับรางวัลแปลงนาข้าว GAP ปลอดสารพิษ 100% เพราะหันมาทำนาแบบอินทรีย์ ยังไม่พอยังคิดอีกว่าทำยังไงให้ประหยัดต้นทุนการผลิตและต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวของตนเอง

เมื่อปี พ.ศ.2552 ได้ศึกษามาเรื่อยๆบวกกับการพัฒนาคุณภาพข้าวให้มีประสิทธิภาพ จึงคิดการคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยมือนี้แหล่ะเพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีที่สุด เพื่อไว้ปลูกเองและส่งศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวจังหวัดสุราษฎร์ธานี และยังคิดการทำน้ำหมัก ปุ๋ยหมักใช้เองในแปลงนาข้าวด้วย

การเก็บเกี่ยวผลผลิต ที่ได้มาตรฐาน

ขั้นตอนการกำจัดวัชพืช :

ทำได้ตั้งแต่ข้าวอายุ ประมาณ 30 วัน โดยสุ่มตรวจด้วยระบบนิเวศในนาข้าว เนื่องจากพื้นที่แปลงนาในเขตตำบลชะเมาจะประสบปัญหา หนอนกอ เพลี้ยกระโดด มากัดกินทำลายต้นข้าวเป็นจำนวนมาก จึงมีการกำจัดด้วยวิธีการชีวภาพ เพื่อหลีกเหลี่ยงการใช้สารเคมี คือสูตรน้ำหมักจากพืชสมุนไพรกำจัดเพลี้ยกระโดดและหนอนกอในนาข้าวที่ใช้ได้ผลดีมากใช้ทุกครั้งที่ปลูกข้าว ที่สำคัญใช้ได้กับนาข้าวทุกชนิด

ต้นทุนการผลิต

ในส่วนของแรงงาน เกี่ยวข้าวและนวด ไร่ละ 500 บาท
ต้นทุนค่าปุ๋ย ปุ๋ยอินทรีย์ กับน้ำหมักชีวภาพ ตกต้นทุนกระสอบละ 700 บาท /ไร่
เมล็ดพันธุ์ก็คัดเลือก ใช้มือคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อไว้ทำพันธุ์ แล้วเอามาผึ่งแดดลมให้แห้ง โดยใส่กระสอบปุ๋ยเก็บไว้ ในด้านต้นทุนในการสีข้าวนั้นไม่ต้องเพราะมีโรงสีข้าวของกลุ่มเอง

แผนการตลาด

ด้านการตลาด เดิมทีขายข้าวเปลือกก็ได้กำไรอยู่แล้ว พอหันมาขายข้าวสารก็ได้กำไรเยอะกว่าขายข้าวเปลือก แต่ในปัจจุบันนี้ไม่ต้องเหนื่อยทำการตลาดมาก เพราะมีกระแสความนิยมบริโภคข้าวอินทรีย์ ที่มีคุณภาพ ปลอดสารพิษ ซึ่งตรงกับนาข้าวที่ทำอยู่ จึงคิดเพิ่มมูลค่าของข้าวขึ้นอีก พอมาบรรจุ แปรรูป ได้ราคาเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเลยทีเดียวและมีแพ็กเกจเป็นของตัวเอง ขายราคาแพ็คละ 60 บาท ข้าวจำนวน1 เกวียน จะได้เงิน 33,000 บาท จนตอนนี้ไม่มีสินค้าจำหน่าย รายได้ต่อปีประมาณ 400,000 บาท บางปีก็ได้เยอะกว่า แล้วแต่สภาพอากาศและราคาข้าวเปลือกด้วย

ภาคภูมิใจในผลิตภัณฑ์ของตนเอง มาถึงวันนี้ได้เพราะความสามัคคีของกลุ่ม

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

น้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยกระโดด
วัสดุและอุปกรณ์ที่ต้องเตรียม
1. ใบน้อยหน่า ลูกยอ หรือ ใช้ใบสะเดา/เมล็ดสะเดา รวม จำนวน 3 กิโลกรัม
2. ตะไคร้หอมและข่าแก่รวมกัน จำนวน 2 กิโลกรัม
3. ใบมะกรูดหรือลูกมะกรูด จำนวน 1 กิโลกรัม
4. บอระเพ็ด จำนวน 1 กิโลกรัม
5. กากน้ำตาล จำนวน 1 ลิตร
6. สารเร่งพด.7 จำนวน 1 ซอง
7. น้ำส้มสายชูขวดใหญ่ 1 ขวด
8. เหล้าขาวขวดใหญ่ 1 ขวด
9. น้ำ พอประมาณ
10. ถังหมักขนาดบรรจุ 150 ลิตร จำนวน 1ใบ
วิธีการทำ
นำส่วนผสมตั้งแต่ 1-4 ไปปั่นให้ละเอียด หลังจากนั้นนำมาผสมคลุกเคล้าให้ข้ากันใส่ลงไปในถังหมักแล้ว เติมกากน้ำตาล และ สารเร่งพด.7 ละลายด้วยน้ำก่อน เทผสมลงไป หมักไว้ 1 คืน ปิดฝาให้สนิท ก็สามารถนำไปใช้ได้ เวลาจะนำไปก็ใช้ผ้ากรองเอาแต่เฉพาะส่วนของน้ำหมักสมุนไพร ตามอัตราที่จะใช้ ถ้าใช้เหลือสามารถเทกลับในถังหมักอีกแต่ต้องเป็นน้ำหมักที่ยังไม่ได้ผสมอะไร ระยะที่น้ำหมักนี้ใช้ได้ประมาณ 2 เดือน
การนำไปใช้ นำน้ำหมักสมุนไพรจำนวน 1 ลิตร : เหล้าขาว 1 ขวด : น้ำส้มสายชู 1 ขวด ได้น้ำหมัก20-30 ซีซี ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในช่วงเช้า เพื่อกำจัดเพลี้ยกระโดด โดยฉีดตอนเช้า ฉีดทุก 5-7 วัน หรือฉีดพ่นเพื่อช่วยป้องกัน หนอนกอได้ จะส่งผลให้หนอนกอลอกคราบและตายภายใน 7 วัน สามารถตัดวงจรการเจริญเติบโตของหนอนกอได้เป็นอย่างดี

วิธีคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยมือ ให้ได้ผล 100%
เรื่อง/ภาพโดย: นงลักษณ์ สุวรรณพันธ์ จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.นครศรีธรรมราช
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ.2562
กรุงเทพมหานคร
25-31°C
เชียงใหม่
21-29°C
นครราชสีมา
22-30°C
ชลบุรี
25-31°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×