เกษตรกรต้นแบบ
"ทำได้ไง? มีที่นาเพียง 8 ไร่ กลับทำเงินเลี้ยงตัวเองได้ตลอดปี"
คุณสมจันทร์ คอนสินพูล
 17 มิถุนายน 2559   177
จ.กาฬสินธุ์
"ความสำเร็จไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ และ ถ้าอยากประสบความสำเร็จจะต้องลงมือทำ"

คุณสมจันทร์ คอนสินพูล เกษตรกรทำนา จ.กาฬสินธุ์ วัย 52 ปี ยึดอาชีพทำนามานานเกือบ 40 ปี บนพื้นที่เพียง 8 ไร่ สร้างรายได้เลี้ยงตัวเองได้แบบยั่งยืน และสร้างทางเลือกทางรอดให้ตนเองด้วยการเลือกปลูกข้าวพันธุ์ดี ลดการใช้สารเคมี เน้นผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ จนลดต้นทุนลงไปได้มาก สร้างโอกาสทางการตลาดด้วยการแปรรูปเป็นข้าวกล้องแพ็คสุญญากาศ ที่เก็บรักษาไว้ได้นาน ไร้กลิ่นหืน ไร้มอด แบบไม่ต้องง้อพ่อค้าคนกลาง จนมีรายรับจากการทำนาและแปรรูปข้าวเลี้ยงตัวเองได้ตลอดปี ด้วยจุดเริ่มต้นจากการทำนาบนพื้นที่เพียง 8 ไร่ แต่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้สบาย โดยไม่ต้องรอการช่วยเหลือจากภาครัฐ

สมจันทร์ คอนสินพูล "ชีวิตไม่ต้องหรูหรา แค่มีความสุขตลอดเวลาก็เพียงพอ"

นางสาวสมจันทร์ คอนสินพูล เกษตรกร ผู้ยึดอาชีพการทำนา มาเกือบ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 60 หมู่ที่ 2 บ้านโหมน ตำบลห้วยโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนบ้านโหมน สืบทอดอาชีพทำนามาจากบรรพบุรุษ นับจากวันที่เรียนจบการศึกษาก็ต้องออกท้องไร่ท้องนา ไปช่วยงานครอบครัว ไม่ว่าจะปักดำ ดายหญ้า หว่านปุ๋ย เตรียมดิน และ เกี่ยวข้าวก็ทำมาครบหมดทุกขั้นตอน ณ เวลานั้นเปรียบเสมือนการเริ่มต้นฝึกงานด้านการทำนา จนช่ำชอง กระทั่งปี พ.ศ. 2543 ได้เข้ามารับช่วงต่อจากพ่อแม่ที่เริ่มทำต่อไปไม่ไหว จึงนับว่าเริ่มเป็นเกษตรกรเต็มตัว ด้วยการทำนาบนพื้นที่ 8 ไร่ที่ได้รับการแบ่งสรรมาจากครอบครัว

เมื่อลองมาทำนาเต็มตัว คุณสมจันทร์ จึงได้เรียนรู้ว่า พื้นที่ที่ใช้ทำนาอยู่นั้นย่ำแย่เต็มทน จากการใช้เคมีสะสมมายาวนาน ทำให้ดินเกิดชั้นดาน แห้งแข็ง รากข้าวแทงลงดินได้ลำบาก และดินจากที่เคยดีก็แปรสภาพเป็นดินทราย จึงได้คิดหาวิธีแก้ไข เพราะสภาพดินที่เสื่อมโทรมลงนั้นส่งผลให้ได้รับผลผลิตน้อยลงทุกปีๆ ด้วยความที่เป็นคนขยัน อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา ประกอบกับมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผืนดินที่บ

แม้จะมีคนหยามหมิ่นว่า "จะทำนากันไปทำไม ทำไปก็ไม่รวยยัง คงยากจนเช่นเดิม" ก็ไม่ได้ย่อท้อ ยังคง อดทน ขยัน เข้มแข็ง พยายามสู่ต่อไป จนปัจจุบันนี้มีรายได้เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมากจากอาชีพทำนาปลูกข้าว และ แปรรูป จากการน้อมนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต

สร้างอาชีพแปรรูปข้าวอินทรีย์แบบครบวงจร

จุดเริ่มต้นการแปรรูปข้าว : เมื่อคุณสมจันทร์ ประสบปัญหาเรื่องราคาข้าวขายไม่ได้ราคาดี ก็มีความคิดที่อยากจะเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ดูบ้าง จึงได้เดินสายเข้าร่วมอบรมกับสำนักงานเกษตรต่างๆ และศึกษาดูงานจากหลายๆ ที่ ก่อนจะนำเอาความรู้ทีได้มาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงปัจจุบันได้นำข้าวที่ตัวเองปลูกหลังเก็บเกี่ยวไปสีคัดแยกเมล็ดที่สมบูรณ์มาแปรรูปเป็นข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่บรรจุแพ็คสุญญากาศเพื่อจำหน่าย ข้าวกล้องไรซ์เบอร์รี่บรรจุอยู่ในถุงขนาดเล็กตั้งแต่ 1 กิโลกรัม - 2 กิโลกรัม โดยบรรจุในสภาพสุญญากาศ ไม่มีการเติมแก๊สหรือสารใดๆ เพราะในสภาพสุญญากาศ จะเป็นการหยุดการเติบโตและแพร่ระบาดของศัตรูข้าวอย่างมอดได้ดีที่สุด ดังนั้น ข้าวที่ได้จากการแพ็คสุญญากาศนี้จึงมีคุณภาพดี ไม่เหม็นหืน ไม่มีมอด คงคุณภาพไว้ได้ดี จึงเก็บรักษาไว้ได้ยาวนาน คุณสมจันทร์ จึงตั้งราคาขายข้าวเองที่กิโลกรัมละ 100 บาท แล้วนำออกจำหน่ายตามตลาดและงานเทศกาลต่างๆ ปรากฎว่าได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี และเป็นที่ต้องการของลูกค้าเรื่อยมา

จากนั้นเป็นต้นมา คุณสมจันทร์ ได้พัฒนาตัวเองไปเป็นชาวนามืออาชีพแบบครบวงจรมากขึ้น จนได้รับหนังสือควบคุมเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างความเชื่อถือในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และสามารถต่อยอดพัฒนาสินค้าแปรรูปจากข้าวเรื่อยมา จนได้รับรางวัล OTOP ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อจากนั้นเกษตรอำเภอจึงเริ่มเข้ามาให้คำแนะนำในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าวอินทรีย์เป็น "เครื่องดื่มกาแฟจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่ผงสำเร็จรูป" ทำให้ปัจจุบันนี้มีสินค้าหลากหลายมากขึ้น จากปี พ.ศ. 2552-2559 ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ในการยึดอาชีพทำนาอินทรีย์เน้นการปลูกข้าวแบบลดต้นทุน จัดตั้งโรงสีข้าวกล้องเอง นำข้าวไรซ์เบอร์รี่มาแปรรูปเป็นแพ็คสูญญากาศกาแฟจมูกข้าวไรซ์เบอร์รี่จำหน่าย อีกทั้งยังรับซื้อข้าวอินทรีย์จากชาวบ้านในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดมาใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูป จนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้จากทุนตั้งต้นที่มี นั่นคือ ใจรักในอาชีพการทำนา บนพื้นที่ 8 ไร่ มาจุนเจือครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง เดือนละ 40,000-50,000 บาทเลยทีเดียว

การทำนาอินทรีย์ทำให้ดินดี มีชีวิตที่เป็นมิตรน้อยใหญ่มาเยี่ยมเยือน กลายเป็นการปรับคืนสมดุลย์ให้แก่ธรรมชาติ เกิดวงจรชีวิตในห่วงโซ่อาหารขึ้นมา เช่น มีนกปากห่างมาเยี่ยมเยือนแปลงนาอยู่เสมอ เพื่อมาจับหาหอยเชอร์รีกินเป็นอาหาร ทำให้ไม่ต้องลงทุนจัดการอะไรมาก

อยู่ที่ไหนก็ไม่สุขใจเหมือนบ้านเรา

การปลูกข้าวไรซ์เบอรรี่และวิธีการปราบหอยเชอรี่ให้อยู่หมัด : มีวิธีการปลูกเหมือนการทำนาข้าวอื่นๆ ไม่แตกต่างกัน ซึ่งการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่มีระยะเวลานับจากการปลูกประมาณ 4 เดือน และสามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง ปัจจุบันนิยมปลูกในภาคอีสาน ซึ่งกลายเป็นว่ามีผลผลิตออกมาดีเสียด้วย อย่างแปลงนาของคุณสมจันทร์นี้รอบที่แล้วปลูกหมดเลย 8 ไร่ ได้ผลผลิตเป็นข้าวไรซ์เบอร์รี่ ประมาณ 5 ตัน ซึ่งถือว่าเยอะมาก เนื่องจากคุณสมจันทร์ได้มีการดูแลรักษาดินนาข้าวเป็นอย่างดี และมีการเอาใจใส่ทุกขั้นตอนการเพาะปลูกเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงที่มีหอยเชอร์รี่ ระบาดนั้นคุณสมจันทร์จะจัดการกับหอยเชอรีด้วยการปรับสภาพน้ำให้มีค่าความเป็นด่าง ซึ่งเป็นสภาพน้ำที่หอยเชอรี่ไม่ชอบอยู่อาศัย ด้วยการหว่านผงถ่านและขี้เถ้าที่ได้จากการเผาถ่านไม้ในครัวเรือนลงในแปลงนา จึงทำให้น้ำในนาเป็นด่าง หอยเชอรรีจึงอพยพหนีและตายจากไป รวมกับการปล่อยเป็ดเลี้ยงในแปลงนาให้หากินอาหารเองแบบเกษตรผสมผสาน อีกทั้งยังมีนกปากห่างลงมาเยี่ยมเยือนแปลงนาอินทรีย์ของตนสม่ำเสมอ จึงกลายเป็นว่านาอินทรีย์นั้นดีกว่าเคมีตรงที่ทำให้สิ่งมีชีวิตน้อยใหญ่กล้าเข้าใกล้ นกปากห่างที่มาเยี่ยมก็จะทำลายหอยเชอรี่ในนาข้าวทำให้ลดจำนวนลงไปได้เองตามธรรมชาติ และด้วยความที่ข้าวไรซ์เบอรี่เป็นข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง จึงสามารถปลูกได้ทั้งในฤดูนาปีและนาปรัง คุณสมจันทร์ จึงเพาะปลูกข้าวไรซ์เบอร์รีได้ปีละ 2 ครั้ง เพื่อให้มีผลผลิตจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี จากเดิมที่เคยปลูกและเก็บเกี่ยวเพียงปีละครั้งเท่านั้น

ต้นทุนการผลิต

ด้านต้นทุนการผลิตนั้นคุณสมจันทร์บอกว่า การแปรรูปเป็นข้าวสารแพ็คสุญญากาศนั้นจะใช้ต้นทุนข้าวที่ปลูกเอง จึงทำให้ไม่มีค่าใช้จ่ายมาก โดยเริ่มจากการนำข้าวสารไรซ์เบอร์รี 1,000 กิโลกรัมทีไ่ด้จาการทำนามาแปรรูป จากนั้นก็ลงทุนเครื่องสุญญากาศ 1 เครื่องราคา 17,000 บาท ถุงพลาสติก 1 โหลขนาดใหญ่ราคา 550 ถุงพลาสติกขนาดกลาง 1 โหลราคา 250 บาท ถุงขนาดเล็ก 1 โหลราคา 150 บาท ยางรัดถุง 1 ถุงใหญ่ ราคา 100 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการลงทุนสำหรับการแปรรูปข้าวแพ็คสุญญากาศ ประมาณ 18,000 บาท จากนั้นก็นำออกไปจำหน่ายได้เลย เพียงรอบแรกที่นำออกไปจำหน่ายก็ปรากฎว่าได้ทั้งทุนและกำไรคืน และมีออร์เดอร์เข้ามาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,000 - 50,000 บาทเลยทีเดียว

แผนการตลาด

การจำหน่ายสินค้าของคุณสมจันทร์ นั้นเริ่มจากการออกไปขายตามงาน OTOP และงานเทศกาลต่างๆ จนปัจจุบันนี้มีคนรู้จักมากมาย ทั้งมาซื้อเองที่บ้านและโทรสั่งซื้อโดยตรง โดยตนนั้นจะลงขายข้าวทางโซเชียลมีเดียเ เช่น เฟสบุ้คด้วย และ เว็บไซต์ต่างๆ ด้วย ซึ่งตลาดตรงนี้มีคนให้ความสนใจพอสมควร ตลอดเวลาที่ทำการขายมาก็จะมีการติดต่อสั่งซื้อสินค้าเข้ามาเรื่อยๆ การตลาดของคุณสมจันทร์ จึงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ในการสั่งซื้อแต่ละครั้งลูกค้าจึงได้รับข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง รวดเร็ว สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ทั้งยังลดต้นทุนค่าขนส่ง จากการส่งแบบ EMS ที่คิดค่าธรรมเนียมตามน้ำหนักจริง เป็นจัดส่งผ่านขนส่ง ที่สามารถติดตามได้ และส่งได้ในจำนวนมากด้วย เป็นการเพิ่มความสะดวกต่อการซื้อมากขึ้นในการรองรับการซื้อขายผ่านออนไลน์ นอกจากนี้คุณสมจันทร์ยังได้ทำการศึกษาข้อมูล โดยการคิดวางแผนช่องทางการจำหน่ายในอนาคตไว้ ประมาณว่า ในวันข้างหน้าจะต้องวางขายข้าวไรซ์เบอร์รีได้ตามห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อใกล้บ้าน โดยไม่ต้องมีการสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ที่จะเสียตรงที่ต้องรอการจัดส่ง ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่ตนคิดว่าต้องเกิดขึ้นได้แน่นอน

อาชีพเกษตรกรทำให้เราพยายามที่จะสร้างรายได้และลดค่าใช้จ่ายเอง

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

ความสำเร็จไม่ได้มาด้วยความบังเอิญถ้าเราไม่ได้ตั้งใจทำ และทุ่มเทให้กับงานที่เรารักอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดความสำเร็จและนำไปสู่อาชีพที่ยั่งยืน สร้างรายได้ให้ครอบครัว เมื่อครอบครัวมีรายได้ดีในถิ่นฐานบ้านเกิดก็ไม่ต้องแตกแยกออกไปทำมาหากินที่ไหนไกล ทำให้เกิดความอบอุ่น และ มีความสุขใจที่บ้านเกิดตัวเอง

เรื่อง/ภาพโดย: ปาริฉัตร โพพันเรือ จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ขอนแก่น
   
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×