เกษตรกรต้นแบบ
"ทำฟาร์มกวางครบวงจร สร้างรายได้ดีกว่าทำสวนยางพารา"
คุณเชวง สมพังกาญจน์
 10 พฤษภาคม 2559   259
จ.สุราษฎร์ธานี
เมื่อมีเป้าหมาย ก็ต้องลงมือทำอย่างตั้งใจ แล้วจะเดินไปสู่เส้นชัยให้ได้ตามใจหวังและภาคภูมิ

ปัจจุบันเริ่มมีเกษตรกรหันมาทำฟาร์มเลี้ยงกวางกันมากขึ้น ด้วยกวางเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีอนาคตไกลเลี้ยงง่าย ราคาสูง และ สามารถขายได้ทุกชิ้นส่วน ตั้งแต่ขายพันธุ์-เนื้อ-หนัง-หัว -มูล และ เขากวางอ่อน โดยเฉพาะเขากวางอ่อนนั้นเป็นที่ต้องการของตลาด(ประเทศจีนต้องการใช้สูง) เป็นอย่างมาก เพราะมีประโยชน์ทางยา ซึ่งใช้เยียวยารักษาโรคได้หลายชนิด เช่น ลดอาการไขข้ออักเสบ ปวดบวมตามข้อกระดูก ลดความเครียด นอนไม่หลับ ลดความจำเสื่อมในผู้สูงวัย เสริมสร้างการทำงานของเซลล์ให้แข็งแรงและลดรอยเหี่ยวย่น ตกกระ ฝ้า การทานเขากวางอ่อน จึงเป็นเสมือนยาอายุวัฒนะ เพราะสารประกอบ เช่น Collagen,Chondroitin sulfate,Glucosamine sulfate ,Calcium, Bone morphogenetic protein ที่มีอยู่ในเขากวางอ่อนนั้น จะเข้าไปกระตุ้นและบำรุงในระดับเซลล์โดยตรง หากทานเป็นประจำจะทำให้ เกิดการผลัดเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เซลล์เก่าที่เสื่อมสภาพไป และไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อ เส้นใยประสาท กล้ามเนื้อ กระดูกอ่อน และไขกระดูกใหม่ จึงทำให้ดูอ่อนกว่าวัยมีชีวิตชีวาเหมือนเป็นยาอายุวัฒนะที่ใครๆ ต่างถวิลหาต้องการกลับคืนสู่วัยหนุ่มสาวกันอีกครั้ง

เชวง สมพังกาญจน์ เจ้าของธุรกิจ "ผาสวนกวางฟาร์ม"

นายเชวง สมพังกาญจน์ หนุ่มใหญ่วัย 53 อยู่บ้านเลขที่ 86 หมู่ 7 ต.ต้นยวน อ.พนม จ.สุราษฎร์ธานี เคยอยู่ในตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลต้นยวน เจ้าของผาสวนกวางฟาร์ม ได้แนะนำเกี่ยวกับธุรกิจการทำฟาร์มกวางให้ฟังว่า ตนเลี้ยงกวางไว้ทั้งหมด 2 สายพันธุ์ คือ กวางรูซ่า และ กวางดาววินเดียร์ บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ซึ่งเดิมทีพื้นที่นี้เป็นสวนยางพาราและสวนลองกอง แต่เนื่องจากได้รับผลกระทบจากราคายางตกต่ำ ลองกองล้นตลาดขายไม่ได้ราคาทำให้ไม่คุ้มกับต้นทุนที่เสียไป จึงมีแนวคิดที่จะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจขึ้นมาสักอย่างควบคู่ไปกับการทำสวนเกษตร ประกอบกับตนเองก็เรียนจบมาทางด้านการเกษตรด้วย จึงหันมาปรับพื้นที่สวนยางและลองกองมาเลี้ยงสัตว์ โดยเน้นเลี้ยงแบบลดต้นทุน เนื่องจากต้นทุนด้านอาหารสำหรับเลี้ยสัตว์นั้นสูงมาก จนกระทั่งมาตกผลึกกับความคิดที่ว่าจะให้สัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นตัวช่วยกำจัดหญ้าวัชพืชในสวนแทนการที่ต้องมาเสียเงินและแรงงานกำจัด เลยมาลงตัวที่การทำฟาร์มกวาง ซึ่งตนคิดว่าน่าจะเหมาะสมที่สุดหลังจากได้ไปศึกษาดูงานที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กำแพงแสน จ.นครปฐม และปรึกษา ดร.อนันตศักดิ์ ศักดิ์อำนวย อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์

"การเลี้ยงกวางเชิงพาณิชย์เพื่อจำหน่ายเขา อาจมีคนมองว่าเป็นการทำร้ายสัตว์ แต่ความจริงแล้วทุกๆ ปี กวางจะมีการสลัดเขาและงอกเขาใหม่ ซึ่งจะมีขนาดใหญ่กว่าเดิมอยู่แล้วตามธรรมชาติ การเลี้ยงกวางเพื่อเก็บเขาอ่อนจึงไม่ใช่การทำร้ายสัตว์อย่างที่หลายคนเข้าใจ นอกจากนี้ เขากวางอ่อนยังจำหน่ายได้ราคาดีมาก หากเป็นเขากวางสดจะขายได้ 10,000 บาท/กก. ถ้าเป็นเขากวางแห้งจะขายได้ 30,000 บาท/กก. ซึ่งตลาดเกาหลีและจีนมีความต้องการสูง "

เขากวางอ่อนอบแห้ง

หลังจากได้รับคำปรึกษา ด้านการจัดการและการออกแบบโรงเรือนเลี้ยงกวาง จาก ดร.อนันตศักดิ์ ศักดิ์อำนวย อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี จึงเริ่มลงมือเลี้ยงกวางแบบจริงจัง เบื้องต้นใช้เนื่้อที่เพียง 5 ไร่ สำหรับการดูแลพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ จำนวน 25 ตัว จากนั้นได้ทำการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหกรณ์กวางแห่งประเทศไทย โดยช่วงแรกจะมีปัญหาในเรื่องของการเลี้ยงดูอยู่บ้าง ซึ่งจะแก้ปัญหาด้วยวิธีการถามผู้ชำนาญการตลอด จนประสบความสำเร็จในการเลี้ยงดูกวางในระดับหนึ่ง ซึ่งปัญหาที่พบเจอในการเลี้ยงกวางบ่อยๆ ก็คือสุขภาพความเป็นอยู่ของกวาง ที่ได้รับคำแนะนำในการเลี้ยงดูและแก้ไขมาว่า ให้หมั่นสังเกตุพฤติกรรมของกวางอย่างสม่ำเสมอ และแก้ไปตามลักษณะอาการที่พบ จนปัจจุบันสามารถขยายพื้นที่และปริมาณกวางที่เลี้ยงดู จนมีกวางรูซ่าที่เลี้ยงไว้เพื่อจำหน่ายผลผลิตต่างๆถึง 140 ตัว และ กวางดาววินเดียร์ที่เลี้ยงไว้เพื่อความสวยงาม 4 ตัว และเปิดเป็นฟาร์มกวางให้คนเข้าเที่ยวชมไปพร้อมกับจำหน่ายผลลผลิตต่างๆ ไปด้วย

ปัจจุบัน "ผาสวนกวางฟาร์ม" ได้ขยายและพัฒนาฟาร์มกวางให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เนื่องจากทัศนียภาพของฟาร์มจะอยู่ด้านหน้าภูเขาที่มีลักษณะเป็นผา เป็นจุดที่มีทัศนียภาพสวยงาม ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมกวางภายในฟาร์มอย่างใกล้ชิด โดยเก็บค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 50 บาท เด็ก 20 บาท และรับอาหารเพื่อไปป้อนให้กวางกินอย่างใกล้ชิด โดยจะใช้กล้วยจากชุมชนบ้านต้นยวนมาเสริม การเริ่มต้นเลี้ยงกวางอย่างจริงจังของตน จึงเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายรายได้ให้คนในชุมชนด้วย นอกจากนี้ภายในฟาร์มยังทำการเลี้ยงสัตว์อื่นๆ เสริมเพื่อความเพลิดเพลินใจของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งมีทั้งม้า กระต่าย จระเข้ ไก่ดำญี่ปุ่น ควายเผือก และสวนไม้ดอกไม้ประดับอย่างทุ่งทานตะวัน,สวนกุหลาบ พร้อมกันนี้ได้จัดจุดเซลฟี่ไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อให้คนที่เข้ามาชมได้เก็บภาพความประทับใจเอาไว้ดูหรือแชร์ ซึ่งการจัดการฟาร์มกวางในลักษณะเชิงท่องเที่ยวนี้ได้รับความสนใจจากผู้เป็นอย่างดี

สำหรับการเลี้ยงกวางนั้นไม่ค่อยจะพบปัญหาอะไรมากนัก เนื่องจากกวางเป็นสัตว์เลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก แต่ก็ต้องใส่ใจและคอยสังเกต ถ้าพบว่าขนกวางที่เคยสวยเรียบเงามันวาว มีสีไม่สม่ำเสมอดูด่างๆ ไม่สวย อันนี้ให้สันนิษฐานได้เลยว่ากวางเป็นพยาธิ ต้องเสริมในเรื่องของการให้ยาถ่ายพยาธิ โดยการนำไปผสมน้ำหรือผสมในอาหารข้นให้กวางกิน จะช่วยให้กวางกลับมามีลักษณะสวยงามดังเดิม

กวางพันธุ์รูซ่า

หรือถ้ากวางมีอาการท้องเสียถ่ายเหลว ก็ต้องงดให้หญ้าที่มีความอวบอิ่มของน้ำและควรเสริมด้วยหญ้าแห้ง หรือ หญ้าคาแทนจะทำให้อาการท้องเสียหายไป สำหรับการจัดการเรื่องกอาหารและสุขภาพกวางที่จะอ่อนไหวมากในช่วงฤดูร้อนก็คือ การนำหยวกกล้วยสับหรือหั่นฝอยมาใช้ผสมกับเกลือเล็กน้อยเป็นอาหารเสริมให้กวางกิน ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้กวาง ทำให้กวางไม่เครียดหรือลดอาการเครียดของกวางซึ่งเป็นสาเหตุให้กวางอยู่ไม่นิ่ง

ต้นทุนการผลิต

ด้านต้นทุนในการจัดการเลี้ยงกวาง ในช่วงเริ่มเลี้ยงจะมีการลงทุนค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นค่ารั้ว กั้นคอก และ ค่าพันธุ์กวางรูซ่า ที่มีราคาสงถึงตัวละ 15,000-25,000 บาท ขึ้นอยู่กับอายุ ขนาด ของกวาง จากนั้นก็จะมีเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูอยู่ที่ประมาณตัวละ 3,000 บาทต่อปี เมื่อเลี้ยงไปได้ 3 ปี จึงจะมีรายได้จากการตัดเขากวางอ่อนที่จะทำให้ผู้เลี้ยงได้กำไรถึง 3 เท่าต่อปี ถือเป็นรายได้ต่อเนื่อง หรือถ้าขายพ่อ-แม่พันธุ์ก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว ซึ่งก็คุ้มกับรายได้ที่รับเข้ามาในปีๆ หนึ่งจะมีรายรับสูงถึง 6 หลักเลยทีเดียว ในการเลี้ยงกวางเพื่อตัดเขาจำหน่ายนี้จะมีปัญหาอยู่ที่ต้นทุนจะสูงมากในช่วง 3 ปีแรก

แผนการตลาด

การตลาดที่ทางผาสวนกวางฟาร์มดำเนินการอยู่ก็คือ การขยายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้ลูกกวางที่จะขายได้เมืมื่อมีอายุเพียง 1 เดือน สนนราคาอยู่ที่ตัวละประมาณ 10,000 บาท ส่วน "เขากวางอ่อน" นั้นตัดขายได้ทุกปี(หลังกวางมีอายุ 3 ปีขึ้นไป) ปีละครั้ง ตลอดอายุเฉลี่ย 15 ปีของกวาง ดังนั้น ทางฟาร์มจึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรที่สนใจเลี้ยงกวางเชิงพานิชย์ด้วยการจำหน่ายพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ตัวละ 20,000-25,000 บาท เพื่อให้เกษตรกรนำไปขยายพันธุ์และเลี้ยบงดูต่อ หลังจากนั้นเวลาทำความสะอาดภายในบริเวณสถานที่เลี้ยงก็จะได้มูลกวาง ที่สามารถขายไดไปทำปุ๋ยบำรุงพืชในราคากระสอบละ 120 บาท (30 กก.) อีกทั้งยังต่อยอดในเรื่องศูนย์เรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาชม โดยมีการเก็บค่าเข้าชม และสร้างกิจกรรมป้อนอาหารให้กวาง และสัตว์ชนิดอื่น ๆ เพื่อเป็นการลดต้นทุนภายในฟาร์ม รวมถึงมีการจัดให้เช่าจักรยานเพื่อปั่นชมฟาร์ม หรือเช่าชั่วโมงกับการขี่ม้าชมฟาร์มเป้นรายได้เชิงท่องเที่ยวเพิ่มเติมที่สามารถทำให้อยู่ได้ตลอดทั้งปีและดีกว่าการทำสวนยางพาราหรือลองกอง

ผาสวนกวางฟาร์ม

บทสรุป/ข้อเสนอแนะ

ผู้ที่สนใจเรื่องการเลี้ยงกวาง ควรศึกษาและวางแผนเรื่องการลงทุนเพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น ควรที่จะเข้าร่วมเป็นสมาชิกกับสหกรณ์กวางแห่งประเทศไทย เนื่องจากกวางแต่ละชนิดมีที่มาที่ไปและที่สำคัญมีหน่วยงานเข้ามาร่วมด้วยทำให้เกษตรกรมั่นใจถึงสายพันธุ์ได้ อีกทั้งการเป็นสมาชิกนั้นจะทำให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องของแหล่งรับซื้อผลผลิตของตัวเกษตรกรเอง เนื่องจากสหกรณ์เป็นแหล่งรับซื้อที่มีความแน่นอน ทำให้เกษตกรลดความเสี่ยง ได้พันธุ์คุณภาพ สามารถตรวจสอบถึงที่มาทีไปได้อย่างชัดเจน อีกทั้งยังให้คำปรึกษากับเกษตรที่เลี้ยงกวางด้วย

เรื่อง/ภาพโดย: นงพงา ไกรวิลาศ จนท.ศูนย์ประสานงานร่วมด้วยช่วยกันสำนึกรักบ้านเกิด จ.ชุมพร
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
23-29°C
เชียงใหม่
21-25°C
นครราชสีมา
20-28°C
ชลบุรี
23-30°C
นครศรีธรรมราช
24-28°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×