เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
อยากจะลองทำปุ๋ยหมัก หรือ น้ำหมักธรรมชาติไว้ใช้เอง แต่อยากจะรู้ว่า ควรจะหมักจากอะไร แล้วทำให้เราได้ธาตุอาหารอะไรไปบำรุงต้นพืชบ้าง รักบ้านเกิดดอทคอมมาฝาก เลือกสรรตามที่ต้องการแล้วไปหมักกันเล๊ย N ไนโตรเจน กระถิน แหนแดง ใบทองหลาง ก้ามปู มูลสัตว์ P ฟอสฟอรัส กระถิน ผักบุ้งจีน บัวบก ลูกยอ สาหร่ายทะเล K โพแทสเซียม กระเจี๊ยบ ผักโขม ฟักทอง แตง ผงโกโก้ ทานตะวันอ่อน Zn สังกะสี ใบตำลึง ฟักทอง ไชเท้า มันแกว น้ำต้มหอยนางรม Ca แคลเซียม กระถิน กระเจี๊ยบ เปลือกไข่ ผักกระเฉด มะระ Mg แมกนีเซียม แหนแดง ลูกยอ ต้นกก ผักตบชวา S กำมะถัน กระเทียม หอมใหญ่ หอมแดง สะตอ ผักชี Fe เหล็ก กระถิน พริก ใบฟักทองแก่ น้ำต้มปลาหมึก B โบรอน ผักบุ้ง ตำลึง เสาวรส พืชเถาว์ Si ซิลิกอน แกลบดำ แกลบดิบ หินภูเขาไฟ Cu ทองแดง เห็ดฟาง ต้นหรือใบข่า วัชพืช Mn แมงกานีส ลูกตำลึงสุก มะเขือเทศสุก
29 ตุลาคม 2561
585
หัวปลี สมุนไพรที่แม่ลูกอ่อนทุกคนรู้จักดี นอกจากจะช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้อย่างดีเยี่ยมแล้ว หลังจากตัดหัวปลีออกมาแล้ว น้ำยางจากหัวปีกล้วยยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ เนื่องจากมีสารที่เรียกว่า แทนนิน (tannin) ที่จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราได้เป็นอย่างดี ซึ่งหลังจากที่รองได้น้ำยางมาเรียบร้อยแล้ว ให้นำมาผสมกับเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ในอัตราส่วน 1:1 แล้วหมักทิ้งไว้ 1 คืน หลังจากหมักเรียบร้อยแล้ว ให้นำน้ำหมักยางหัวปลี 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำ 5 ลิตร แล้วนำไปฉีดพ่นกับต้นพืช ที่มีปัญหาการระบาดของโรคราดำ ราขาว ไม่ว่าจะเป็น ราดำมะม่วง ราขาวฝรั่ง ราขาวเงาะ รวมถึงราทุกชนิด ฉีดพ่นทุก ๆ 5-7 วัน จะช่วยลดความรุนแรงได้ ที่สำคัญยังสามารถกำจัดเพลี้ยชนิดต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
22 ตุลาคม 2561
854
สัตว์เลี้ยงประเภทสัตว์ปีกอย่าง ไก่ เป็ด นก มักพบว่ามีโรคระบาดเกิดขึ้นเป็นประจำ จะเห็นได้จากข่าวการสูญเสียที่เกษตรกรจำเป็นต้องฆ่าเป็ด ไก่ นก ที่ป่วยด้วยโรคไข้หวัดนก H5N1 กันยกเล้า ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้ในสัตว์ปีก เพราะเป็นโรคที่สามารถติดต่อไปยังมนุษย์ได้ การทำลายทิ้งจึงเป็นวิธีรับมือที่จะช่วยยับยั้งการแพร่ระบาดได้ดีที่สุด นอกจากโรคนี้แล้ว ยังจะมีโรคอหิวาต์,โรคนิวคัสเซิล,โรคฝีดาษ,โรคกล่องเสียงอักเสบ,โรคมาเร็กซ์ ฯลฯ ที่คอยสร้างความเจ็บป่วยให้สัตว์ปีกล้มตายได้อีกมากมาย "การเสริมภูมิคุ้มกันให้สัตว์เลี้ยง" จึงเป็นวิธีที่เกษตรกรควรนำมาใช้ในการบริหารจัดการ เพื่อเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ เริ่มด้วยการเตรียมส่วนผสมทั้งหมด แล้วสับหัวขมิ้นชันและไพลให้ละเอียดก่อนนำไปผสมกับปลายข้าว รำข้าวและน้ำเปล่าตามสูตร ระหว่างผสมต้องค่อยๆ เติมน้ำลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากันไปเรื่อยๆ จนกว่าส่วนผสมทุกอย่างจะกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อผสมเสร็จแล้วต้องให้ส่วนผสมนั้นมีความหนืดอยู่บ้าง กำแล้วเป็นก้อนไม่เละเหลวจึงจะดี จึงจะนำไปให้สัตว์ปีกกินเพียงมื้อเดียวในช่วงเย็น ทุก 10-15 วัน จะทำให้สัตว์ที่เลี้ยงไว้ไม่ค่อยเป็นโรค เป็ด-ไก่โตดี ไม่มีพยาธิ ลดอัตราการตายจากโรคลงได้ ทั้งยังจะได้คุณภาพเนื้อดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารปกติอีกด้วย หมายเหตุ : - สูตรนี้ให้เป็ด-ไก่กินได้ประมาณ 200 ตัว ถ้ามีน้อยหรือมากกว่านี้ให้ปรับลดเอาตามสัดส่วน
9 ตุลาคม 2561
736
คนเมือง พื้นที่น้อย รักสุขภาพ อยากจะปลูกผักไว้รับประทานเอง ทำได้ไม่ยากนะคะ เพียงแค่เลือกวัสดุปลูกที่เหมาะกับพื้นที่ที่อยู่อาศัย อย่างเช่น กระถาง ขวดพลาสติกขนาดใหญ่ ยางรถยนต์ ตะกร้า เข่ง และวัสดุเหลือใช้อื่น ๆ ที่สามารถใส่ดินปลูกได้ เลือกวางในจุดให้แสงแดดส่องถึงและมีอากาศถ่ายเท ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของต้นพืช และหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย(อินทรีย์) และใส่ใจ เราก็จะได้ผักสด ๆ ปลอดสารพิษไว้รับประทานเองที่บ้านแล้วหละคะ และผักสวนครัวที่ทีมงานรักบ้านเกิดดอทคอมนำมาแนะนำวันนี้ ก็ประกอบไปด้วย ผักชี ต้นหอม พริก กะเพรา ผักบุ้ง และแตงกวา นะคะ แล้วผักแต่ละชนิดปลูกยังไง ดูแลแบบไหน ไปดูกันเลย... "ผักชี" เริ่มด้วยการนำดินปลูกมาตากให้แห้ง จากนั้นเอาไปผสมกับปุ๋ยคอกที่เตรียมไว้ แล้วนำเมล็ดพันธุ์ผักชีมาบดเบา ๆ ให้แตกออกเป็น 2 ส่วน แช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมง นำมาผึ่งลมอีกครั้ง ก่อนคลุกเมล็ดพันธุ์กับทรายและขี้เถ้า แล้วปลูกลงในกระถาง คลุมหน้าดินด้วยฟาง ตามด้วยรดน้ำให้ชุ่มแต่อย่าแฉะเกินไป หลังจากนั้นก็รดน้ำตามปกติ ใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ๆ ก็เก็บรับประทานได้แล้วหละคะ "ต้นหอม" ให้นำเปลือกถั่วลิสงบดมาผสมกับดินร่วน นำดินใส่ในกระถางปลูก แล้วนำต้นหอมมาตัดตั้งแต่รากขึ้นไปยังลำต้นประมาณ 1.5-2 นิ้ว ให้เหลือท่อนเล็ก ๆ ก่อนปักชำลงในกระถางที่เตรียมไว้รดน้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า - เย็น หลังจากใบงอกแข็งแรงแล้ว ให้เปลี่ยนมารดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็พอ ประมาณ 1 เดือนก็เก็บไปปรุงอาหารได้แล้วหละคะ "พริก" เริ่มจากนำเมล็ดพริกไปแช่น้ำไว้ 1 วัน ผึ่งให้ ระหว่างรอเมล็ดพริกแห้งก็ไปผสมดินร่วน ทราย และปุ๋ยหมักเพื่อเทลงในกระถางเพาะกล้า จากนั้นหย่อนเมล็ดพริกลงไปปลูกในดิน ดูแลรดน้ำให้ต้นโตสูงประมาณ 6 นิ้ว คัดเลือกเอาต้นกล้าที่แข็งแรงที่สุดไปปลูกในกระถางที่มีดินร่วนปนทรายและปุ๋ยหมัก รดน้ำเช้า ? เย็น และตั้งให้โดนแดด พริกจะออกดอกและให้ผลผลิตประมาณ 2-3 เดือน "กะเพราะ" ใครที่ชอบกินผัดกะเพราเป็นชีวิตจิตใจ ปลูกไว้กินเองก็เก๋ไม่เบานะคะ และถ้ายังมีต้นกะเพราเหลืออยู่ในครัว อย่าเพิ่งทิ้งนะคะ ให้นำก้านมาลิดใบออกจนหมด และตัดฐานก้านออกเพียงเล็กน้อย จากนั้นนำไปปักลงในกระถางที่มีดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำเช้า-เย็นให้ชุ่มแต่อย่าแฉะ และตั้งให้โดนแดด รอจนต้นโต แตกใบ ก็เก็บผัดต่อได้เลยค่ะ "ผักบุ้ง" ปลูกในดินร่วนผสมปุ๋ยคอก แล้วรากจะงอกออกมาภายใน 2-3 วัน จากนั้นควรดูแลเรื่องความชื้นของดินเป็นพิเศษ เพราะผักบุ้งเป็นพืชที่ชอบความชื้นมาก อย่าปล่อยให้ขาดน้ำเด็ดขาด มิเช่นนั้นต้นจะตายได้ รออีกแค่ 1 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตมากินได้เลย "แตงกวา" ใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ในอัตราส่วนที่เท่า ๆ กัน ในกระถางปลูก จากนั้นนำเมล็ดที่สมบูรณ์ลงไปปลูกในกระถาง ประมาณ 4-5 เมล็ด เมื่อต้นเริ่มโตเพียง 5-7 เซนติเมตร ให้เลือกปลูกต้นที่สมบูรณ์แข็งแรงเก็บไว้แล้วถอนต้นที่ไม่สมบูรณ์ทิ้งไป หาไม้หลักมาปักให้ต้นเลื้อย รดน้ำที่โคนต้นให้ชุ่ม นำมาตากแดดวันละ 6 ชั่วโมง และใส่ปุ๋ยบำรุงดิน ประมาณ 40 วันก็สามารถเก็บผลผลิตได้ และจะเก็บได้เรื่อย ๆ อีกประมาณ 1 เดือน
2 ตุลาคม 2561
449
สมุนไพร ที่กินกันมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ผลผลิตที่ได้จากต้นกล้วย พืชสารพัดประโยชน์ ที่ใช้ได้ตั้งแต่ ลำต้น ก้าน ใบ ผล รวมไปถึงดอก อย่าง "ปลีกล้วย" ที่ถือเป็นสมุนไพรเพิ่มน้ำนม ให้กับคุณแม่ให้นมบุตร ได้เป็นอย่างดี ปลีกล้วยนิยมนำมาประกอบอาหาร ได้ทั้งแกง ผักเคียง รวมไปถึงทอดมัน แต่สรรพคุณของปลีกล้วยนั้นมีมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งในเรื่องของ การช่วยให้หน้าอกเต่งตึง สมบูรณ์ ไม่หย่อนยาน ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย ช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง และช่วยให้ฟันขาวสะอาด รักษาโรคกระเพราะ และแก้ร้อนใน ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นวลเนียน ดูมีน้ำมีนวล หัวปลีดีต่อผู้ป่วยโลหิตจาง และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยบำรุงลำไส้ ช่วยแก้อาการปวดท้อง ยางจากหัวปลียังใช้รักษาแผลสด หรือทาบริเวณที่แมลงกัดต่อยได้ หัวปลีนั้นเหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด หัวปลีช่วยรักษาแผลในปากให้หายเร็วขึ้น ช่วยแก้ร้อนใน แผลปากเปื่อย ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในร่างกาย แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ จากสรรพคุณที่มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ปัจจุบันนี้ "ปลีกล้วย" เป็นที่ต้องการอย่างมากในต่างประเทศ และมีราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 1000 บาทเลยทีเดียว รู้แบบนี้แล้ว อาหารบนโต๊ะมื้อต่อไป ควรจะมีเมนูจาก "หัวปลี" ก็จะดีต่อใจ และดีต่อสุขภาพไม่น้อยเลยหละคะ
18 กันยายน 2561
730
"ทำไม มูลไส้เดือนดิน" จึงมีประโยชน์เหนือกว่าปุ๋ยชนิดอื่น ??? หากเอ่ยถึงปุ๋ยแล้ว ที่เราทราบกันดีคือปุ๋ยต้องมีธาตุอาหาร NPK (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม) ซึ่งเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการ และในมูลไส้เดือนดินนั้น นอกจากจะมีธาตุอาหารหลักอย่าง NPK แล้ว ยังประกอบไปด้วยสารอื่น ๆ ที่ดีต่อพืชอีกด้วย มูลไส้เดือนดิน จะมีจุลินทรีย์หลากหลายชนิดมากกว่าที่พบในปุ๋ยหมักธรรมดา นอกจากนั้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2545 หรือ ค.ศ 2002 ได้มีรายงานการวิจัยพบสารฮอร์โมนสำคัญเพื่อการเจริญเติบโตของพืชในมูลไส้เดือนดินเพิ่มขึ้นจากเดิม ทำให้แน่ใจได้ว่าในมูลไส้เดือนดินมีสารต่างๆ คือ ฮิวมัท (humates) ออกซิน (auxins) ไคเนติน (kinetins) จิเบอเรลริล (gibberellins) และไซโตไคนิน (cytokinins) เป็นตัวควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เพิ่งเริ่มเข้าใจความสำคัญของสารอินทรีย์เหล่านี้ ว่าทำหน้าที่ต่างๆเช่นกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์พืช ทำให้รากรับอาหารไปใช้ การหันหน้าของดอกไม้เข้ารับแสงแดด ควบคุมความยาวของเซลล์และแม้กระทั่งทำหน้าที่เป็นสารต้านการแก่ตัวของพืชไม่ให้เน่าเปื่อยเร็ว นอกจากนั้นยังค้นพบว่ามีเอนไซม์ไคติเนส (kitinase) ซึ่งสามารถละลายไคตินสารชีวะเคมีชนิดหนึ่งที่ประกอบกันเป็นเปลือกชั้นนอกของแมลง ด้วยเหตุนี้มูลไส้เดือนดินจึงมีฤทธิ์ในการขับไล่แมลงได้อีกด้วย "โอ้โห!!เจ้าไส้เดือนตัวจิ๋ว แจ๋วจริง ๆ ด้วยแหละค่า"
10 กันยายน 2561
603
การเลี้ยงโคขุน แน่นอนว่าหากโคมีขนาดใหญ่ ก็จะขายได้ในราคาที่สูงกว่า เรื่องของอาหารนั้นมีส่วนสำคัญ ทีมงานรักบ้านเกิดดอทคอม จึงนำสูตรการทำอาหารเพิ่มพลังให้กับโคมาฝากกัน เกษตรกรทำเองได้ ต้นทุนไม่สูงอีกด้วย นั่นก็คือ ?มันหมักยีสต์? ซึ่งมันหมักยีสต์นั้นเป็นอาหารที่โคชอบกินและเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง ส่งผลให้เติบโตรวดเร็ว หากกินอย่างต่อเนื่อง และนอกจากมันหมักยีสต์แล้วก็ต้องมีอาหารจำพวกหญ้าด้วย เนื่องจากหากกินแต่มันหมักยีสต์เพียงอย่างเดียว เนื้อของโคจะมีมันมากจนเกินไป โดยให้กินหญ้าประมาณตัวละ 1 กิโลกรัม/วัน สลับกับฟางข้าว การเลี้ยงโคด้วยอาหารแบบนี้จะทำให้โคโตเร็วขึ้น
4 กันยายน 2561
3,509
สาว ๆ สวยประหยัด ต้องหยุดดูทางนี้นะคะ รักบ้านเกิดดอทคอม มีเรื่องราวดี ๆ มาฝาก อยากผมสวย นุ่ม ลื่น ทำได้ไม่ยาก ไม่เปลืองสตางค์ที่สำคัญใช้ของหาง่าย อย่าง "น้ำซาวข้าว" บ้านเรานี่หละค่า อย่างที่รู้กันอยู่แล้วว่า ข้าวนั้น เป็นพืชที่มากด้วยคุณประโยชน์ นอกเหนือจากการรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ข้าวยังสามารถที่จะนำมาทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย เราจะสังเกตุเห็นอยู่ตามท้องตลาดกับผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ บำรุงผม ที่มีส่วนประกอบของข้าวเป็นหลัก เพราะในข้าวนั้นอุดมไปด้วย วิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ที่ทั้งผิวและผมของคุณหนุ่ม ๆ สาว ๆ สุขภาพดีขึ้นมาได้ สูตรน้ำซาวข้าวหมักผมในวันนี้นอกเหนือจากการบำรุงแล้ว ยังป้องกันรังแค และมีกลิ่นหอมของข้าวอ่อน ๆ อีกด้วย
21 สิงหาคม 2561
794
รักบ้านเกิดดอทคอมวันนี้ มีสูตรปุ๋ย เร่งโตให้กับพืชพันธุ์ของพี่น้องเกษตรกรมาฝากกันจ๊า หลังจากที่เราได้ส่วนผสมครบแล้ว นำทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน เติมน้ำที่ไม่มีคลอรีนให้เหนียวพอปั้นเป็นก้อนได้ จากนั้นเป็นขนาดเท่ากับลูกเทนนิส ใส่ตะกร้าวางไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเท แล้วนำตาข่ายไนล่อน หรือกระสอบป่านชุบน้ำพอหมาด คลุมไว้ 7วัน แล้วนำมาใช้ได้เลย ซึ่งสูตรที่นำมาฝากกันในวันนี้สามารถใช้ได้ทั้งในรูปแบบแห้งและน้ำ ส่วนจะใช้อย่างไรไปดูกันเล๊ย การใช้แบบแห้ง สำหรับนาข้าว 1 ก้อน / ตารางเมตร วางไว้ได้เลย หากเป็นไม้ผลอย่างเช่นมะนาว ต้นหนึ่งใช้ประมาณ 3 ก้อน โดยใช้วิธีการฝังรอบ ๆ ทรงพุ่ม ปุ๋ยก้อนนี้มีจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ หากดินมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะยิ่งเอื้อต่อการเจริญเติบโตของพืชและทำให้ได้ผลผลิตที่ดีขึ้นอีกด้วย การใช้แบบน้ำ ใช้ก้อนปุ๋ยจำนวน 15 ก้อน ละลายกับน้ำ 100 ลิตร เติมนมเปรี้ยวและน้ำตาลทรายแดงลงไปอีกนิดหน่อย จากนั้นนำน้ำปุ๋ยก้อนที่ผสมแล้ว 100 ซีซี มาผสมกับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในนาข้าวทุก 7-10 วัน สูตรนี้จะช่วยให้ข้าวแตกกอดี ลำต้นแข็งแรง และสามารถใช้กับพืชผักและผลไม้ได้ ด้วยการรดทันทีหลังจากการปลูก จะช่วยกระตุ้นเส้นใยจุลินทรีย์ในดินให้ทำงานได้ดีขึ้น ทำให้พืชเจริญเติบโตดี และแข็งแรง
16 สิงหาคม 2561
981
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ.2561
กรุงเทพมหานคร
22-32°C
เชียงใหม่
18-28°C
นครราชสีมา
20-31°C
ชลบุรี
23-32°C
นครศรีธรรมราช
24-27°C
ภูเก็ต
24-27°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×