เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
Big Data กับการท่องโลกเกษตร
30 กันยายน 2563
836
ในอุตสาหกรรมอาหาร การทำให้เกิดผลกำไรจากการใช้ทรัพยากรที่จำกัด คือหัวใจหลักไม่ต่างจากอุตสาหกรรมประเภทอื่นๆ และเมื่อมีการวิเคราะห์ข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้อง?Big Data ก็พร้อมที่จะเข้าไปผจญภัยในโลกแห่งอาหาร เพื่อให้เห็นภาพการทำงานของ Big Data ในด้านอุตสาหกรรมอาหาร เราจะมาดูเคสต่างๆที่มีการใช้งาน Big Data ในการช่วยวิเคราะห์กัน
1. การเพาะปลูกที่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม
เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี เก็บเกี่ยวได้มาก การเพาะปลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ใช้วัสดุและวัตถุดิบให้คุ้มค่าที่สุดคือหัวใจสำคัญ Big Data สามารถเข้ามาช่วยด้านนี้ได้ด้วยการวิเคราะห์หาช่วงเวลาที่ดีและเหมาะสมที่สุดที่จะใช้เพาะปลูก และการนำเอาข้อมูลทางภูมิศาสตร์มาวิเคราะห์ถึงสภาพดินเพื่อดูว่าต้องใช้ปุ๋ยและแร่ธาตุอาหารอะไรในการช่วยเพาะปลูก นอกจากนี้ยังสามารถหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการเพาะปลูกได้อีกด้วย เพื่อป้องกันการขาดทุนและสูญเสียผลผลิตที่อาจจะตามมา

2. นำเสนอกระบวนการเพาะปลูกที่โปร่งใส
กระแสการกินผลผลิตที่ปลอดสารพิษเป็นกระแสที่มีมานาน และผลผลิตที่ตอบสนองในด้านนี้ได้ก็จะกลายเป็นผลผลิตที่มีราคาสูง ดังนั้นในหลายๆฟาร์มจึงได้มีการนำเอา Big Data เข้ามาใช้เพื่อจัดเก็บและบันทึกข้อมูลในการระหว่างการเพาะปลูก โดยจัดเก็บทุกๆขั้นตอนและกรรมวิธีในการผลิต ซึ่งเป็นไปทั้งเพื่อรักษามาตรฐานและเพื่อติดตามการเพาะปลูก นอกจากนี้ยังสามารถนำเอาข้อมูลเหล่านี้มาแยกเป็นแต่ละขั้นตอนเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้าได้ด้วย ซึ่งการนำเสนอวิธีการเพาะปลูกจะทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นที่จะซื้อสินค้าและยังเป็นการเพิ่มมูลค้าอีกด้วย

3. การรับประกันผลผลิต
การทำประกันผลผลิตจากการเกิดภัยพิบัติและการเกิดสภาวะราคาผลผลิตตกต่ำมีมานานแล้ว แต่ Big Data เพิ่งถูกนำเข้ามาใช้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยตัวอย่างบริษัทประกันผลผลิตขนาดใหญ่ที่ใช้ Big Data ในการช่วยวิเคราะห์ คือ The Climate Corporation ซึ่งมีการนำเอา Big Data เข้ามาใช้ช่วยวิเคราะห์ว่า ช่วงไหนควรจะเพิ่มเบี้ยประกันจากความเสี่ยงที่อาจเกิดภัยพิบัติ หรือ ช่วงไหนที่ควรลดเบี้ยประกันลง ทั้งนี้ทางบริษัทเองมีข้อได้เปรียบอย่างมากในการนำเอา Big Data เข้ามาใช้งานจากการมีข้อมูลการประกันผลผลิตในมือย้อนหลังกว่า 30 ปี นอกจากนี้ทางภาครัฐเองก็มีการนำเอา Big Data เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์เพื่อหานโยบายช่วยเหลือการประกันราคาผลิตผลทางการเกษตรด้วยเช่นกัน
4. ช่วยให้เกิดเมนูจานใหม่
Big Data ถูกนำมาใช้ในส่วนนี้เพื่อช่วยค้นหาเมนูจานเด็ด หรือ เมนูอาหารที่กำลังติดเทรนด์และเป็นที่นิยม เพื่อใช้ในการคิดค้นเมนูใหม่ๆให้กับร้านอาหารของตัวเอง ตัวอย่างเช่นร้านค้าที่มีขื่อว่า Food Genius ก็ได้ใช้ Big Data คู่กับแพลตฟอร์มที่มีอยู่ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้สามารถค้นหาร้านอาหารที่กำลังเป็นที่นิยมได้จากการค้นหาร้านอาหารที่มีอยู่กว่า 350,000 ร้านและมีเมนูมากกว่า 15 ล้านเมนู ทั้งนี้ Big Data ยังสามารถช่วยวิเคราะห์และจับคู่เมนูอาหารเพื่อสร้างสรรค์เมนูอาหารจานใหม่ขึ้นมาได้อีกด้วย

5. ช่วยบำรุงรักษาอุปกรณ์ทางการเกษตร
ในปัจจุบันที่ Big Data เริ่มเป็นที่แพร่หลาย ในหลายๆฟาร์มได้มีการนำเอา Big Data เข้ามาใช้ในการบำรุงรักษาอุปกรณ์ทางการเกษตร โดยมีการนำเซ็นเซอร์ไปติดไว้ตามอุปกรณ์ต่างๆเพื่อเก็นค่าการใช้งาน และวิเคราะห์หาการเสื่อมสภาพ รวมถึงวิธีการใช้งานที่ช่วยยืดอายุการใช้งาน รวมทั้งวิธีการบำรุงรักษา ซึ่งการเก็บข้อมูลเอาไว้จะช่วยป้องกันการเสียเวลาจากการเกิดความเสียหายของเครื่องมือ พูดง่ายๆก็คือจะสามารถเช็คและรู้ล่วงหน้าได้ว่าอุปกรณ์ได้ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแล้วนั้นเอง
6. การขนส่ง
Big Data ถูกนำมาใช้ในกระบวนการขนส่งในหลายๆบริษัทที่ให้บริการด้านการส่งอาหารของร้านอาหารและการส่งวัตถุดิบจากฟาร์ม โดยเป็นการช่วยในแง่ของการเสนอแนะให้บริการที่ตรงต่อความต้องการที่สุดให้แก่ลูกค้า ประมาณเวลาที่จะใช้ในการส่ง และราคาที่เหมาะสม ซึ่งบริการขนส่ง 3 ประเภทในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตรที่มีการใช้ Big Data ได้แก่ บริการส่งวัตถุดิบ อย่าง InstaCart และ FreshDirect บริการส่งอาหารจากร้านอาหารอย่าง Caviar และ GrubHub และบริการรับจัดงานเลี้ยงอย่าง Good Lunch และ ZeroCater

7. การป้องกันการเน่าเสีย
นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของ Big Data โดยเป็นการป้องกันการเน่าเสียด้วยการติดตั้งเซ็นเซอร์เพื่อตามเก็บข้อมูลในทุกๆขั้นตอนของการเจริญเติบโต ซึ่งจะช่วยให้สามารถคำนวณได้ว่าช่วงอายุใดของผลผลิตที่เหมาะที่สุดที่จะส่งออกสู่ตลาด เพื่อป้องกันราคาตกต่ำจากการเน่าเสียของผลผลิต และการเน่าเสียที่ส่งผลให้ไม่สามารถส่งขายออกสู่ท้องตลาดได้ ซึ่งเมื่อมีการวิเคราะห์ข้อมูลของ Big Data เข้ามาช่วยก็ทำให้สามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกของผลผลิตทางการเกษตรทั่วโลกได้ถึง 10% โดยเพิ่มขึ้นจาก 5% เป็น 15%

8. คุณภาพอาหาร
สิ่งสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารคือ คุณภาพของอาหาร เพราะอาหารคุณภาพแย่ไม่ใช่แค่รสชาติไม่อร่อยเท่านั้น แต่ยังมีอันตรายถึงชีวิตอีกด้วย Big Data ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยรักษาคุณภาพอาหารได้ด้วยการติดตามอายุของวัตถุดิบที่มาจากหลากหลายที่ซึ่งจะถูกใช้ปรุงและเป็นส่วนประกอบของอาหาร จากนั้นจะถูกใช้เพื่อเก็บข้อมูลและติดตามสีของอาหาร หากมีการเปลี่ยนสีข้อมูลจะถูกส่งมาเตือนบริษัทที่ผลิตทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มีการส่งออกอาหารที่ไม่ได้คุณภาพ
9. การป้องกันข้อมูลและเจ้าของ
ข้อมูลทางการเกษตรและอาหาร ถือเป็นข้อมูลที่ต้องมีการดูแลรักษา เพราะหากหลุดออกไปจะก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการแข่งขันทางการตลาด ดังนั้นองค์กรที่มีชื่อว่า Open Ag Data Alliance จึงได้มีการออกกฎในเรื่องของความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยสำหรับใช้กับข้อมูลทางการเกษตรโดยเฉพาะ ซึ่งแบ่งวัตถุประสงค์ออกเป็น 2 อย่าง คือ หากจะมีการแชร์ข้อมูลไปหาบุคคลที่ 3 ได้ ต้องได้รับการอนุญาตจากเกษตรกรเจ้าของข้อมูลเสียก่อน มีกานสร้างเครือข่ายสำหรับผู้พัฒนา บริษัท เกษตรกรและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมทำการวิเคราะห์ข้อมูลในอุตสาหกรรมการเกษตรโดยเฉพาะ

10. ช่วยขจัดความหิวโหย
จากการนำ Big Data มาใช้ในกระบวนการทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น จะนำไปสู่แน้วโน้มที่จะสามารถขจัดปัญหาความหิวโหยได้ เนื่องจากอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารที่ได้รับการพัฒนาและมีการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จะส่งผลให้ผลผลิตมีมากขึ้นรวมถึงมีคุณภาพดีขึ้นตามไปด้วย สังเกตได้จากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มมากขึ้นถึง 10% ทำให้คาดการณ์ว่าหากยังมีการพัฒนาอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ ปัญหาความหิวโหยและอาหารไม่เพียงพอก็อาจจะค่อยๆถูกเยียวยาได้
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
ขอบคุณ : LinkedIn,InsideBIGDATA,Tata Chemicals ,http://bigdataexperience.org
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
24-29°C
เชียงใหม่
21-27°C
นครราชสีมา
22-28°C
ชลบุรี
24-28°C
นครศรีธรรมราช
24-30°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×