เรื่องเด็ดเกร็ดเกษตร
ตายแล้วไปไหน?...
24 กุมภาพันธ์ 2563
952
เรามีทางเลือกหลังความตายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาบอก?...
เพราะตอนนี้รัฐวอชิงตัน อนุมัติ เปลี่ยนศพคนตายให้กลายเป็นปุ๋ย โดยจะเริ่มใช้พฤษภาคม 2020 นี้
ลินน์ คาร์เพนเตอร์-บอกส์ ศาสตราจารย์ด้านปฐพีวิทยาและเกษตรกรรมยั่งยืน มหาวิทยาลัยวอชิงตันสเตท และที่ปรึกษาฝ่ายวิทยาศาสตร์ของบริษัทรีคอมโพส (Recompose) เปิดเผยผลการทดลองทำปุ๋ยมนุษย์ในรัฐวอชิงตัน ระหว่างการสัมมนาว่าด้วยเทคโนโลยีและความตายในงานประชุมประจำปีของสมาคมความก้าวหน้าวิทยาศาสตร์อเมริกันเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

โครงการนำร่องนี้ได้ลองทำปุ๋ยจากร่างมนุษย์ 6 ร่างเพื่อทดสอบความปลอดภัยและประสิทธิภาพของวิธีนี้ นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลาวิจัย 4 ปีโดยตั้งต้นจากการประยุกต์วิธีทำปุ๋ยจากปศุสัตว์ที่มีอยู่แล้ว จากนั้นก็หาอาสาสมัครที่ยินยอมให้ใช้ร่างหลังจากที่ตนเองเสียชีวิตไปแล้วในการวิจัย 6 คน คาร์เพนเตอร์-บอกส์ พบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุดคือ 55 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลาหนึ่ง

กระบวนการนี้เรียกว่าการลดรูปแบบอินทรีย์ตามธรรมชาติ (Natural organic reduction) เปลี่ยนศพให้เป็นปุ๋ยได้ในปริมาณ 2 คันรถเข็นขนดินภายในเวลา 4-6 สัปดาห์ ศพจะถูกนำไปใส่ในตู้คอนเทนเนอร์เหล็กรูปหกเหลี่ยมที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ พร้อมกับเศษไม้หั่นชิ้นเล็กๆ หญ้า และฟาง ระบบที่ควบคุมความชื้นและสัดส่วนของคาร์บอนไดออกไซด์ทำให้เหมาะกับการเจริญเติบโตของแบคทีเรียชนิดหนึ่งช่วยเร็งอัตราการย่อยสลายให้เร็วขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นกระดูกหรือฟันก็ย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ ส่วนชิ้นส่วนของอุปกรณ์ที่ฝังอยู่ในร่างกาย เช่น สะโพกเทียม เครื่องควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจจะถูกคัดออกและนำไปรีไซเคิล ดินที่ได้จะมีแบคทีเรียโคลิฟอร์มในปริมาณต่ำ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความปลอดภัยทางชีวภาพ ญาติของผู้ตายก็สามารถนำดินนี้ที่คล้ายกับเถ้าถ่านหรืออัฐิไปเก็บไว้ หรือใช้ปลูกต้นไม้ได้
กระบวนการนี้ใช้พลังงานเพียง 1 ใน 8 ของการเผา คาร์เพนเตอร์-บอกส์ระบุว่า การเผาศพ 1 ศพในสหรัฐอเมริกาผลิตคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับการเผาน้ำมัน 800,000 บาร์เรล หรือเท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ใช้ไปกับการเดินทางจากลอนดอนไปยังโรม ส่วนการฝังก็ปล่อยของเหลวที่สามารถปนเปื้อนน้ำใต้ดิน ส่วนโลงศพก็ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและไม้และเหล็ก

ในทางกฎหมาย รัฐวอชิงตันจะเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้การเปลี่ยนศพมนุษย์เป็นปุ๋ยเป็นสิ่งถูกกฎหมาย โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2020 และบริษัทรีคอมโพสก็มีแผนที่จะเปิดให้บริการโดยเริ่มจากรัฐวอชิงตันก่อน ตอนนี้บริษัทมีแผนสร้างอาคารเพื่อรองรับธุรกิจนี้ โดยใช่เงินลงทุนไปแล้ว 6.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตั้งเป้าว่ากระบวนการทำปุ๋ยจากมนุษย์นี้ ผู้ใช้บริการจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 5,500 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างค่าฝังศพที่ใช้เงิน 1,000-7,000 ดอลลาร์สหรัฐ และค่าเผาศพที่ใช้เงินอย่างน้อย 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ


มากไปกว่านั้นยังมีการทำโลงศพแคปซูลต้นไม้โดยดีไซเนอร์ชาวอิตาลีเรียกว่า Capsula Mundi รูปทรงไข่ ทำจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ เมื่อฝังลงดินแล้วจะย่อยสลายทำให้ร่างกายกลายเป็นปุ๋ยอีกด้วย


และยังมีชุดเห็ดย่อยศพ ที่ทำมาจากเห็ดให้ร่างสวมใส่ก่อนฝังดิน เพื่อย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยกลับสู่ธรรมชาติได้อีกด้วย เรียกว่า Mushroom Burial Suit

ถือเป็นวิธีลาโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราก็สามารถเลือกวิธีลาโลกได้ ที่เป็นการตอบแทนและให้คืนกับโลกอีกด้วย
แหล่งอ้างอิงข้อมูล :
Web : Themomentum / Page : Environman
https://www.theguardian.com/society/2020/feb/16/human-composting-could-be-the-future-of-deathcare
https://www.bbc.com/news/science-environment-51389084
https://www.geekwire.com/2020/tech-death-researchers-work-new-ways-handle-remains-flesh-online/
    
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
27-32°C
เชียงใหม่
24-32°C
นครราชสีมา
25-32°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
25-30°C
ภูเก็ต
26-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×