เกษตรกรต้นแบบ
"ชาตรี เพชรแอน : เกษตรกรยุคใหม่ ทำนาไม่เผาตอซัง ลงทุนน้อยกำไรเยอะ"
 23 มีนาคม 2560   147
จ.นครปฐม
เมื่อผมตัดสินใจแล้วว่า จะเป็นชาวนา
ข้าวทุกต้นที่ปลูกต้องได้คุณภาพ มีคุณค่า
และมีสารเคมีน้อยที่สุด

คุณชาตรี เพชรแอน เกษตกรยุคใหม่ไฟแรง วัย 33 ปี กับนาข้าว 100 ไร่

ชาวนา คือ กระดูกสันหลังของชาติที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ศตวรรษ ข้าวก็ยังเป็นอาหารหลัก และเป็นอาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงคนไทยมาตลอดตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันนี้ ลูกหลานชาวไทยจะคุ้นเคยกับชาวนาเป็นอย่างดี คุณชาตรี เพชรแอน ชาวนาโดยสายเลือด เล่าให้ฟังว่า ผมทำนามาตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบเลย ผมรักและพอใจที่จะเป็นชาวนาปลูกข้าวให้คนไทยกิน โดยที่คนไทยจะต้องได้กินข้าวดี มีคุณค่า และปลอดภัยจากสารเคมี คุณชาตรี เป็นหนึ่งในเกษตรกร ที่มองว่า การทำนาแบบเดิม ที่พึงพาสารเคมี ลงทุนเยอะ ถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำนา ชาวนาในประเทศจะลดลง เพราะสู้ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นไม่ไหว สุดท้ายทุ่งนาก็จะร้าง ชาวนาก็จะไม่ทำนา คุณชาตรีเล่าให้ฟังต่อว่า หลังจากเข้าร่วมเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ จากที่เคยทำนาแบบเดิมๆเหมือนที่พ่อแม่เคยทำ คือ เผาตอซังฟางข้าว เพราะคิดว่า วิธีนี้สบาย ไถนาง่าย ใครๆก็ทำกัน แต่จริงๆแล้ววิธีนี้กลับทำร้ายดิน ทำร้ายต้นข้าวมาก ทำให้ผลผลิตข้าวไม่ดี โรคแมลงจะเข้าทำลายข้าวได้ง่าย แต่หากชาวนา เปลี่ยนจากการเผา มาใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายตอซัง ฟางข้าวแทน เชื่อไหมว่า สามารถทำให้เพิ่มผลผลิตข้าวในนาได้ อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิตได้อย่างดี เพราะตอซังฟางข้าว เมื่อเกิดการย่อยสลายจะกลายเป็นปุ๋ย ช่วยในการปรับปรุงดิน ทำให้คุณภาพของดินดีขึ้น การใช้เชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวในนา เท่ากับเป็นการเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแก่ดินในลักษณะปุ๋ยหมัก ซึ่งปุ๋ยหมักจากฟางข้าวในท้องนาเหล่านี้จะมีธาตุอาหารเยอะเพียงพอสำหรับเลี้ยงต้นข้าวได้ดีมาก

ความเป็นมาเป็นไป...เหตุไฉนถึงต้องทำนา
ชาตรี เพชรแอน หนุ่มนครปฐม วัย 33ปี ลูกหลานชาวนาโดยกำเนิด เติบโตและผูกพันกับท้องทุ่งตั้งแต่เด็ก จำความได้ก็เห็นทุ่งนาแล้ว ตอนเด็กๆชาตรีจะชอบตามพ่อกับแม่มานาบ่อยๆ จนกระทั่งเรียนอยู่ชั้นประมาณ ป5-ป6. พ่อกับแม่ก็ให้ช่วยทำนา หน้าที่หลักของชาตรี คือ ช่วยพ่อไถนา ขอเล่าย้อนไปก่อนที่ผมจะไถนาได้ คือผมจะชอบนั่งมองพ่อไถนา จะดูว่าพ่อไถยังไง ขับรถไถนายังไง นั่งมองทุกวันทุกครั้งที่ไปนา แล้วก็คิดในใจว่าขับรถไถนาไม่ยาก แค่ใส่กียร์แล้วเดินตามรถไถนาไปก็น่าจะไถได้แล้ว พอดีมีจังหวะช่วงที่พ่อพักเหนื่อย ผมก็ลองขับเลย นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมไถนาได้ ตั้งแต่วันนั้นผมก็ช่วยพ่อไถนามาตลอด จนกระทั่งเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้วก็ไปเรียนต่อก.ศ.น. พอเรียนจบ ก.ศ.น. ก็มาทำนาอย่างเต็มตัวเลย

เมื่อกลายมาเป็นชาวนาอย่างเต็มตัว เป็นเสาหลักของครอบครัวในการทำนาแทนพ่อกับแม่ คุณชาตรีเล่าให้ฟังว่า ด้วยความเคยชิน เห็นพ่อกับแม่ทำนามาตลอด แรกๆก็ทำนาแบบเดิมๆ ทำเหมือนที่พ่อกับแม่เคยทำ คือ หลังเกี่ยวข้าวแล้วก่อนจะไถนา จะทำการเผาตอซังฟางข้าวในแปลงนาหมดเลย เพื่อที่จะได้ไถง่ายสะดวก คือไม่มีฟางพันล้อ ไม่มีฟางพันผาน แล้วก็จะได้ไม่เกิดแก๊สไข่เน่า หรือแก๊สมีเทน ทำให้ข้าวเราเมาซัง และใช้สารเคมีเต็มที่ร้อยเปอร์เซ็นต์ในการทำนาตลอดอายุจนเก็บเกี่ยว ช่วงนั้นการทำนาลงทุนค่อนข้างสูง ประมาณ 4000 ต่อไร่

รวงข้าวสมบูร์เมล็ดเต็ม

ทำอยู่ประมาณ 40 ไร่ แต่ขายข้าวได้ราคาตันละประมาณ 5-6 พันบาท คิดต้นทุนแล้วเหลือกำไรนิดหน่อย 1-2 พันบาท ส่วนมากกำไรที่เหลือจะเป็นค่าแรงของตัวเองทั้งนั้น ซึ่งชาตรียังบอกอีกว่า ทำนาแบบนี้อยู่หลายปี จนกระทั่งได้มีโอกาสเข้าร่วม เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก จากนั้น ชาตรีก็ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำนา

เป็นชาวนาต้องปรับตัว...
เมื่อการทำนา คืออาชีพหลักที่หล่อเลี้ยงทุกชีวิตในครอบครัวคุณชาตรีและหล่อเลี้ยงคนไทยทั้งประเทศให้อิ่มท้องแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้น ข้าวยังเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างรายได้เข้าประเทศปีๆหนึ่งมูลค่ามหาศาล คุณชาตรีบอกว่า เมื่อผมตัดสินใจแล้วว่า จะเป็นชาวนา ข้าวทุกต้นที่ปลูกต้องได้คุณภาพ มีคุณค่า และมีสารเคมีน้อยที่สุด เพราะเคยได้บทเรียนมาแล้วจากกการทำนาที่ใช้สารเคมี นอกจากข้าวจะได้ไม่ดีแล้ว ยังลงทุนเยอะ กำไรก็ไม่ค่อยมี ทำเท่าไหร่ก็ไม่เหลือเงินทุน เหนื่อยฟรี มีแต่ขาดทุน

ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ด ทำใช้เอง ประหยัดสุดๆ

จนกระทั่งมาพบมิตรในอาชีพการเกษตรจากการเข้าร่วมเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ทำให้คุณชาตรีเปลี่ยนเส้นทางเดินใหม่ ด้วยการหันมาทำนาแบบพึ่งพาธรรมชาติ ละ ลด การใช้สารเคมี คุณชาตรี ทำนา 100 กว่าไร่ ในวัย33ปี ด้วยใจที่มีความสุข ไม่เหนื่อย ไม่ท้อ เงินทุนก็ใช้น้อย มีเงินเหลือเก็บจุนเจือเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างไม่ต้องกังวลใจเลย

จุลินทรีย์ท้องถิ่น...ดินขุยไผ่
คุณชาตรี เล่าต่อว่า หลังจากหันหลังให้กับสารเคมี และการทำนาในรูปแบบเดิมๆ แล้ว คุณชาตรีก็มุ่งมั่นจะทำนาแบบพึ่งพาสารเคมีน้อยที่สุด หยุดการเผา ตอ ซังฟางข้าว แล้วใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว คืนความสมบูรณ์ให้กับดินทดแทน มีหลักคิดและการใช้ชีวิตที่คุณชาตรียึดถือมาตลอดจนกระทั่งทุกวันนี้ คือ เรียนรู้ เข้าใจ แบ่งปัน ซึ่งการ เรียนรู้ คือ เปิดรับสิ่งใหม่ๆอยู่ตลอดในทุกๆเรื่อง หมั่นศึกษา แม้จะเป็นชาวนาก็อย่าหยุดเรียนรู้ เข้าใจ คือ เราต้องเข้าใจในอาชีพที่เราทำ หมั่นสังเกต ว่าข้าวต้องการอะไร ลักษณะต้นข้าวเป็นอย่างไร ถ้าเข้าใจวิถีและกระบวนการการทำนาอย่างถ่องแท้ อาชีพที่ทำก็จะยั่งยืน สุดท้าย คือ การแบ่งปัน เมื่อเราประสบความสำเร็จ แล้ว ควรแบ่งปันเพื่อต่อยอดให้คนอื่นๆประสบผลสำเร็จด้วย ก็ยิ่งจะทำให้มีความสุข คุณชาตรีกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสดใส

คุณชาตรีเล่าให้ฟังต่อว่า หลังจากเข้าร่วมเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ ถึงได้รู้ว่าเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่มีคนเก่งๆเยอะมาก มีคนเก่งจาก จ. กาญจนบุรี จากจังหวัดอื่นๆที่พร้อมจะมาให้ความรู้แบ่งปันกันว่าควรจะต้องทำแบบไหน บางคนที่มีความรู้มากกว่าก็จะเอามาแชร์กัน จากที่เรามีความรู้กันคนละหนึ่งอย่าง ถ้าเรามี100 คน รู้คนละอย่าง เราก็จะได้รู้ความคิดทั้งหมด 100 ความคิดแล้ว ซึ่งทางเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ แนะนำให้ทำนาแบบลดต้นทุนด้วยการใช้น้ำหมักจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าว ซึ่งตอนนั้น คุณชาตรี คิดเลยว่า ทำไม่ได้หรอก เพราะเคยทำมาแล้วไม่ได้ผล แต่คุณดิเรก เจริญวงศ์สา เครือข่ายเกษตรกรของ จังหวัด กาญจนบุรี ก็มาให้ความรู้ และทำการเพาะเชื้อจุลินทรีย์จากดินขุยไผ่ ซึ่งคุณดิเรก อธิบายว่า จุลินทรีย์จะมีอยู่เยอะตามรากไผ่ โคนไผ่ เวลาใบไผ่ร่วงลงมาจะย่อยสลายใบไผ่ จนเป็นดินขุยไผ่ คนโบร่ำโบราณ เขาบอกว่า ดินขุยไผ่ คือดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ ปลูกต้นไม้งามมาก

คุณชาตรี เล่าให้ฟังต่อว่า คุณดิเรก นำดินนี้มาเพาะจุลินทรีย์ เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรได้ดู ได้ทำตาม เพื่อไว้ใช้ประโยชน์ในทางการเกษตร โดยเฉพาะการย่อยสลายตอซังฟางข้าว เพื่อลดต้นทุน และเกษตรกรจะได้ไม่ต้องเสียงเงินไปซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์ อีกอย่างภูมิปัญญานี้จะได้ยังคงอยู่เพื่อเป็นมรดกไว้ให้เกษตรกรรุ่นหลังๆได้ทำตามด้วย

หลังจากรับการอบรมเรื่องการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์ จากคุณดิเรก เจริญวงศ์สา เครือข่ายเกษตรกรของ จังหวัด กาญจนบุรี ผู้จุดประกายให้คุณชาตรี คิดจะลองใช้จุลินทรีย์อีกครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้คุณชาตรีเปลี่ยนวิธีการใช้จุลินทรีย์ใหม่ คือ จะทดลองทำในกะละมังก่อน เผื่อไม่ได้ผลจะได้ไม่ต้องเหนื่อย กับการไถนาแบบมีฟางข้าว ว่าแล้วคุณชาตรีก็ลงมือทำด้วยการจำลองใส่ดินในกะละมัง ใส่ฟางข้าว ใส่น้ำ ใส่จุลินทรีย์ เรียกว่าทำตามกระบวนการที่อบรมมาจากเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ทุกขั้นตอนเลย แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 8-10 วัน ปรากฏว่าฟางข้าวย่อยสลายหมด ไม่เหลืออะไรเลย เมื่อเห็นแบบนี้แล้ว คุณชาตรีจึงเกิดความมั่นใจ แต่ก็ยังไม่กล้านำจุลินทรีย์ไปใช้ย่อยสลายตอซังฟางข้าวในแปลงนาทั้งหมด คุณชาตรีก็ใช้วิธีการเดิมแต่เปลี่ยนจากกะละมัง แล้วนำจุลินทรีย์ไปหมักในแปลงนาแปลงเล็กๆก่อน ซึ่งคุณชาตรีจะเรียกแปลงนานี้ว่า แปลงแม่พันธุ์ ครั้งนี้ลองหมักจุลินทรีย์ 12 วัน ปรากฏว่าย่อยสลายหมดเลย และที่ดีไปกว่านั้นคุณชาตรีเล่าให้ฟังว่า นอกจากฟางข้าวจะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยแล้ว ยังทำให้ดินเกิดความอุดมสมบูรณ์ขึ้นกว่าเดิมอีก ดูได้จากต้นข้าวที่แข็งแรง ต้นใหญ่ รวงข้าวใหญ่ ต้นข้าวไม่ค่อยล้มด้วย หลังจากทำแปลงแม่พันธุ์ประสบความสำเร็จแล้ว คุณชาตรีจึงขยายไปแปลงอื่นๆต่อไปอีก

ปัจจุบัน คุณชาตรี ทำนากว่า 100 ไร่ ใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังฟางข้าวในนา แทนการเผามากว่า 3 ปีแล้ว เพราะการทำนาแบบนี้ ทำให้ดินดี ดินร่วนซุย ไถพรวนได้ง่าย ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน ทำให้ข้าวงาม ต้นแข็งแรง โรคแมลงไม่มี ลดการใช้ปุ๋ยเคมีได้ถึง 50% ประหยัดต้นทุนและมีผลกำไรเพิ่มสูงขึ้น

การทำนาแบบนี้คุณชาตรีบอกว่า ต้นทุนไม่เกิน 3,000 บาท ต่อไร่ แต่ถ้าหากทำนาแบบเดิม คือ เผาตอ ซังฟางข้าว ต้นทุนจะอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท ปุ๋ยเคมีที่ใช้ก็น้อยมาก นา100กว่า คุณชาตรีบอกว่าใช้ปุ๋ยประมาณ 100 กระสอบ เพราะหากนาแปลงไหนที่ต้นข้าวงามก็จะไม่เน้นใส่ปุ๋ยเคมี เพราะการใส่ปุ๋ยมากไปไม่ได้ส่งผลดีมีแต่จะทำให้ข้าวได้แต่งาม เมล็ดลีบ ต้นสูงล้มง่าย เก็บเกี่ยวแล้วไม่ได้ผลผลิต

พึ่งตนเองให้มากที่สุด ต้นทุนก็ลด ที่เหลือคือกำไร...
นอกจากนี้คุณชาตรี ยังแนะนำต่ออีกว่า การทำพันธุ์ข้าวไว้ใช้ในการเพาะปลูกเอง เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดต้นทุนได้ดี ซึ่งคุณชาตรีได้เปรียบเทียบราคาให้ดูว่า การซื้อพันธุ์ข้าวมาเพาะปลูก มีต้นทุนสูงกว่า เมล็ดพันธุ์ 1 กระสอบมี 25 กิโลกรัม ราคา 450 บาท คิดแล้วตกกิโลกรัมละ 18 บาท ในพื้นที่นา 1 ไร่จะใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 25-30 กิโลกรัม ซึ่งเมล็ดพันธุ์ 1 กระสอบจะใช้หว่านได้ประมาณ 5-6 ไร่เท่านั้น ในกรณีที่ทำนาเป็นร้อยไร่ เกษตรกรจะต้องเสียค่าเมล็ดพันธุ์เป็นแสนบาทเลยที่เดียว แต่ถ้าเกษตรกรทำพันธุ์ข้าวไว้เพาะปลูกเอง จะประหยัดต้นทุนลงไปได้ครึ่งหนึ่งเลยที่เดียว อย่างของผม มีแปลงนาแปลงนี้ประมาณ 3 ไร่เศษก็ใช้พันธุ์ ข้าวปลูกไม่เกิน 100 กิโลกรัม แต่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ถึง 3000 กว่ากิโลกรัมหรือ 3 ตันกว่า ซึ่งผมทำนาเยอะ ถ้าผมไปซื้อพันธุ์ข้าวมาปลูกทั้งหมด เสียเงินเป็นแสน ผมยอมเสียเวลา ทำพันธุ์ข้าว ยอมเสียเวลาตากเมล็ดพันธุ์ข้าว เจริญรอยตามบรรพบุรุษ รุ่นพ่อรุ่นแม่ ที่เมื่อก่อนก็เก็บพันธ์ข้าวไว้ปลูกเอง พอมารุ่นใหม่ๆเขาไม่เก็บกัน เราทำนาเยอะเราต้องลดต้นทุนตรงนี้ด้วย

นอกเหนือจากพันธุ์ข้าวที่ปลูกเองแล้ว คุณชาตรี ยังทำปุ๋ยชีวภาพใช้เอง เพื่อใช้ทดแทนปุ๋ยเคมี โดยปุ๋ยชีวภาพนี้ผลิตจากมูลสัตว์ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น มูลไก่ มูลหมู มูลเป็ด มูลวัว ส่วนการจำหน่ายนั้น โดยส่วนใหญ่แล้วชาวนาจะขายข้าวให้กับโรงสีต่างๆที่รับซื้อ สหกรณ์การเกษตรต่างๆที่รับซื้อ ราคาขายก็ตามกลไกการตลาด ตันละ 5000 ,6000จนถึง 10,000 บาท บางปีชาวนาก็ขายข้าวได้ราคาดี บางปีก็ราคาตกต่ำมาก แต่โดยเฉลี่ยแล้วคุณชาตรีบอกว่า ทำนาร้อยกว่าไร่ รายได้ต่อปีก็หลักแสนขึ้นไป ที่ได้กำไรดีแบบนี้ คุณชาตรีบอกว่า ต้นทุนในการทำนาไม่สูง ปีหนึ่งสามารถทำนาได้ 2 ครั้ง


เมื่อตอซังฟางข้าว คือปุ๋ยชั้นดีที่สามารถปรับปรุงบำรุงดินในนาข้าวให้มีความอุดมสมบูรณ์ แต่เกษตรกรเข้าใจผิด และเผาทำลายตอซังฟางข้าวมานาน ซึ่งบางคนปัจจุบันนี้ยังไม่หยุดเผา ตอซังฟางข้าวเลย แต่เมื่อคุณชาตรีได้เข้าร่วม เครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ 8 จังหวัดภาคตะวันตก ได้รับแนวคิดต่างๆ จนเกิดไอเดียใหม่ในการทำนา ที่มองเห็นว่า ตอซังฟางข้าวนี่แหละมีคุณค่ามากสำรับดินและต้นข้าว

ในที่สุดคุณชาตรีก็ย้อนกลับไปทำนาตามวิถีดั้งเดิม ในยุคสมัยที่ทำนาแบบพึ่งพาธรรมชาติ ละเว้นสารเคมี ด้วยการใช้จุลินทรีย์มาเป็นตัวย่อยสลายตอซังฟางข้าว คืนความสมบูรณ์ให้ดิน ด้วยการใช้จุลินทรีย์จากดินขุยไผ่ จุลินทรีย์ท้องถิ่น ที่สามารถทำใช้เองได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่เกษตรกรทั้งรุ่นใหม่และรุ่นเก่าก็สามารถทำจุลินทรีย์ใช้เองได้ จุลินทรีย์อีกหนึ่งภูมิปัญญาดั้งเดิมในการทำเกษตรอินทรีย์หรือเกษตรกรแบบปลอดสารเคมี

การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายต่อซัง ฟางข้าว
คุณชาตรี จะทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งก่อนโดยมีส่วนผสมคือ 1.ดินขุยไผ่ 1กิโลกรัม 2. แกลบ 4 กิโกกรัม 3. รำละเอียด 1 กิโลกรัม แล้วนำส่วนผสมทุกอย่างผสมคลุกเคล้ารวมกัน ใช้น้ำสะอาดราดขณะคลุกเค้าแค่พอชุ่มๆ จากนั้นก็นำหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปหมักในกะละมัง แล้วใช้กระสอบป่านปิดปากกะละมัง หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จะได้หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งบริสุทธิ์ หลังจากได้หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งมาแล้ว ยังไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันที ต้องนำไปขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์แบบน้ำก่อน จึงจะสามารถนำมาใช้ในการย่อยสลายตอซังฟางข้าวได้

สำหรับการทำหัวเชื้อน้ำ จะทำหลังจากได้หัวเชื้อจุลินทรีย์แห้งบริสุทธิ์มาแล้ว คือ ต้องนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปขยายเป็นหัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ โดยการนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ใส่ถุงตาข่ายปิดปากให้สนิทแล้วนำไปใส่ในถัง 200 ลิตร จากนั้นก็เติมน้ำสะอาดลงในถังเกือบเต็มถัง เติมกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม คนให้เข้ากัน แล้วหมักทิ้งไว้อีก 7 วัน เมื่อได้หัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำมาแล้วในปริมาณ 180 ลิตร ก็ต้องนำหัวเชื้อจุลินทรีย์ไปขยายต่ออีกครั้งด้วยการนำไปใส่ในถัง 200 ลิตร เติมน้ำสะอาดลงในถังเกือบเต็มถัง เติมกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม คนให้เข้ากัน แล้วหมักทั้งไว้อีก 7 วัน จากนั้นก็นำไปเทลงแปลงนาที่มีตอซังฟางข้าว หมักทิ้งไว้ประมาณ 12 วัน ก็จะเกิดการย่อยสลาย ซึ่งคุณชาตรีบอกว่า การย่อยสลายตอซังฟางข้าวด้วยการใช้จุลินทรีย์นี้ เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว เพราะแทนที่เราจะต้องเสียเงินซื้อปุ๋ยคอกมา บำรุงดินในแปลงนา ซึ่งแปลงหนึ่งเราอาจจะใส่ปุ๋ยคอกได้ไม่เยอะ แต่วิธีนี้ไม่ว่าจะมีนากี่ไร่ ก็สามารถใส่ปุ๋ยหมักได้เยอะตามจำนวนที่ต้องการ คิดง่ายๆเลย คือ การย่อยสลายตอซังฟางข้าวด้วยการใช้จุลินทรีย์ในแปลงนา 30 ไร่ ใช้เวลา 12 วัน เมื่อย่อยสลายแล้วก็จะมีปุ๋ยหมัก30ตันในแปลงนา โดยที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อหรือเสียเวลาขนมาใส่ในแปลงนาเลย เพียงแค่ใช้จุลินทรีย์เท่านั้น

นอกจากการทำหัวเชื้อจุลินทรีย์แบบแห้งและจุลินทรีย์แบบน้ำแล้ว คุณชาตรี ยังทำเครื่องบดปุ๋ยชีวภาพ ด้วยการนำมูลสัตว์มาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพเครื่องนี้เกิดมาจากความร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรในกลุ่มสมาชิกด้วยกัน กับเงินงบประมาณ 30,000 บาท โดยการนำเครื่องบดอาหารปลามาดัดแปลงเป็นเครื่องบดอัดปุ๋ยชีวภาพ ด้วยการดัดแปลงหน้าแว่นบดอาหารปลาให้สามารถบดปุ๋ยออกมาเป็นเม็ดๆได้ โดยวิธีการปาดหน้าแว่นบดให้บาง ซึ่งต้องไปเข้าโรงกลึงให้สร้างใบมีดตัวนี้ขึ้นมาเพื่อนำมาใช้งานในการบดเม็ดปุ๋ย ขั้นตอนการใช้งานก็ง่ายๆ คือ เครื่องหมุนไป วัตถุดิบก็จะหมุนมาที่เส้นเอ็น เส้นเอ็นตรงนี้ก็จะไปปาดวัตถุให้หักออกมาเป็นท่อนๆ ยิ่งหมุนเร็วเท่าไหร่ใบมีดที่เป็นเอ็นก็จะหมุนไวมากเท่านั้น ก็จะทำให้ได้ปุ๋ยออกในปริมาณที่มาก

สำหรับสูตรในการทำปุ๋ยชีวภาพ คือ มูลสัตว์ 1 กระสอบผสมคลุกเคล้ากับจุลินทรีย์ แต่ในการผสมคุลุกเคล้าควรใส่จุลินทรีย์น้ำ ประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เกิดความชื้นที่พอเหมาะ เพราะถ้าชื้นมากไป บดออกมาก็จะไม่เป็นเม็ด แต่ถ้าแห้งมากเกินไปเครื่องก็จะบดไม่ได้

คุณชาตรีเล่าต่อว่า ข้อดี ของการทำปุ๋ยชีวภาพและการทำเครื่องบดใช้เอง คือไม่ต้องใช้เงินเยอะ สามารถเคลื่อนย้ายเครื่องบดอัดปุ๋ยนี้ไปบดตามบ้านสมาชิกได้ง่าย และยังสามารถลดต้นทุนเรื่องปุ๋ยได้เยอะ เพราะปุ๋ยเคมีคิดแล้วตกกิโลกรัมละ 18 บาท และปุ๋ยชีวภาพที่เราผลิตเอง กิโลกรัมละไม่ถึง 5บาท

ทั้งหมดนี้คุณชาตรีบอกว่า เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่ทุกคนสามารถทำได้ เพราะทุกคนมีพื้นฐานและความรู้เรื่องการเกษตรกรกันอยู่แล้ว เพียงแค่รื้อฟื้นและนำกลับมาใช้ ที่นอกจากจะให้ประโยชน์ทางการเกษตรแล้ว ยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาชาวบ้านนี้ไว้เพื่อลูกหลานได้อีกด้วยนะคะ

ฝากไว้ให้คิด...
เกษตรกรรุ่นใหม่ยุคนี้ สำคัญอยู่ที่ความคิด และไม่ควรยึดติดกับการทำนาในแบบเดิม ถ้ามีช่องทางที่สามารถปรับเปลี่ยนแล้วให้ผลผลิต หรือกำไรที่มากกว่า ผมว่าควรลองทำ แล้วการกลับไปทำแบบเดิมๆที่เน้นการพึ่งพาธรรมชาติ ข้องเกี่ยวกับสารเคมีให้น้อยที่สุด คือทางรอดทางเลือกที่ยั่งยืนมากสำหรับภาคการเกษตรยุคนี้ อาชีพเกษตรใครๆก็ทำได้ถ้าใจรัก ทำแล้วก็มีความสุข อิสระ เป็นนายตัวเอง ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร ยิ่งขยันทำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้เท่านั้น ถ้าเราทำข้าวเราดีผลผลิตเราดีเราก็ไปขายโรงสีเงินเราก็ได้เยอะไม่ต้องเป็นลูกน้องใครและเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

ถ้าเกษตรกรคนไหนสนใจและอยากทำนาแบบผม มาเรียนรู้กับผมได้กับเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ เปิดให้ความรู้เพราะว่าในกลุ่มเครือข่ายของเรามี แนวคิดว่า “คนให้อย่างเต็มใจ คนรับรับอย่างพอดี” พอเราได้ความรู้ไปแล้วเราก็ส่งต่อก็คือมาเรียนรู้กันทั้งการเพาะเชื้อจุลินทรีย์ ปล่อยเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายฟางข้าว การเก็บเมล็ดพันธุ์ เพาะปลูกการข้าวโดยใช้สารชีวพันธ์ ทดแทนการใช้สารเคมี

ทำจุลินทรีย์จากดินขุยไผ่ กับความภูมิใจในผลผลิต ที่ไม่ต้องลงทุนมาก

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

นายชาตรี เพชรแอน
บ้านเลขที่ 20/1 หมู่.4
ต.คลองนกกระทุง อ.บางเลน
จ.นครปฐม 73130

เรื่อง/ภาพโดย: ณัฏฐ์ คำวิชัย ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2560
กรุงเทพมหานคร
27-32°C
เชียงใหม่
25-31°C
นครราชสีมา
25-30°C
ชลบุรี
26-30°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
25-28°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×