เกษตรกรต้นแบบ
"สุทธิศักดิ์ บุญยาคุมานนท์ : ฝ่าวิกฤติต้มยำกุ้ง ด้วยแก้วมังกร"
 30 เมษายน 2563   176
จ.ปทุมธานี
ปัญหามีไว้แก้
ไม่ได้มีไว้หนี

“ปัญหามีไว้แก้ไม่ได้มีไว้หนี” คุณสุทธิศักดิ์ชอบถ้อยคำนี้ ชอบที่จะมองบวกไว้ก่อน มองทุกปัญหาเป็นประสบการณ์ อย่ามองปัญหาเป็นความเดือดร้อน อย่ามองปัญหาเป็นความซวย เพราะทุกวันเป็นความซวยอยู่แล้ว ไม่มีใครมีชีวิตโดยไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้นปัญหาพวกนี้คือประสบการณ์ คนที่เก่งส่วนมากจะเป็นนักแก้ปัญหาที่เลิศ แต่คนที่ไม่เคยเจอปัญหาจะไม่รู้ว่าปัญหาที่มันจะเกิดคุณรับมือได้หรือไม่ สิ่งที่หอมหวานก็ล้มพังครืนเลยในบัดดลหากรับไม่ได้ เพราะฉะนั้นมองทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นบวก อย่ามองลบ คุณสุทธิศักดิ์ไม่เคยย่อท้อกับสิ่งที่ทำ บางสิ่งบางอย่างทำไม่สำเร็จปีนี้ ปีหน้าทำอีก ก็อาจจะสำเร็จ ไม่ก็ปีถัดไป

จากตอนเริ่มต้น คุณสุทธิศักดิ์ไม่ได้มีแรงบันดาลใจหรือความอยากจะมาทำเกษตรเลย แต่วันนี้มุมมองเปลี่ยนไป 20 กว่าปีที่ทำงานนี้ เขารักอาชีพนี้มากขึ้น รู้สึกว่าอาชีพนี้ไม่ต้องไปรบกับใครมากมาย ไม่ต้องเร่งรีบ ตื่นเช้ามาก็เข้าไปทำงานในแปลง เสร็จแล้วตอนเย็นก็กลับบ้าน ไม่ต้องไปแข่งขันกับอะไรเยอะแยะ แล้วที่สุดมีเวลาอยู่กับตัวเองเยอะ มีเวลาคิด มีเวลาได้ถามตัวเองว่าอะไรคือความสุขของชีวิต ในขณะที่คนอื่น ต้องวิ่งไปชมทุ่งหญ้า ทุ่งดอกไม้ ถึงแม้จะวิ่งไปเร็วแค่ไหนก็จะเห็นแค่ดอกไม้ผ่าน ๆ แต่สำหรับเขา ได้เดินทุกวันเพื่อชมดอกไม้ สิ่งเหล่านี้เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ตีเป็นมูลค่าไม่ได้

การทำการเกษตร ต้องถามตัวเองก่อนว่าอยากทำหรือไม่ ไม่ใช่เห็นคนอื่นทำแล้วทำตาม ให้ถามตัวเองให้หนัก ๆ ว่าชอบทำสิ่งนี้หรือเปล่า เพราะว่า ข้อแรกคุณมีเทวดาเป็นหุ้นส่วนกับธูปอีก 3 ดอก คุณบอกได้ไหมว่าวันนี้ฝนจะตก แดดจะออก ฟ้าจะร้อง จะเกิดอุทกภัย คุณไม่สามารถควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้ มันเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถควบคุมได้ สอง การสร้างไม่ยาก รักษายากกว่า เพราะมันเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ระยะเวลา คุณปลูกต้นไม้ต้นหนึ่งก็เหมือนคุณเลี้ยงลูกคนหนึ่ง เลี้ยงหมาตัวหนึ่ง มีรายละเอียดอีกมากมาย เพราะฉะนั้นจะเหมือนคนซื้อปลามาเลี้ยงแล้วปลาตายแล้วก็ขายตู้ปลา การเกษตรก็ไม่ได้แตกต่างกัน สำคัญที่สุดคือ คุณชอบสิ่งนี้ไหม และคุณมาทำมันเพราะอะไร

ถ้าคุณต้องการมารวยทางด้านการเกษตรอย่ามาทำ แต่ถ้าคุณมาทำเกษตรเพราะคุณสุขใจ คุณรักธรรมชาติ แล้วผลพลอยได้ กำไรจะมาหลังจากความมุ่งมั่น ความตั้งใจทำของคุณจนคุณเชี่ยวชาญ แล้วคุณจะเห็นโอกาส แล้วคุณจะพัฒนาไปได้ไกลกว่าคนอื่น คุณต้องทำสิ่งนั้นซํ้า ๆ อย่างไม่รู้จัดเหน็ดเหนื่อย แต่ถ้าคุณมาทำเกษตรแล้วหวังรวย มั่นใจเลยครับว่าคุณเป็นเหยื่อของการตลาดนำพาคุณมา แล้วคุณก็นำเงินเก็บที่คุณมีมาทิ้ง คุณสุทธิศักดิ์ตอบอย่างนี้ได้เพราะเคยขายกิ่งพันธุ์มา 20 ปี มีคนทุกสาขาอาชีพเดินเข้ามาหา ไม่ว่าจะเป็นพนักงานธนาคาร เจ้าของกิจการ เจ้าของที่ดิน กว่า 70% ยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมีตรรกะวิธีคิดอย่างนั้น แต่คนที่สำเร็จคือคนที่เขาชอบสิ่งนั้นแล้วเขาไม่ปลูกเยอะ เขาปลูก 10 ต้น 20 ต้น ลองดูก่อน ถามใจตัวเองก่อนว่าชอบไหม เมื่อชอบค่อยขยาย เขาศึกษาตลาด ปรับรสชาติ ปรับเทคนิคการผลิต โอกาสสำหรับเกษตรกรหน้าใหม่มีเสมอ แต่ต้องถามตัวเองก่อนว่าชอบจริงหรือไม่ อย่าเพิ่งผลีผลามกระโดดเข้ามาทำ เพราะถ้าไม่มีองค์ประกอบอย่างที่คุณสุทธิศักดิ์บอกไว้ข้างต้น โอกาสที่จะล้มเหลวมีเยอะมาก

คุณสุทธิศักดิ์ บุญยาคุมานนท์ อายุ 43 ปี เป็นเจ้าของสวนแก้วมังกร “สวนเกษตรแก้วมังกรคลอง 10” จ.ปทุมธานี ทำแก้วมังกรมา 23 ปีแล้ว โดยเริ่มจาก ปี พ.ศ. 2540 เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ซึ่งเป็นวิกฤตทางการเงินของประเทศไทย เดิมคุณพ่อของคุณสุทธิศักดิ์ปลูกส้มเขียวหวานอยู่แล้ว ก็เลยเปลี่ยนจากส้มเขียวหวานมาเป็นแก้วมังกร เพราะช่วงนั้นท่านนำเงินไปลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ และประสบปัญหาขาดทุน ก็เลยกลับมาทำการเกษตร โดยกลับมาเริ่มทำแก้วมังกรอีกครั้งหนึ่ง

คุณสุทธิศักดิ์เรียนจบด้านการตลาด แต่ไม่เคยทำงานที่ไหน เมื่อเรียนจบตอนอายุ 22 ปี ที่บ้านเกิดปัญหาเศรษฐกิจพอดี ในฐานะลูกชายคนโต ต้องมาช่วยคุณพ่อ และเหตุผลที่เป็นแก้วมังกรในวันนั้น เพราะเดิมที่บ้านปลูกส้มเขียวหวานแล้วส้มเขียวหวานตาย จึงพักแปลงไว้ไม่ได้ทำอะไร ญาติที่ปลูกอยู่แล้วที่ชลบุรีจึงแนะนำให้ปลูก ก็เลยมาปลูกที่นี่ครั้งแรกเลย 18 ไร่ ปลูกไปตอนนั้นโดยไม่รู้หรอกว่ามันจะไปได้ดีไหม มันจะมีอนาคตไหม แต่ ณ ช่วงเวลานั้นมันยังไม่มีทางเลือกมากนัก เพราะในกลุ่มธุรกิจอื่น ๆ เสียหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ภาคเกษตรที่ยังไม่เสียหาย ปรากฏว่ามันไปได้ ก็ขยายจนเป็น 130 ไร่ ณ ปัจจุบันนี้

การปลูกแก้วมังกร คุณสุทธิศักดิ์เรียนรู้วิธีการปลูกจาก ดร.สุรพงษ์ โกษยจินดา และญาติที่เขาปลูกออกผลแล้ว ว่าปลูกอย่างไร ใส่ปุ๋ยอย่างไร การจัดการใดเรื่องอื่น ๆ เป็นอย่างไร เพราะมันเป็นของใหม่สำหรับครอบครัว เขาจึงทำไปเรียนรู้ไป และนำประสบการณ์ที่คุณพ่อเคยปลูกส้มมาปรับใช้ด้วย

ปัญหาในการทำงานระยะเริ่มแรกของคุณสุทธิศักดิ์ ข้อสำคัญอยู่ที่ตัวคุณสุทธิศักดิ์เอง เพราะเขาเองไม่ได้อยากทำการเกษตร ไม่ได้มีแรงบันดาลใจเรื่องการทำเกษตรเลย แต่มาทำเพราะคุณพ่อเป็นหนี้อยู่ 20 - 30 ล้าน จากการไปทำอสังหาริมทรัพย์แล้วเสียหาย ตอนนั้นปี พ.ศ. 2540 เขามีพี่น้อง 6 คน น้องคนเล็กห่างจากเขา 16 ปี อีกคน 12 ปี น้องยังเรียนอยู่ชั้นประถมอยู่เลย ถ้าที่บ้านล้มไปน้อง ๆ ก็คงจะเดือดร้อน ในฐานะที่เขาเป็นลูกชายคนโต ก็ต้องมาช่วยแก้สถานการณ์กับคุณพ่อ ดังนั้น อุปสรรคข้อแรกคือเขาไม่มีแรงบันดาลใจ ไม่มีความมุ่งมั่น ทำงานไปอย่างนั้นเองเพื่อที่จะแก้ปัญหาให้ที่บ้าน

แต่จุดเปลี่ยนอยู่ตรงที่ เมื่อทำไปแล้วจากความไม่ชอบก็กลายเป็นความอยากรู้ ความอยากเรียนรู้ แล้วเห็นโอกาสเพราะว่า ณ ตอนนั้นแก้วมังกรเป็นของใหม่ หากทำไปมันมีโอกาสเติบโต เขาจึงเริ่มเปลี่ยนทัศนคติ แล้วก็สนุกกับมัน จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 20 กว่าปีแล้ว จนวันนี้รักอาชีพนี้แล้ว เพราะมันเป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวเขาได้ เพียงแต่ว่าในปัจจุบันองค์ประกอบจะเยอะขึ้น แล้วไม่ใช่เพียงแค่ปลูกและออกลูกขาย แต่ปัจจุบันต้องเรียนรู้เรื่องการตลาดต้องเข้าใจว่าจะขายใคร ตลาดอยู่ที่ไหน พืชที่จะปลูกมีความนิยมอย่างไร อย่าไปปลูกพืชตามกระแส เพราะกระแสมันมาแล้วก็ไป

คุณสุทธิศักดิ์มีพื้นที่ปลูกแก้วมังกร ตอนนนี้ 130 ไร่ เป็นแก้วมังกรทั้งหมด ปัจจุบันมี 3 สายพันธุ์ หลัก ๆ จะมีพันธุ์เวียดนาม เนื้อขาว พันธุ์สีแดงไต้หวัน เนื้อสีแดง แล้วก็พันธุ์เนื้อสีขาวเปลือกสีทองเป็นพันธุ์ใหม่ที่สวนเพิ่งปลูกเมื่อสองปีที่แล้ว อันนี้เป็น 3 พันธุ์หลักที่ปลูกเพื่อการค้าตอนนี้

ความแตกต่างของแต่ละพันธุ์นั้น พันธุ์เวียดนามเป็นเนื้อสีขาวเปลือกแดง มีรสอมหวานอมเปรี้ยว เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตตอบแทนที่ดีที่สุด หมายถึงจำนวนผลิตสูงสุดเลยมีผลตอบแทนต่อไร่มากที่สุด รองลงมาก็คือพันธุ์สีแดง เนื้อข้างในสีแดงเปลือกสีแดงรสชาติหวานกว่าสีขาว เนื้อนิ่มกว่า แล้วก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นสีแดงอยู่ในตัวเนื้อ อันนี้เป็นจุดเด่นของเขา ส่วนสายพันธุ์สุดท้ายคือแก้วมังกรสีทอง ผิวจะเป็นสีทอง สีเหลืองเหมือนสีทอง รสชาติเวลาสุกแล้วเนื้อจะนุ่ม มีกลิ่นหอมลิ้นจี่อ่อน ๆ อันนี้จะมีความโดดเด่น มีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ตัวสีทองนี้จุดเด่นใหญ่เลยคือรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนมังกรทอง คนมักซื้อไปไหว้ ซื้อไปใช้ในเทศกาลต่าง ๆ เขามี 2 ตลาดในเวลานี้ คือ ตลาดที่คนซื้อทาน และตลาดที่เป็นอุตสาหกรรม ปัจจุบันแก้วมังกรถูกใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โรงแรม อุตสาหกรรมการบิน แล้วก็ในอุตสาหกรรมแปรรูปด้วย แก้วมังกรสีขาวถือเป็นผลผลิตหลัก

โดยปรกติแล้วจากเริ่มปลูกจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปีถึงจะให้ผลผลิต คุ้มทุนภายใน 2 ปี หรืออย่างมากที่สุด 3 ปี ต้นหนึ่งจะอยู่ได้ประมาณ 10 - 15 ปี
ส่วนการปลูกและการดูแลนั้น เบื้องต้นสำหรับคนที่ปลูกแก้วมังกร หัวใจสำคัญ 3 เรื่องเลย คือ
1. ต้องปลูกในที่โล่งแจ้ง โดนแดดรำไร ๆ ไม่โดนแดดทั้งวัน ไม่เช่นนั้น ผลผลิตจะไม่ดี
2. ต้องมีนํ้าด้วย ในอดีตมีความเข้าใจผิดมาตลอดว่า แก้วมังกรเป็นพืชทนแล้ง ไม่ต้องให้นํ้า มันไม่ตายแต่มันไม่สามารถทำนอกฤดูหรือว่าผลิตให้ออกทั้งปีได้แบบครบวงจร เนื่องจากว่าเราจะต้องใช้นํ้าให้มันตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม ช่วงนี้เป็นช่วงเกิดนอกฤดู จะต้องใช้นํ้าด้วย หลาย ๆ แปลงปลูกในที่ ๆ ไม่เหมาะสมทำให้ไม่สามารถผลิตได้นอกฤดู ทำให้เสียโอกาสในการขายช่วงราคาดี ๆ
3.ปัจจัยต่อมาก็คือเรื่ององค์ความรู้ในการจัดการดิน จริง ๆ แล้วปลูกได้ทุกสภาพดิน ดินเหนียว ดินทราย ปลูกได้หมดแต่มีลักษณะแตกต่างกันคือ ปลูกในดินเหนียว ขนาดลูกไม่ใหญ่ รสชาติดี สีสวย เนื่องจากดินเหนียวจะมีโพแทสเซียมสูง ถ้าเป็นดินทรายขนาดลูกจะใหญ่กว่า เปลือกบางกว่า สีจะจางกว่า
ถ้าเลือกสถานที่ปลูกได้ครบ 3 องค์ประกอบนี้ โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีสูง แล้วค่อยศึกษาเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มเติม

ส่วนด้านโรคพืช ปัจจุบันแก้วมังกรมีโรคร้ายแรงอยู่ 2 โรค คือ แคงเกอร์ในแก้วมังกร แล้วก็โรคเชื้อรา เกษตรกรต้องเรียนรู้ในเรื่องของเทคนิคในการจัดการโรค คือจะต้องป้องกันไม่ให้โรคระบาดก่อนที่โรคจะระบาดแล้วมาแก้ไข เพราะจะรักษายาก การป้องกันโรคก่อนระบาดนั้น ทำได้โดยต้องคอยสังเกตว่าหากฝนตกหลงฤดูมาทำอย่างไร มีการพ่นยาป้องกันไหม ไม่ปล่อยแปลงให้รกจนเกินไป ต้องทำพื้นที่ให้โล่งแจ้ง ไม่เป็นที่หมักหมมของเชื้อ มีการบำรุงต้น มีการสังเกตว่าต้นขาดธาตุอาหารอะไร เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรค

ส่วนราคาของเสานั้น ต้นทุนต่อเสาอยู่ที่ประมาณ 250 - 350 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ปัจจุบันราคากิ่งพันธุ์ก็ไม่เท่ากัน แล้วบางพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในเขตลมแรงอาจใช้เป็นเสาใยหินก็ได้ แต้ถ้าไปปลูกบนเขาหรือพื้นที่ที่มีลมพัดแรง คุณสุทธิศักดิ์แนะนำให้ปลูกเสารั้วหรือเสาหกเหลี่ยม ซึ่งราคาจะแตกต่างกันเป็นเท่าตัว

ปัจจุบันธุรกิจของคุณสุทธิศักดิ์ประกอบไปด้วย 3 หลักใหญ่ในการขาย 1.ขายผลสด 2.ขายพันธุ์ เป็นพันธุ์แท้ และพันธุ์ที่ใช้ปลูกเพื่อการค้าเท่านั้น ทุกสายพันธุ์ผ่านการตรวจสอบจากทางสวนแล้ว ถึงจะนำออกมาจำหน่าย 3. ตัวแปรรูป ปัจจุบันตัวแปรรูปที่ขอ อย. แล้ว จึงนำมาขายทางออนไลน์ แล้วก็ทางเพจผ่าน Facebook

ผลิตภัณฑ์แปรรูปนั้น คุณสุทธิศักดิ์ได้ทุนมาพัฒนาโครงการร่วมกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีทั้งหมด 4 ผลิตภัณฑ์ มีนํ้าแก้วมังกร แก้วมังกรอบแห้งสองรส แยมแก้วมังกร และ สเปลชแก้วมังกร ตัวที่โดดเด่นและได้ร่วมจดสิทธิบัตรกับมหาวิทยาลัยเกษตรแล้วคือ นํ้าแก้วมังกร แยม และสเปลช

เริ่มแรก การทำตลาดของคุณสุทธิศักดิ์นั้น คือการเดินไปตลาด ในช่วงเวลานั้นเขาไปที่ตลาดมหานาค ไปหาแม่ค้าก่อน แม่ค้าเห็นแล้วถามว่าลูกอะไร จะขายได้เหรอ คุณสุทธิศักดิ์ก็บอกว่าลองขายดูก่อน ไม่ต้องตีราคาเพราะว่าเขาขายที่หน้าสวนมันขายได้ ตอนนั้นยังไม่มีคู่แข่ง ขายได้กิโลละ 70 - 80 บาท แต่อยู่ในปริมาณ 10 - 20 ตะกร้า

พอปลูกเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ราคาก็ลดลงไปตามกลไกตลาด แต่เริ่มมีคนสนใจและกินมากขึ้น แต่ ณ เวลานั้นเขาเริ่มทำการตลาดด้วย โดยไปติดต่อตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง ปากคลองตลาด เพื่อรองรับผลผลิตที่มากขึ้น เพราะในแต่ละปีเขาปลูกเพิ่มมากขึ้นด้วย

ส่วนปัจจุบัน ทุกอย่างขายออนไลน์หมดแล้ว ไม่ใช้เฉพาะแก้วมังกร เขาให้นิยามว่าตอนนี้มีโลกอยู่ 2 โลก เรียกว่าโลกออฟไลน์ กับ โลกออนไลน์ ที่เราทำอยู่ทุกวันนี้คือโลกออฟไลน์ แต่กำลังบันทึกไปบนโลกออนไลน์ที่เอาไปเผยแพร่ เพราะฉะนั้นมนุษย์ทุกคนเริ่มมีตัวตนในโลกออนไลน์โดยผ่านอินสตาแเกรม เฟสบุ๊ค ไลน์ เพราะฉะนั้นทุกคนเริ่มซื้อของบนโลกออนไลน์มากขึ้น ซื้อทุกอย่าง เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างขายได้ แต่การนำเสนอการขายคุณจะนำเสนออย่างไร คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าการตลาดออนไลน์มีกลยุทธ์อย่างไร การจะเข้าถึงลูกค้าทำได้อย่างไร การจัดคอนเทนต์ทำอย่างไร คุณจะมีโปรโมชั่นอย่างไรให้ลูกค้า อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เกษตรกรในยุคนี้จะต้องเรียนรู้และศึกษา มันหมดยุคที่ปลูกไปแล้วเดินหน้าหาที่ขาย การตลาดต้องนำการผลิต จะปลูกอะไรไปดูว่าตลาดของมันอยู่ที่ไหน มีความต้องการระดับไหน พอเราปลูกแล้วมีพ่อค้าแม่ค้ารับซื้อไหม

นอกจากคุณสุทธิศักดิ์จะขายในไทยแล้ว ยังส่งไปทั่วโลกด้วย มีมาเลเซีย ฮ่องกง สิงคโปร์ และหลักใหญ่จะเป็นตลาดในกลุ่มยุโรปกับตะวันออกกลางที่ต้องการของพรีเมียม จริง ๆ แล้วเวียดนามเป็นเจ้าตลาดของโลกที่ปลูกแก้วมังกรที่เยอะที่สุดในโลก แต่ประเทศเหล่านั้นไม่มั่นใจในเรื่องของสารตกค้าง เขาไม่มั่นใจในเรื่องความปลอดภัยในการผลิต

ประเทศเวียดนามยังมีปัญหาเรื่องความมั่นใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้า แต่ไทยสร้างมาตรฐานไว้ดีแล้ว เพราะฉะนั้นจุดนี้ทำให้สินค้าไทยยังมีจุดยืนที่แข็งแกร่งในตลาดโลกพอสมควร

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

คุณสุทธิศักดิ์ บุญยาคุมานนท์ 15 หมู่ 3 ตำบลบึงบา อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี 12170

พลิกฟื้นชีวิต สู้ภาวะเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ด้วยแก้วมังกร

เรื่อง/ภาพโดย: นนท์ ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
27-33°C
เชียงใหม่
25-37°C
นครราชสีมา
26-32°C
ชลบุรี
27-31°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×