เกษตรกรต้นแบบ
"กฤษณะ สิทธิหาญ : จากชีวิตช่างไปเป็นเกษตรกร ปลูกสับปะรสพันธุ์หอมเขลางค์แบบอินทรีย์"
 06 มีนาคม 2563   266
จ.ลำปาง
ทำให้มันง่าย ให้ยั่งยืน
และส่งต่ออาชีพ
ให้ลูกหลานได้

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้ พิสูจน์ด้วยตัวเอง และเมื่อพิสูจน์แล้วก็ต้องเดินหน้าต่ออย่าหยุด ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ประสบความสำเร็จ คุณกฤษณะมีหลักคิดสำหรับอาชีพเกษตรอยู่สามอย่างคือ หนึ่งต้องทำให้มันง่าย สองต้องให้ยั่งยืน สามต้องส่งต่ออาชีพนี้ให้ลูกหลานได้ ถ้าเราทำถูกต้อง ลูกหลานเราต้องทำตามแล้วเขาจะอยู่ในพื้นที่แล้วมีความสุข ไม่ต้องไปเสี่ยงกับชีวิตข้างนอก อันนี้ก็คือหัวใจหลักของคุณกฤษณะแล้วก็เป็นคติประจำใจด้วย

คุณกฤษณะหรือช่างเอกมีความสุขกับการได้ปลูกสับปะรดขายซึ่งเป็นอาชีพเก่าของพ่อแม่ เนื่องจากเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นอย่างดี แถมยังสามารถต่อยอดและส่งต่ออาชีพให้แก่ลูกหลานได้อีกด้วย คุณกฤษณะยืนยันว่าความสุขมีทุกหย่อมหญ้าทุกอณูในการทำการเกษตร อย่างน้อยได้อยู่กับอากาศที่ดี ได้อยู่กับอาหารที่ดี ได้อยู่กับชุมชนที่เป็นบ้านเกิด เป็นชุมชนที่ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขันมากมาย สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ไม่ต้องไปดิ้นรน ไม่ต้องห่วงเรื่องเจ็ดวันอันตราย ไม่ต้องดิ้นรนกลับบ้านในช่วงเทศกาลต่างๆ ไม่ต้องแย่งกันซื้อตั๋ว ทำให้สุขภาพทั้งกายและใจดี

คุณกฤษณะยืนยันว่านอกจากสร้างรายได้แล้ว อาชีพเกษตรสามารถสร้างชื่อเสียงได้ด้วยการสร้างความแตกต่าง สร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง คุณกฤษณะจึงมีการพัฒนาพันธุ์สับปะรด จากแต่ดิมก็ปลูกขายกันตามมีตามเกิด ปลูกแบบเอาปริมาณและไม่สามารถต่อรองราคาได้ ซึ่งทำให้ขาดทุน ก็มีการพัฒนาสายพันธุ์จนได้พันธุ์ที่ชื่อ หอมเขลางค์ ซึ่งได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ โดยได้รับความร่วมมือจากถาบันวิจัยเทคโนโลยีเกษตรของมทร.ล้านนา ซึ่งพันธุ์นี้เหมาะกับสภาพอากาศของจังหวัดลำปางเป็นอย่างมาก โดยคุณกฤษณะตั้งความหวังไว้ว่าสับปะรดพันธุ์หอมเขลางค์จะเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้นในวันข้างหน้า

เนื่องจากพ่อแม่ปลูกสับปะรดอยู่แล้ว เมื่อตัดสินใจรับช่วงต่อจากท่าน คุณกฤษณะก็คิดว่าคงไม่ยากอะไร แต่พอลงมือทำจริงๆ ก็พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคให้แก้ไขตลอดเวลา

ปัญหาแรกที่เจอก็คือปัญหาราคาสับปะรด เพราะเกษตรกรไม่มีโอกาสตั้งราคาเองได้ สืบเนื่องมาจากสับปะรดลำปางไม่มีชื่อเสียง ไม่มีใครรู้จัก และเป็นการปลูกเพื่อส่งโรงงานจึงมีการใช้สารเคมีเต็มที่ คุณกฤษณะจึงเปลี่ยนมาทำเกษตรแบบปลอดสารเคมี เริ่มจากทดลองหักดิบ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีเลย ก็เจอปัญหาทั้งเรื่องของวัชพืช เรื่องของดินเสื่อมสภาพ จึงคิดหาทางแก้ไขต่อไป ด้วยการปลูกด้วยการคลุมพลาสติก ซึ่งก็ต้องมีเทคนิคการคลุม การเจาะพลาสติกให้ได้รูที่เหมาะสม การให้น้ำให้ปุ๋ยหมักที่พอเหมาะ ซึ่งจะทำให้สับปะรดมีรสชาติหอม อร่อย แต่แม้เมื่อมีสายพันธุ์พร้อม การปลูก การดูแลไม่มีปัญหาแล้ว ก็ยังคงมีปัญหาของการขายอยู่ดี คุณกฤษณะก็ต้องค่อยๆ คิดแก้ปัญหาไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้ตลาดออนไลน์มากขึ้น และต่อยอดไปสู่การพัฒนาสายพันธุ์ของสับปะรด จากแต่เดิมปลูกแต่พันธุ์ปัตตาเวีย ก็ได้สายพันธุ์หอมเขลางค์ สามารถสร้างรายได้เข้าสวนอาทิตย์ละประมาณ 15,000 บาทเป็นอย่างต่ำ สามารถดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดี

เมื่อสวนของตัวเองสามารถสร้างรายได้ สร้างความสุขให้ตัวเองกับครอบครัวได้แล้ว คุณกฤษณะก็อยากแบ่งปันความรู้แก่เพื่อนบ้านด้วย จึงได้จัดตั้งวิสาหกิจแปลงใหญ่สับปะรดปลอดภัยตำบลบ้านเสด็จ แล้วชักชวนเกษตรกรในชุมชนมาเข้าร่วมเป็นสมาชิก โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรทำน้อยได้มาก ทำแล้วเกษตรกรมีชีวิตที่ดี และเน้นสับปะรดคุณภาพ ปลอดสารเคมี ซึ่งตรงกับวาระของจังหวัดพอดี จึงได้รับการสนับสนุนจากทางจังหวัด จนตอนนี้มีสมาชิก 159 ราย มีพื้นที่ 1,000 กับอีก 35 ไร่

พื้นเพเดิมคุณกฤษณะเป็นคนจังหวัดลำปาง เป็นลูกชาวสวนสับปะรดที่ฐานะทางบ้านค่อนข้างลำบาก ดังนั้นเอง พอเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่สาม คุณกฤษณะจึงต้องหยุดเรียน และเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อหางานทำ ส่งเสียพ่อแม่ แต่เพราะเห็นความสำคัญของการศึกษา ระหว่างทำงาน คุณกฤษณะจึงขวนขวายหาทางเรียนต่อด้วยการสมัครเรียนกศน.จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หก โดยงานที่กรุงเทพที่คุณกฤษณะทำจะเป็นสายงานด้านช่างทั้งหมด จนใครๆ ก็เรียกว่าช่างเอก

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพหลายสิบปี ในขณะที่พ่อกับแม่ก็แก่ตัวลงเรื่อยๆ ในที่สุดคุณกฤษณะก็ตัดสินใจย้ายกลับบ้านเพื่อดูแลท่าน โดยตั้งใจกลับมาทำการเกษตร เพราะมีความเชื่อมั่นว่าอาชีพนี้จะสร้างความมั่นคงได้ จึงได้ทำการต่อยอดอาชีพของพ่อแม่ แต่ในรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้นเป็นการปลูกเน้นปริมาณ และปลูกเพื่อส่งโรงงานอุตสาหกรรม จึงมีการใช้สารเคมีล้วนๆ ขณะเดียวกันก็เกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาได้ คุณกฤษณะจึงคิดจะเปลี่ยนแปลงตรงนี้ให้ได้ อยากทำสับปะรดปลอดสาร อยากให้สับปะรดของตนเองมีอัตลักษณ์ มีชื่อเสียง และสามารถกำหนดราคาเองได้ ซึ่งตอนแรก คุณกฤษณะใช้วิธีงดใช้สารเคมีโดยเฉียบพลัน แต่ผลผลิตที่ได้ก็ยังไม่ดีเพราะดินได้เสียไปแล้ว จึงต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่โดยเริ่มต้นที่การบำรุงดินเสียก่อน

โดยคุณกฤษณะจะใช้วิธีทั้งเรียนรู้ ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญบ้าง ไปอบรมบ้าง และศึกษาเองจากยูทูปบ้าง ซึ่งไม่เพียงปรับเปลี่ยนวิธีการปลูก การดูแลเท่านั้น แต่คุณกฤษณะยังคิดถึงการพัฒนาสายพันธุ์ของสับปะรดให้แตกต่างจากท้องตลาดอีกด้วย โดยใช้วิธีเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งในตอนนี้สับปะรดสายพันธุ์หอมเขลางค์หรือ BL1 ที่คุณกฤษณะได้พัฒนาขึ้นก็พร้อมจำหน่ายในท้องตลาดแล้ว

สำหรับคนรุ่นใหม่หนุ่มสาวชาวออฟฟิศที่อยากกลับบ้านมาทำเกษตร คุณกฤษณะได้เสนอความเห็นไว้ได้น่าสนใจว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องมีไว้คืออย่าคิดทำเป็นอาชีพ เพราะมันไม่ง่ายอย่างที่เราคิด เนื่องจากการเกษตรมันมีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างเยอะ ทั้งเรื่องราคาที่เรากำหนดเองไม่ได้ ทั้งเรื่องดินฟ้าอากาศ แต่ขอให้คิดว่ามันคือวิถีชีวิตเพราะจริงๆ แล้วคนเราก็ต้องทานอาหารต้องทานน้ำ เพราะนี่คือปัจจัยสี่ที่สำคัญที่สุด คิดแบบนี้ต่างหากที่เป็นความมั่นคงที่แท้จริง

สับปะรดพันธุ์หอมเขลางค์ เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างสับปะรดพันธุ์น้ำหรือพันธุ์ปัตตาเวียกับสายพันธุ์ควีนซึ่งเป็นสายพันธุ์แห้ง มีลักษณะเด่นคือเป็นพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพอากาศของจังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีความร้อนติดอันดับ 1 2 3 ของประเทศ เป็นสายพันธุ์ที่มีความหอม หวาน มีกรดที่พอเหมาะ เป็นความหอมหวานที่ไม่ต้องปรุงแต่งด้วยสารเคมีใดๆ

ในการปลูกก็แทบไม่ต้องลงทุนอะไร นอกจากการปรับปรุงดินให้ดี จะมีก็ในเรื่องของการใช้น้ำหมักชีวภาพบ้างแค่นั้น สายพันธุ์นี้จะเป็นสายพันธุ์ที่เหมาะกับการปลูกอินทรีย์ เพราะดูแลรักษาง่าย จุดเด่นอีกอย่างคือคือพันธุ์นี้หนามน้อย สามารถปลูกประดับได้ด้วย

ดินปลูก ควรเป็นดินร่วนหรือดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี หน้าดินลึก ดินมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ระหว่าง 4.5-6.0 มีปริมาณน้ำฝนตลอดปี 1,000-1,200 เมตร การกระจายตัวของน้ำฝนดี อุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่ระหว่าง 24-30 องศาเซลเซียส

โรคที่เกี่ยวกับสับปะรดหอมเขลางค์
ตามปกติแล้วสับปะรดจะมีโรคหลักๆ อยู่แค่ 2 3 โรค หนึ่งคือโรครากเน่า สองจะเป็นพวกไวรัส สามพวกโรคเหี่ยว แต่ตัวหอมเขลางค์จะไม่มีโรคนี้ อาจจะด้วยการปลูกที่ไม่ได้เร่งให้เขาโตเร็วจนเกินไปหรือการใช้เคมีนั่นเอง โรคเดียวที่เจอในการปลูกหอมเขลางค์ก็น่าจะเป็นพวกหนูพวกโรคแมลงมากกว่า

การปลูกและระยะเวลาการปลูก
หน่อที่ปลูกนั้นได้จากการเพาะเนื้อเยื่อ ซึ่งใช้เวลาเพาะประมาณแปดเดือนรวมอนุบาลแล้ว จากนั้นจึงเอามาลงแปลง ก็ใช้เวลาอีกประมาณปีครึ่งก็เก็บเกี่ยวได้ แต่ถ้าหน่อใหญ่ก็อาจจะใช้เวลาประมาณหนึ่งปี

ความแตกต่างระหว่างการเพาะเนื้อเยื่อกับต้นพันธุ์แบบเดิม
การเพาะเนื้อเยื่อจะให้จำนวนต้นพันธุ์ที่เหมือนต้นแม่ในระยะเวลาที่ไม่นานแต่ได้จำนวนเยอะ เช่นถ้าอยากจะได้สัก 10,000 ต้น ถ้าใช้วิธีโดยธรรมชาติอาจจะต้องใช้เวลาเป็น 10 หรือ 20 ปี แต่ถ้าการเพาะเนื้อเยื่อจะใช้เวลาเพียงสองปีเท่านั้น

การให้น้ำ
ใช้ระบบระบบสปริงเกอร์ ซึ่งเป็นน้ำที่ผสมน้ำหมักชีวภาพ น้ำขี้ปลาโดยจะใช้วิธียิงเข้าไปในระบบสปริงเกอร์

คุณกฤษณะมีตลาดที่ขายประจำอยู่ในตัวเมืองลำปาง คือตลาดวีมาร์เก็ต เป็นการรวมกลุ่มตลาดสุขภาพ เป็นตลาดเพื่อคุณภาพที่ดีของคนลำปาง โดยขายทุกวันอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีการออกงานเวลาจังหวัดมีงานอีกด้วย แต่ในช่วงหลังนี้คุณกฤษณะให้ความสำคัญกับการตลาดในโลกออนไลน์มากขึ้น เป็นการขายสับปะรดผลสด ส่งทั่วไทย กล่องละ 300 บาทรวมค่าขนส่ง โดยจะมีอยู่ประมาณหกถึงแปดลูก นอกจากนี้ยังมีการขายผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสับปะรด อย่างสับปะรดกวน สับปะรดแผ่นด้วย ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก

แหล่งอ้างอิงข้อมูล

คุณกฤษณะ สิทธิหาญ ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000

จากชีวิตช่างไปทำเกษตร ปลูกสับปะรดพันธุ์หอมเขลางค์ แบบอินทรีย์



วิธีต่อกรอง ใช้น้ำหมักชีวภาพ บำรุงพืชในระบบน้ำหยด



ใช้พลาสติกคลุมแปลงสับปะรด หมดปัญหาหญ้า ช่วยรักษาความชื้น

เรื่อง/ภาพโดย: ณัฏฐ์ คำวิชัย ทีมงานรักบ้านเกิด
   
พยากรณ์อากาศ
วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2563
กรุงเทพมหานคร
27-33°C
เชียงใหม่
25-37°C
นครราชสีมา
26-32°C
ชลบุรี
27-31°C
นครศรีธรรมราช
25-31°C
ภูเก็ต
26-29°C
Your browser is out-of-date!

Update your browser to view this website correctly.Update my browser now

×