รายงานพิเศษ "ร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ... ที่มหาเถรสมาคมเสนอผ่านรัฐบาล และผ่านการตรวจพิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกา มีทั้งสิ้น 88 มาตรา (จากเดิม 80 มาตรา)"

บันทึกหลักการและเหตุผล

ประกอบร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. ....

หลักการ

ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์

เหตุผล

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงองค์กรปกครองคณะสงฆ์และการปกครองคณะสงฆ์ให้เหมาะสม โดยกำหนดให้มีมหาคณิสสรเป็นองค์กรการบริหารแทนมหาเถรสมาคม และมหาเถรสมาคมเป็นองค์กรถวายคำแนะนำสมเด็จพระสังฆราชและให้ความเห็นชอบในเรื่องที่สำคัญแก่มหาคณิสสร ตลอดจนให้มีคณะกรรมการศาสนสมบัติกลาง ทำหน้าที่วางนโยบายในการดูแล รักษา และจัดการผลประโยชน์ในศาสนสมบัติกลาง และให้มีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อสนองงานของสมเด็จพระสังฆราช คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม และมหาคณิสสร รวมทั้งประสานงานทั่วไปของพระพุทธศาสนา จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

ร่าง

พระราชบัญญัติคณะสงฆ์

พ.ศ. ...

..........................

..........................

..........................

...................................................................................................

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์

พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยบัญญัติให้กระทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามบัญญัติแห่งกฎหมาย

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. .... "

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ให้ยกเลิก

(๑) พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
(๒) พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๕

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้

"คณะสงฆ์" หมายความว่า บรรดาพระภิกษุที่ได้รับบรรพชาอุปสมบทจากพระอุปัชฌาย์ตามพระราชบัญญัตินี้ หรือตามกฎหมายที่ใช้บังคับก่อนพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะปฏิบัติศาสนกิจในหรือนอกราชอาณาจักร

"คณะสงฆ์อื่น" หมายความว่า บรรดาบรรพชิตจีนนิกาย หรืออนัมนิกาย

"นิคหกรรม" หมายความว่า การดำเนินการตามพระธรรมวินัย เพื่อลงโทษแก่พระภิกษุผู้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย

"พระราชาคณะ" หมายความว่า พระภิกษุที่ได้รับแต่งตั้งและสถาปนาให้มีสมณศักดิ์ตั้งแต่ชั้นสามัญจนถึงชั้นสมเด็จพระราชาคณะ

"สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์" หมายความว่า สมเด็จพระราชาคณะที่ได้รับสถาปนาก่อนสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่น ในกรณีที่ได้รับสถาปนาในวันเดียวกันให้ถือรูปที่ได้รับสถาปนาในลำดับก่อน

มาตรา ๕ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการแต่งตั้ง สถาปนา และถอดถอนสมณศักดิ์ของพระภิกษุในคณะสงฆ์และบรรพชิตในคณะสงฆ์อื่น

มาตรา ๖ การดำเนินการทางปกครองตามมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๓ และมาตรา ๔๒ การแต่งตั้งตามมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๘ และการดำเนินการเกี่ยวกับนิคหกรรมตามหมวด ๕ เป็นกิจกรรมภายในเฉพาะและเป็นดุลพินิจโดยเด็ดขาดและเป็นที่สุดของคณะสงฆ์

มาตรา ๗ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงตามข้อเสนอแนะของมหาคณิสสร เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑

สมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๘ พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง

ในกรณีที่ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะรูปอื่นผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๙ สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์ และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย และกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๑๐ ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชทรงลาออกจากตำแหน่ง หรือพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดให้ออกจากตำแหน่ง พระมหากษัตริย์จะทรงแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของสมเด็จพระสังฆราชหรือตำแหน่งอื่นใดตามพระราชอัธยาศัยก็ได้

มาตรา ๑๑ ในเมื่อไม่มีสมเด็จพระสังฆราช ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในกรณีที่สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช

ในเมื่อสมเด็จพระสังฆราชไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่อาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน ถ้าสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสโดยสมณศักดิ์รองลงมาตามลำดับและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ปฏิบัติหน้าที่แทน

ในกรณีที่สมเด็จพระสังฆราชมิได้ทรงแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนตามวรรคสาม หรือสมเด็จพระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชไม่อาจปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชได้ ให้นำความในวรรคหนึ่งและวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ให้นายกรัฐมนตรีประกาศนามสมเด็จพระราชาคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชตามมาตรานี้ในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๒ สมเด็จพระสังฆราชทรงพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

(๑) สิ้นพระชนม์

(๒) ทรงพ้นจากความเป็นพระภิกษุ

(๓) ทรงลาออก

(๔) ทรงพระกรุณาโปรดให้ออก

หมวด ๒

มหาเถรสมาคม

มาตรา ๑๓ ให้มีมหาเถรสมาคมคณะหนึ่ง ประกอบด้วยสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ สมเด็จพระราชาคณะทุกรูปเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และพระราชาคณะซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งอีกจำนวนไม่เกินสิบสามรูป เป็นกรรมการ

พระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคมต้องเป็นพระสังฆาธิการตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป

มาตรา ๑๔ ให้มหาเถรสมาคมแต่งตั้งเลขาธิการมหาเถร

สมาคมจากพระราชาคณะรูปหนึ่งซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และจะให้มีรองเลขาธิการมหาเถรสมาคมด้วยก็ได้ตามมติของมหาเถรสมาคม

เลขาธิการมหาเถรสมาคมและรองเลขาธิการมหาเถรสมาคมซึ่งได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

มาตรา ๑๕ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้ง ให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

มาตรา ๑๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการมหาเถรสมาคมซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) มรณภาพ

(๒) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ

(๓) ลาออก

(๔) สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาให้ออก

(๕) ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการมหาคณิสสร

ในกรณีที่กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง

กรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา ๑๗ การแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง และการให้กรรมการมหาเถรสมาคมพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง (๔) ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๑๘ มหาเถรสมาคมมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ถวายคำแนะนำต่อสมเด็จพระสังฆราชในการบัญชาการคณะสงฆ์

(๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนการปกครองคณะสงฆ์ตามที่มหาคณิสสรเสนอ

(๓) พิจารณาให้ความเห็นชอบกฎมหาเถรสมาคมตามที่มหาคณิสสรเสนอ

(๔) พิจารณารายนามพระสังฆาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ

(๕) พิจารณาให้ความเห็นชอบรายนามพระสังฆาธิการ เพื่อนำความกราบบังคมทูลทรงสถาปนาตั้งหรือเลื่อนสมณศักดิ์ตามที่มหาคณิสสรเสนอ

(๖) ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

ร่างกฎมหาเถรสมาคมที่มหาเถรสมาคมให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมลงนาม และเมื่อประกาศในแถลงการณ์คณะสงฆ์แล้ว ให้ใช้บังคับได้

ในกรณีที่มหาเถรสมาคมไม่เห็นชอบกับร่างกฎมหาเถรสมาคมใด ให้ร่างกฎมหาเถรสมาคมนั้นเป็นอันตกไป

มาตรา ๑๙ ในกรณีที่ประธานกรรมการมหาเถรสมาคมไม่อาจมาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุมมหาเถรสมาคม และมิได้มอบหมายให้สมเด็จพระราชาคณะรูปใดรูปหนึ่งปฏิบัติหน้าที่แทน ให้สมเด็จพระราชาคณะซึ่งอยู่ในที่ประชุมและเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน

มาตรา ๒๐ การประชุมมหาเถรสมาคต้องมีกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการโดยการแต่งตั้งรวมกันมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

การประชุมมหาเถรสมาคม ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของมหาเถรสมาคม

มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการมหาเถรสมาคมแทนตำแหน่งที่ว่างตามมาตรา ๑๖ วรรคสอง ให้ถือว่ามหาเถรสมาคมมีกรรมการเท่าจำนวนที่เหลืออยู่ในขณะนั้น

หมวด 3

มหาคณิสสร

มาตรา ๒๒ ให้มีมหาคณิสสรคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการสองรูป และกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่ายี่สิบรูปและไม่เกินสามสิบรูป ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งจากพระราชาคณะโดยคำแนะนำของมหาเถรสมาคม

พระราชาคณะซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งกรรมการมหาคณิสสรต้องเป็นพระสังฆาธิการตั้งแต่เจ้าอาวาสขึ้นไป

มาตรา ๒๓ ให้มหาคณิสสรแต่งตั้งพระราชาคณะรูปหนึ่งซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นกรรมการมหาคณิสสรเป็นเลขาธิการมหาคณิสสร และให้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นรองเลขาธิการมหาคณิสสรโดยตำแหน่ง และจะให้มีรองเลขาธิการมหาคณิสสรเพิ่มด้วยก็ได้ตามมติของมหาคณิสสร

เลขาธิการมหาคณิสสรและรองเลขาธิการมหาคณิสสรซึ่งได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

ให้มีสำนักงานเลขาธิการมหาคณิสสรตั้งอยู่ที่พุทธมณฑล

มาตรา ๒๔ ประธานกรรมการมหาคณิสสร รองประธานกรรมการมหาคณิสสร และกรรมการมหาคณิสสรให้อยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

มาตรา ๒๕ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการมหาคณิสสร รองประธานกรรมการมหาคณิสสร และกรรมการมหาคณิสสรพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) มรณภาพ

(๒) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ

(๓) ลาออก

(๔) สมเด็จพระสังฆราชทรงมีพระบัญชาให้ออก

(๕) ได้รับแต่งตั้งหรือดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม

ในกรณีที่ประธานกรรมการมหาคณิสสร รองประธานกรรมการมหาคณิสสร หรือกรรมการมหาคณิสสรพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ สมเด็จพระสังฆราชจะได้ทรงแต่งตั้งประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ หรือกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่าง

ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ หรือกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคสอง ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา ๒๖ การแต่งตั้งประธานกรรมการมหาคณิสสร รองประธานกรรมการมหาคณิสสรและกรรมการมหาคณิสสรตามมาตรา ๒๒ วรรคหนึ่ง และการให้ประธานกรรมการมหาคณิสสร รองประโานกรรมการมหาคณิสสร หรือกรรมการมหาคณิสสรพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง (๔) ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช

มาตรา ๒๗ มหาคณิสสรมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้

(๑) ปกครองคณะสงฆ์ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยดีงาม

(๒) ปกครองและกำหนดการบรรพชาสามเณร

(๓) ควบคุมและส่งเสริมการศาสนศึกษา การศึกษาสงเคราะห์ การเผยแผ่ การสาธารณูปการ และการสาธารณะสงเคราะห์ของคณะสงฆ์

(๔) รักษาหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธศาสนา

(๕) วินิจฉัยอุทธรณ์ของพระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้รับนิคหกรรมถึงขั้นให้สึก

(๖) วางนโยบายและหลักเกณฑ์ในการดูแลและจัดการศาสนสมบัติกลาง

(๗) กำหนดกิจการเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

(๘) พิจารณาเสนอแนะต่อมหาเถรสมาคมเพื่อตรากฎมหาเถรสมาคม

(๙) ให้คำแนะนำในการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

(๑๐) ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่มหาเถรสมาคมมีมติมอบหมาย

ทั้งนี้ ตามนโยบายและแผนการปกครองคณะสงฆ์ที่มหาเถรสมาคมให้ความเห็นชอบแล้วตามมาตรา ๑๘ (๒)

เพื่อการนี้ให้มหาคณิสสรมีอำนาจออกข้อบังคับ ระเบียบ หรือมีคำสั่งหรือมติใดโดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัย หรือกฎมหาเถรสมาคม ใช้บังคับได้ และจะมอบให้พระภิกษุรูปใดหรือคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๓๑ เป็นผู้ใช้อำนาจหน้าที่ตามวรรคหนึ่งก็ได้

มาตรา ๒๘ เพื่อรักษาหลักพระธรรมวินัยและเพื่อความเรียบร้อยดีงามของคณะสงฆ์ มหาคณิสสรจะเสนอให้มีกฎมหาเถรสมาคมเพื่อกำหนดนโยบายหรือวิธีดำเนินการทางการปกครองสำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติตนไม่สมควรหรือก่อให้เกิดความเสียหายก็ได้

การดำเนินการทางการปกครองตามวรรคหนึ่ง อาจกำหนดถึงขั้นให้สละสมณเพศก็ได้

มาตรา ๒๙ การประชุมมหาคณิสสรต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

การประชุมมหาคณิสสร ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาคณิสสร

มาตรา ๓๐ ในกรณีที่ยังไม่มีการแต่งตั้งกรรมการมหาคณิสสรแทนตำแหน่งที่ว่างตามมาตรา ๒๕ วรรคสอง ให้ถือว่ามหาคณิสสรมีกรรมการเท่าจำนวนที่เหลืออยู่ในขณะนั้น

มาตรา ๓๑ มหาคณิสสรจะวางระเบียบเพื่อให้มีคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการฝ่ายต่างๆ เพื่อกระทำกิจการตามที่มหาคณิสสรมอบหมายก็ได้

ระเบียบมหาคณิสสรตามวรรคหนึ่ง ให้กำหนดวิธีการแต่งตั้ง การพ้นจากตำแหน่ง วิธีการประชุม และการดำเนินการไว้ด้วย และเมื่อได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 4

การปกครองสงฆ์

มาตรา ๓๒ พระภิกษุและสามเณรต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาคณิสสร

การจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๓๓ พระภิกษุและสามเณรต้องปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม และพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช รวมทั้งประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง และมติของมหาคณิสสร

พระภิกษุหรือสามเณรรูปใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง และถ้าการไม่ปฏิบัติตามนั้นเป็นการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ให้ดำเนินการตามหมวด ๕ ว่าด้วยนิคหกรรมและการสละสมณเพศ แต่ถ้าไม่ถึงกับล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ให้ถือว่าเป็นการล่วงละเมิดทางการปกครอง อันอาจถูกดำเนินการตามวิธีการตามมาตรา ๒๘ ได้

ในกรณีที่เป็นการล่วงละเมิดทั้งพระธรรมวินัยและทางการปกครอง จะดำเนินการตามหมวด ๕ ว่าด้วยนิคหกรรมและการสละสมณเพศ หรือดำเนินการทางการปกครองก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๓๔ เพื่อประโยชน์แก่การปกครองคณะสงฆ์ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ให้มีเจ้าคณะใหญ่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์

สมเด็จพระสังฆราชทรงแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าคณะใหญ่

เมื่อมีกรณีที่จะต้องแต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าคณะใหญ่ ให้มหาคณิสสรพิจารณาเสนอแนะต่อมหาเถรสมาคม เมื่อมหาเถรสมาคมเห็นชอบด้วยแล้ว ให้นำความกราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อทรงแต่งตั้งหรือถอดถอนต่อไป

มหาคณิสสรจะกำหนดให้มีรองเจ้าคณะใหญ่เป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าคณะใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ในเขตปกครองคณะสงฆ์ด้วยก็ได้

อำนาจหน้าที่ของเจ้าคณะใหญ่ และการแต่งตั้งหรือถอดถอนรองเจ้าคณะใหญ่ ให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๓๕ การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ให้จัดแบ่งเขตปกครอง ดังนี้

(๑) ภาค

(๒) จังหวัด

(๓) อำเภอ

(๔) ตำบล

จำนวนและเขตปกครองตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๓๖ การปกครองคณะสงฆ์ส่วนภูมิภาค ให้มีพระภิกษุเป็นผู้ปกครองตามชั้นตามลำดับต่อไปนี้

(๑) เจ้าคณะภาค

(๒) เจ้าคณะจังหวัด

(๓) เจ้าคณะอำเภอ

(๔) เจ้าคณะตำบล

มาตรา ๓๗ เมื่อมหาคณิสสรเห็นสมควร จะให้มีรองเจ้าคณะภาค รองเจ้าคณะจังหวัด รองเจ้าคณะอำเภอ และรองเจ้าคณะตำบลเป็นผู้ช่วยเจ้าคณะนั้นๆ ก็ได้

เจ้าคณะใหญ่และรองเจ้าคณะใหญ่ตามมาตรา ๓๔ และเจ้าคณะตามมาตรา ๓๖ เป็นพระสังฆาธิการ

ให้เจ้าคณะตามมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๖ จัดตั้งสำนักงานขึ้น เพื่อทำหน้าที่ตามที่กำหนดในระเบียบมหาคณิสสร

ในสำนักงานตามวรรคสามจะกำหนดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใดนอกจากพระภิกษุเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่มิได้

มาตรา ๓๘ การแต่งตั้งและถอดถอนพระอุปัชฌาย์ พระสังฆาธิการ และไวยาวัจกร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

หมวด ๕

นิคหกรรมและการสละสมณเพศ

มาตรา ๓๙ พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรม ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและนิคหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรมวินัย

มาตรา ๔๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๓๙ มหาคณิสสรมีอำนาจตราข้อบังคับมหาคณิสสรกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการลงนิคหกรรมโดยคำนึงถึงความถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นธรรม

ข้อบังคับมหาคณิสสรตามวรรคหนึ่ง เมื่อได้รับความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมแล้วให้ใช้บังคับได้

มาตรา ๔๑ พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น

มาตรา ๔๒ เมื่อพระภิกษุรูปใดถูกดำเนินการทางการปกครองให้สละสมณเพศ ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัย

มาตรา ๔๓ พระภิกษุรูปใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

มาตรา ๔๔ พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดหรือผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปต่างไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสหรือผู้บังคับบัญชาเหนือชั้นขึ้นไปรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่งให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

มาตรา ๔๕ พระภิกษุรูปใดต้องสละสมณเพศตามมาตรา ๔๔ หากปรากฏว่าพระภิกษุรูปนั้นมิได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และในระหว่างเวลาที่ถูกให้สละสมณเพศยังปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมวินัย ให้ถือว่าพระภิกษุรูปนั้นไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ

มาตรา ๔๖ เมื่อจะต้องจำคุก กักขัง หรือขัง พระภิกษุรูปใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น

หมวด ๖

วัด

มาตรา ๔๗ วัดมีสองประเภท ดังนี้

(๑) วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา

(๒) สำนักสงฆ์ที่ได้มีการประกาศตั้งเป็นวัดแล้ว

ให้วัดตามวรรคหนึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทนของวัดในกิจการทั่วไป

มาตรา ๔๘ การสร้าง การตั้ง การรวม การย้าย การยุบเลิกวัดและสำนักสงฆ์ และการขอรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

ในกรณียุบเลิกวัด ให้ทรัพย์สินของวัดที่ถูกยุบเลิกตกเป็นศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๔๙ วัดใดเป็นวัดร้างที่ไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ในระหว่างที่ยังไม่มีการยุบเลิกวัด ให้สำนักงานศาสนสมบัติกลางมีหน้าที่ปกครองดูแลรักษาวัดนั้น รวมทั้งที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และทรัพย์สินของวัดนั้นด้วย และในระหว่างที่ยังไม่ยกขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระหว่างนั้นให้ตกเป็นศาสนสมบัติกลาง

วัดใดเป็นวัดร้างเป็นเวลาติดต่อกันเกินสิบปี ให้ดำเนินการยุบเลิกวัดนั้น และให้ทรัพย์สินทั้งปวงของวัดดังกล่าวตกเป็นศาสนสมบัติกลาง

การยกวัดร้างที่ยังมิได้ถูกยุบเลิกตามวรรคสองขึ้นเป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

วัดร้างที่ถูกยุบเลิกความเป็นวัดตามวรรคสอง หากมีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการทำนุบำรุงหรือเผยแผ่พระพุทธศาสนา มหาคณิสสรจะมีมติให้จัดตั้งขึ้นเป็นวัดใหม่ก็ได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม และเมื่อจัดตั้งวัดขึ้นใหม่แล้วให้คืนที่วัดและที่ธรณีสงฆ์ให้แก่วัดนั้น

มาตรา ๕๐ ที่วัดและที่ซึ่งขึ้นต่อวัด มีดังนี้

(๑) ที่วัด คือ ที่ซึ่งตั้งวัดตลอดจนเขตของวัดนั้น

(๒) ที่ธรณีสงฆ์ คือ ที่ซึ่งเป็นสมบัติของวัด

(๓) ที่กัลปนา คือ ที่ซึ่งมีผู้อุทิศผลประโยชน์ให้วัดหรือพระศาสนา

มาตรา ๕๑ การดูแล บำรุงรักษา และจัดหาผลประโยชน์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่กัลปนาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

ห้ามมิให้เจ้าอาวาสหรือบุคคลใดอนุญาตให้มีการก่อสร้างอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ ที่มิใช่เป็นอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างเพื่อการใช้ประโยชน์ในกิจการพระพุทธศาสนาบนที่วัด เว้นแต่จะมีระยะห่างจากเขตพุทธาวาสและเขตสังฆาวาสตามที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๕๒ การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลางให้กระทำได้แต่โดยพระราชบัญญัติ เว้นแต่เป็นกรณีตามวรรคสอง

การโอนกรรมสิทธิ์ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลางให้แก่ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ เมื่อมหาคณิสสรไม่ขัดข้องและได้รับค่าผาติกรรมจากส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานนั้นแล้ว ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

ห้ามมิให้บุคคลใดยกอายุความขึ้นต่อสู้กับวัดหรือสำนักงานศาสนสมบัติกลาง แล้วแต่กรณีในเรื่องทรัพย์สินอันเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ หรือที่ศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๕๓ ที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ และที่ศาสนสมบัติกลางเป็นทรัพย์สินซึ่งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี

มาตรา ๕๔ วัดหนึ่งให้มีเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง และถ้าเป็นการสมควรจะให้มีรองเจ้าอาวาสหรือผู้ช่วยเจ้าอาวาสด้วยก็ได้

เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส และผู้ช่วยเจ้าอาวาส เป็นพระสังฆาธิการ

มาตรา ๕๕ เจ้าอาวาสมีหน้าที่ ดังนี้

(๑) บำรุงรักษาวัด และจัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี

(๒) ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติของมหาคณิสสร

(๓) เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่งสอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์

(๔) ให้ความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล

(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น

มาตรา ๕๖ เจ้าอาวาสมีอำนาจ ดังนี้

(๑) อนุญาตหรือไม่อนุญาตให้บรรพชิตหรือคฤหัสถ์เข้าไปอยู่อาศัยในวัด

(๒) สั่งให้บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ในโอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด

(๓) สั่งให้บรรพชิตหรือคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดทำงานภายในวัดหรือให้ทำทัณฑ์บนหรือให้ขอขมาโทษ ในเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้นประพฤติผิดคำสั่งเจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบด้วยพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติของมหาคณิสสร

มาตรา ๕๗ ในกรณีที่ไม่มีเจ้าอาวาสหรือเจ้าอาวาสไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส และให้ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับเจ้าอาวาส

การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับมหาคณิสสร

หมวด ๗

ศาสนสมบัติ และสำนักงานศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๕๘ ศาสนสมบัติมีสองประเภท ดังนี้

(๑) ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง

(๒) ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง

การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๕๙ ให้มีสำนักงานศาสนสมบัติกลางขึ้น มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางและที่วัดร้าง ตามนโยบายและหลักเกณฑ์ที่มหาคณิสสรกำหนด เพื่อการนี้ให้ถือว่าสำนักงานศาสนสมบัติกลางเป็นเจ้าของศาสนสมบัติกลางด้วย

ในการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติกลางตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานศาสนสมบัติกลางจัดทำทะเบียนและบัญชีรายการศาสนสมบัติกลาง เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบด้วย

ในกรณีวัดใดประสงค์ให้สำนักงานศาสนสมบัติกลางดูแลรักษาและจัดการที่วัด ที่ธรณีสงฆ์หรือผลประโยชน์จากที่กัลปนา ให้กระทำได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

มาตรา ๖๐ ให้ผู้โอนและสำนักงานศาสนสมบัติกลางได้รับยกเว้นภาษีอากรและค่าธรรมเนียมทั้งปวง อันเกิดขึ้นหรือเพราะเหตุแห่งการโอนทรัพย์สินให้เป็นศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๖๑ ให้มีคณะกรรมการศาสนสมบัติกลางคณะหนึ่ง ซึ่งมหาคณิสสรมีมติแต่งตั้งโดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม ประกอบด้วยพระราชาคณะรูปหนึ่งเป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และกรรมการอื่นอีกไม่เกินหกคนซึ่งเป็นพระสังฆาธิการ และคฤหัสถ์ซึ่งมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีความรู้ความสามารถในด้านใดด้านหนึ่งอันจะยังประโยชน์ในการบริหารจัดการศาสนสมบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพจำนวนเท่าๆ กัน

ให้ผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลาง เป็นเลขานุการคณะกรรมการศาสนสมบัติกลางโดยตำแหน่ง

มาตรา ๖๒ ประธานกรรมการศาสนสมบัติกลาง และกรรมการศาสนสมบัติกลางอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานกรรมการศาสนสมบัติ และกรรมการศาสนสมบัติกลางพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

(๑) มรณภาพ หรือตาย

(๒) ลาออก

(๓) พ้นจากความเป็นพระภิกษุ ในกรณีที่ได้รับแต่งตั้งมาในฐานะเป็นพระราชาคณะหรือพระสังฆาธิการ

(๔) มหาคณิสสรมีมติถอดถอน โดยความเห็นชอบของมหาเถรสมาคม

มาตรา ๖๓ ในกรณีที่ประธานกรรมการหรือกรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระให้ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการหรือกรรมการแทนตำแหน่งที่ว่างโดยเร็ว

ประธานกรรมการหรือกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ในตำแหน่งตามวาระของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา ๖๔ คณะกรรมการศาสนสมบัติกลางมีอำนาจหน้าที่ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของสำนักงานศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นไปตามนโยบายและหลักเกณฑ์ที่มหาคณิสสรกำหนด และมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ด้วย

(๑) วางนโยบายในการดูแล รักษา และจัดการผลประโยชน์ในศาสนสมบัติกลาง

(๒) กำกับ ดูแล ประเมินผลการดำเนินงานของผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลาง

(๓) เสนอแนะรายชื่อผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลางต่อมหาคณิสสรเพื่อมีมติแต่งตั้ง

(๔) กำหนดระเบียบปฏิบัติที่จำเป็นในการบริหารจัดการศาสนสมบัติกลาง

การประชุมของคณะกรรมการศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นไปตามข้อบังคับมหาคณิสสร

มาตรา ๖๕ ให้มีผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลาง ซึ่งมหาคณิสสรมีมติแต่งตั้งโดยคำเสนอแนะของคณะกรรมการศาสนสมบัติกลาง มีอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการผลประโยชน์ในศาสนสมบัติกลาง รวมตลอดถึงจัดทำงบประมาณประจำปีรวมทั้งรายรับรายจ่าย และอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กำหนดในข้อบังคับของมหาคณิสสร

ในกิจการของสำนักงานศาสนสมบัติกลางที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลางเป็นผู้แทนของสำนักงานศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๖๖ ผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลางต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

(๒) เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อยไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี

(๓) มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการหรือในด้านอื่นตามที่คณะกรรมการศาสนสมบัติกลางกำหนด

(๔) มีคุณสมบัติอื่นใดและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คณะกรรมการศาสนสมบัติกลางกำหนด

การสรรหา การแต่งตั้ง ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง และค่าตอบแทนของผู้จัดการสำนักงานศาสนสมบัติกลาง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการศาสนสมบัติกลางกำหนดโดยความเห็นชอบของมหาคณิสสร

มาตรา ๖๗ การบริหารงานของสำนักงานศาสนสมบัติกลางให้เป็นไปตามระเบียบของคณะกรรมการศาสนสมบัติกลางที่ออกโดยความเห็นชอบของมหาคณิสสร

พนักงานและลูกจ้างของสำนักงานศาสนสมบัติกลางไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานและกฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์

หมวด ๘

สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

มาตรา ๖๘ ให้มีสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นนิติบุคคลอยู่ในกำกับของนายกรัฐมนตรี และมีผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามคำแนะนำของมหาคณิสสรเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ และรับผิดชอบในการปฏิบัติการต่อนายกรัฐมนตรีและมหาเถรสมาคม และจะให้มีรองผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติด้วยก็ได้

การแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะแต่งตั้งจากข้าราชการในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือแต่งตั้งจากบุคคลภายนอกซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นข้าราชการ แต่เป็นผู้สำเร็จการศึกษาเป็นเปรียญธรรมตั้งแต่หกประโยคขึ้นไปหรือปริญญาตรีทางพระพุทธศาสนา และจะต้องจบปริญญาโทสาขาใดสาขาหนึ่งด้วย

บุคคลภายนอกซึ่งมิได้เป็นข้าราชการ ต้องมีคุณสมบัติ ความสามารถ และประสบการณ์อื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

การแบ่งส่วนราชการภายภายในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ทำเป็นกฎกระทรวง

การบรรจุ การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การได้รับค่าตอบแทน และอำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติที่แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมิได้เป็นข้าราชการให้เป้นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๖๙ ให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่สนองงานของสมเด็จพระสังฆราช คณะสงฆ์ มหาเถรสมาคม และมหาคณิสสร ให้เป็นไปตามกฎหมาย พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช กฎมหาเถรสมาคม ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติของมหาเถรสมาคมหรือมหาคณิสสรและรับผิดชอบเกี่ยวกับการอุปถัมภ์ คุ้มครอง ดูแลรักษา ทำนุบำรุง เผยแผ่พระพุทธศาสนา ประสานงาน กิจการทั่วไปของพระพุทธศาสนาและของคณะสงฆ์ และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่นายกรัฐมนตรี มหาเถรสมาคม หรือมหาคณิสสรมอบหมาย

ในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรี กำหนดให้พระภิกษุเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงาน หรือมีหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง และมหาคณิสสรมีมติว่าการนั้นมิใช่เป็นการอันพระภิกษุพึงกระทำ หรือด้วยเหตุขัดข้องประการอื่น มหาคณิสสรจะมีมติมอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติทำหน้าที่ดังกล่าวแทนก็ได้ และให้ถือว่าผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นกรรมการ อนุกรรมการ หรือคณะทำงาน หรือมีหน้าที่ตามที่กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ หรือมติคณะรัฐมนตรีนั้นกำหนด

มาตรา ๗๐ ในกรณีที่จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่การพระพุทธศาสนา จะจัดให้มีศูนย์พระพุทธศาสนาในพื้นที่ตามที่มหาคณิสสรกำหนดก็ได้ โดยให้คำนึงถึงการใช้ประโยชน์จากวัดและพระภิกษุด้วย

ในกรณีที่ใช้วัดเป็นศูนย์พระพุทธศาสนา ให้สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติจัดสรรงบประมาณและบุคคลากรเพื่ออำนวยความสะดวกให้ตามสมควร

หมวด ๙

บทกำหนดโทษ

มาตรา ๗๑ ผู้ใดมิได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์หรือถูกถอดถอนจากความเป็นพระอุปัชฌาย์ตามมาตรา ๓๘ แล้ว กระทำการบรรพชาอุปสมบทแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

มาตรา ๗๒ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ หรือมาตรา ๔๓ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

มาตรา ๗๓ ผู้ใดพ้นจากความเป็นพระภิกษุเพราะปาราชิกมาแล้ว ไม่ว่าจะมีคำวินิจฉัยตามมาตรา ๔๑ หรือไม่ก็ตาม แต่มารับบรรพชาอุปสมบทใหม่โดยกล่าวความเท็จหรือปิดบังความจริงต่อพระอุปัชฌาย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี

มาตรา ๗๔ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราชต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗๕ ผู้ใดหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นกรรมการมหาเถรสมาคม กรรมการมหาคณิสสร คณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยมีเจตนาที่จะเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาหรือเพื่อให้เกิดความแตกแยกในคณะสงฆ์หรือคณะสงฆ์อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗๖ ผู้ใดกระทำหรือแสดงให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยการกล่าว ไขข่าว แพร่หลาย หรือด้วยการโฆษณา หรือกระทำให้ปรากฏด้วยประการใดๆ อันเป็นการฝ่าฝืนความจริงหรือมีลักษณะเป็นการจงใจให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหายแก่พระพุทธศาสนา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๗๗ เมื่อมีการกระทำความผิดตามมาตรา ๗๔ มาตรา ๗๕ หรือมาตรา ๗๖ ให้ถือว่าผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

หมวด ๑๐

เบ็ดเตล็ด

มาตรา ๗๘ ให้พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์และไวยาวัจกร เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา ๗๙ การปกครองคณะสงฆ์อื่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๘๐ สมเด็จพระสังฆราชซึ่งทรงดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับทรงอยู่ในตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชตามพระราชบัญญัตินี้ต่อไป

มาตรา ๘๑ ให้มหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ยังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไป และปฏิบัติหน้าที่แทนมหาเถรสมาคมและมหาคณิสสรตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการแต่งตั้งมหาเถรสมาคม และมหาคณิสสรตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๒ ให้พระภิกษุซึ่งเป็นพระสังฆาธิการหรือพระอุปัชฌาย์ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เป็นพระสังฆาธิการหรือพระอุปัชฌาย์ และปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนครบวาระการดำรงตำแหน่งหรือจนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้

ให้พระภิกษุที่ได้รับการสถาปนาหรือแต่งตั้งให้มีสมณศักดิ์อยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ยังคงมีสมณศักดิ์นั้นต่อไป

มาตรา ๘๓ ให้วัด ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลางตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นวัด ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลางตามพระราชบัญญัตินี้

คำขอจัดตั้งวัดที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัตินี้ แต่การใดที่ได้ดำเนินการไปแล้วโดยชอบด้วยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ถือเป็นอันใช้ได้

มาตรา ๘๔ ให้ยุบกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ และให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ยกเว้นในส่วนที่เกี่ยวกับการอุปถัมภ์หรือกิจการของศาสนาอื่นอันมิใช่พระพุทธศาสนาไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้

ให้โอนงานของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ที่มิได้ถูกโอนตามวรรคหนึ่ง ไปเป็นของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการและลูกจ้าง และเงินงบประมาณของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ในส่วนที่เกี่ยวกับการอุปถัมภ์และกิจการพระพุทธศาสนาไปเป็นของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ และโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการและลูกจ้าง และเงินงบประมาณของกรมการศาสนาที่เหลือไปเป็นของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ

ข้าราชการหรือลูกจ้างซึ่งโอนมาตามวรรคสองผู้ใดไม่ประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่ในสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติต่อไป ให้ทำหนังสือแสดงความจำนงต่อผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติภายในสามสิบวันแต่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามมาตรา ๘๔ ในกรณีเช่นนี้ ให้ถือว่าข้าราชการหรือลูกจ้างดังกล่าวไม่เคยถูกโอนมาตามวรรคสอง แต่ไม่กระทบต่อกิจการงานที่ได้กระทำไปหรือก่อนหน้าที่จะมีหนังสือแสดงความจำนงดังกล่าว

มาตรา ๘๕ ให้ดำเนินการแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ

ในระหว่างที่ยังไม่ได้แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีกรมการศาสนาซึ่งโอนมาตามมาตรา ๘๓ วรรคสาม รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อน

มาตรา ๘๖ ในระหว่างที่ยังไม่มีคณะกรรมการศาสนสมบัติกลางตามพระราชบัญญัตินี้ให้มหาคณิสสรทำหน้าที่คณะกรรมการศาสนาสมบัติกลางไปพลางก่อน

ให้กระทรวงศึกษาธิการ สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานศาสนสมบัติกลางร่วมกันสำรวจ ตรวจสอบและจัดทำทะเบียนและบัญชีทรัพย์สินที่เป็นศาสนสมบัติกลางให้เสร็จภายในสิบสองเดือน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

ให้โอนกรรมสิทธิ์ในศาสนสมบัติกลางที่อยู่ในนามของกรมการศาสนามาเป็นของสำนักงานศาสนสมบัติกลางโดยการเปลี่ยนแปลงเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ให้แล้วเสร็จภายในสิบแปดเดือนนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ และให้ผู้โอนและสำนักงานศาสนสมบัติกลางได้รับการยกเว้นภาษีอากร และค่าธรรมเนียมทั้งปวงอันเกิดขึ้นเนื่องจากหรือเพราะเหตุมีการโอนกรรมสิทธิ์ศาสนสมบัติกลางดังกล่าว

ให้โอนบรรดาสิทธิ หนี้ ภาระติดพัน และสิทธิเรียกร้องใดๆ อันเกี่ยวกับศาสนสมบัติกลางไปเป็นของสำนักงานศาสนสมบัติกลาง

มาตรา ๘๗ บรรดากฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติที่ออกตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้คงใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวง กฎมหาเถรสมาคม พระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช ประกาศ ข้อบังคับ ระเบียบ คำสั่ง หรือมติตามพระราชบัญญัตินี้ขึ้นใช้แทน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินห้าปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

มาตรา ๘๘ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ ประกาศหรือคำสั่งใดที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนาที่ได้กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ ประกาศ หรือคำสั่งนั้น กำหนดเป็นอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคม หรือมหาคณิสสร ตามพระราชบัญญัตินี้แล้วแต่กรณี

ในกรณีที่มีปัญหาว่าอำนาจหน้าที่ตามความในวรรคหนึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของมหาเถรสมาคมหรือมหาคณิสสร ให้มหาเถรสมาคมวินิจฉัยโดยคำเสนอแนะของมหาคณิสสร

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

นายกรัฐมนตรี

ผู้จัดการ