|
ชาติพันธุ์และศาสนา ความซับซ้อนในอิรัก
อัดนัน
ปาชาชี ผู้นำมุสลิมสุหนี่
จนถึงขณะนี้แนวทางในการสร้างชาติอิรักขึ้นใหม่ภายใต้ซากปรักหักพังของสงครามยังมีรายละเอียดเพียงเล็กน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ว่า
จะมีบทบาทอย่างไรในการปกครองอิรักในอนาคต
ประชากรในอิรักไม่เพียงแค่หลากหลายด้วยกลุ่มทางชาติพันธุ์เท่านั้น
ยังมีความหลากหลายในแง่ของการนับถือศาสนาอีกด้วย ภายใต้การปกครองที่ผ่านมาของรัฐบาลซัดดัม
ฮุสเซน อาจเรียกได้ว่าแทบจะไม่มีความพยายามเพื่อสร้างความสมานฉันท์หรือเอกภาพให้เกิดขึ้นกับกลุ่มประชากรหลากหลายเหล่านี้
เว้นไว้แต่เพียงการใช้ความรู้สึกชาตินิยมเป็นแกนหลักในการปลุกระดมความเป็นอิรักขึ้นมาเป็นครั้งคราว
แต่ละกลุ่มก็มีเป้าหมายของตนเองในการบริหารประเทศหลังยุคซัดดัม ฮุสเซน
แตกต่างกันออกไป
กลุ่มชาติพันธุ์และศาสนาสำคัญๆ ในอิรัก มีดังต่อไปนี้
๑. กลุ่มสุหนี่อาหรับ
ถือเป็นชนกลุ่มน้อย มีจำนวนเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนประชากรทั้งสิ้น
24 ล้านคน อย่างไรก็ตาม สุหนี่อาหรับ หรือประชากรเชื้อสายอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่
ก็มีอำนาจเหนือประชากรส่วนอื่นๆ รวมทั้งชีอะห์อาหรับ และชาวเคิร์ด
มานับตั้งแต่อังกฤษก่อตั้งสาธารณรัฐอิรักขึ้นมาเมื่อปี 1921 เรื่อยมา
พรรคบาธ(บออัธ) พรรคการเมืองพรรคเดียวที่ปกครองอิรัก ซึ่งมีซัดดัม
ฮุสเซน เป็นผู้นำ ก็เป็นพรรคการเมืองที่มีแกนนำเกือบทั้งหมดเป็นสุหนี่อาหรับ
โดยเฉพาะหลังจากที่ก้าวขึ้นครองอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 1968 นั้น พรรคบาธควบคุมโดยตระกูลสุหนี่อาหรับจากจังหวัดทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ
ซัดดัม ฮุสเซน เองก็เป็นสุหนี่อาหรับ ซึ่งวางรากฐานของอำนาจไว้อย่างกว้างขวางผ่านทางญาติพี่น้องใกล้ชิด
ญาติพี่น้องห่างๆ และผู้คนร่วมตระกูลเดียวกันในเมืองติกริต ริมฝั่งแม่น้ำไทกริส
ทางตอนเหนือของกรุงแบกแดด
ตระกูลใหญ่อีกตระกูลของสุหนี่อาหรับคือ ตระกูลดุไลมี่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วรับผิดชอบงานทางด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองภายใต้รัฐบาลซัดดัม
ฮุสเซน แต่ตระกูลดุไลมี่บางส่วนเคยยุยงให้เกิดการจลาจลและลุกฮือขึ้นปฏิวัติอำนาจของซัดดัมหลายครั้ง
โดยเฉพาะเมื่อปี 1995 ที่มีทหารรวม 150 นาย ถูกสังหารเพราะก่อการปฏิวัติหลังจากประธานาธิบดีซัดดัมสั่งประหารชีวิตผู้บัญชาการฐานทัพอากาศที่เป็นดุไลมี่รายหนึ่ง
ในข้อหาพยายามสังหารตนเอง
๒. กลุ่มชีอะห์อาหรับ
ชาวอาหรับที่นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ มีจำนวนระหว่าง 55-60 เปอร์เซ็นต์
ของประชากรทั้งหมด ถือเป็นสัดส่วนประชากรที่ใหญ่ที่สุดของอิรัก ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ
บริเวณบาสรา แต่ก็มีอีกบางส่วนที่อาศัยอยู่ในกรุงแบกแดด กลายเป็นชนกลุ่มน้อยขนาดใหญ่ในเมืองหลวง
แม้จะเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ชีอะห์อาหรับมักถูกปกครองอยู่เสมอ
และหลายครั้งก็ถูกกดขี่จากสุหนี่อาหรับที่พยายามกีดกันชีอะห์ไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงที่มีอำนาจทางการเมือง
กล่าวกันว่า การกดขี่ทำนองดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในสมัยของซัดดัม
โดยที่มีผู้นำชีอะห์อาหรับจำนวนมากถูกลอบสังหาร
อยาตอลเลาะห์ อัล ฮาคิม ผู้นำมุสลิมชีอะห์
ผลก็คือทำให้กลุ่มชีอะห์อาหรับหันไปแสวงหาการสนับสนุนจากภายนอกประเทศโดยเฉพาะจากอิหร่าน
ซึ่งเป็นอาหรับที่นับถือนิกายชีอะห์เช่นเดียวกัน ส่งผลให้มีการผลักดันชีอะห์อาหรับเรือนแสนออกนอกประเทศในทศวรรษ
1970 โดยข้ออ้างว่ามีความสัมพันธ์กับอิหร่าน
กลุ่มการเมืองของชีอะห์อาหรับในอิรักที่ได้ชื่อว่าเข้มแข็งที่สุดคือ
สภาสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามอิรัก หรือสคีรี่ อ้างว่าเป็นตัวแทนของชีอะห์อาหรับส่วนใหญ่ในอิรัก
สคีรี่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่านและผู้นำของกลุ่มคือ อยาตอลเลาะห์
มูฮัมหมัด บาเคอร์ อัล ฮาคิม ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ลี้ภัยอยู่ในอิหร่าน
สคีรี่มีกองกำลังเป็นของตนเอง เชื่อว่ามีประมาณ 5,000-10,000 นาย เรียกกันว่ากองพลน้อยบาเดอร์
อยู่ในอิหร่านเช่นเดียวกัน ช่วงปลายสงครามอ่าวครั้งแรก กองพลบาเดอร์ข้ามแดนเข้ามาลึกถึงนาจาฟ
ปลุกระดมชาวชีอะห์อาหรับให้ลุกฮือต่อต้านซัดดัมตามข้อเสนอของสหรัฐที่ประกาศจะให้ความช่วยเหลือ
เมื่อไม่เป็นไปตามนั้น กองกำลังทั้งหมดถูกปราบปรามฆ่าฟันอย่างรุนแรงจนพ่ายแพ้ในที่สุด
ชีอะห์อาหรับอ้างว่าตนเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ จึงคาดหวังว่าจะมีสิทธิมีเสียงสำคัญในการบริหารประเทศหลังยุคซัดดัม
๓. กลุ่มคริสเตียน
คาดว่าทุกวันนี้ชาวอาหรับที่นับถือศาสนาคริสต์ในอิรักมีเพียง 650,000
คน หลักแหล่งส่วนใหญ่อยู่แถบโมซูล อาร์บิล และเคอร์คุก แต่ยิ่งลดจำนวนน้อยลงเรื่อยๆ
เนื่องจากส่วนใหญ่เดินทางออกไปใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศตะวันตก
เพื่อสมทบกับญาติพี่น้องที่ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ในยุคสงครามอ่าวครั้งแรก
และหลีกหนีจากการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจในประเทศ
คริสเตียนในอิรักยังแยกออกเป็นหลายกลุ่ม กลุ่มสำคัญคือ อัสซีเรียน
และชาลดีน คาทอลิก ซึ่งยอมรับอำนาจสูงสุดขององค์สันตะปาปา ทั้งสองกลุ่มกลายเป็นคริสเตียนกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศ
ส่วนคริสเตียนอื่นๆ มีอาทิ ซีเรียน ออร์โธดอกซ์, ซีเรียน คาทอลิก,
และอาร์เมเนียน อาพอสโทลิก เชิร์ช
ภายใต้ซัดดัม ฮุสเซน ชาวคริสเตียนอาหรับสามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งทางการเมืองระดับสูงได้
ทาริก อาซิซ รองนายกรัฐมนตรี คือตัวอย่างที่ดี
คริสเตียนบางคนเกรงว่าสงครามอ่าวครั้งที่สองจะทำให้ชาวอาหรับและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ
ในอิรักเกิดความโกรธแค้นต่อพวกตน
๔. กลุ่มเคิร์ด
ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดมีอยู่ประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ ของประชากรทั้งหมดของอิรัก
แต่ชาวเคิร์ดถือเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ที่กระจายกันอยู่ในหลายพื้นที่
ส่วนใหญ่แล้วอยู่ในทางตะวันออกเฉียงใต้ของตุรกี ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอิหร่าน
และบางส่วนในซีเรียด้วย นอกเหนือจากชาวเคิร์ดในอิรักอีกจำนวนหนึ่งที่หลบหนีออกนอกประเทศไปลี้ภัยอยู่ในยุโรป
เคิร์ด สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่าอินโด-ยูโรเปี้ยน และปรากฏรวมเป็นกลุ่มก้อนเป็นครั้งแรกในยุคอาณาจักรเมโสโปเตเมีย
เชื่อกันว่าต้นกำเนิดของชาวเคิร์ดมาจากชนภูเขาในยุค 700 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่เผยแพร่เข้าไปในกลุ่มเคิร์ดในราวศตวรรษที่
7
มาสซู้ด บาร์ซานี่ ผู้นำเคิร์ด
กลุ่มเคดีพี
ความพยายามรวมตัวเป็นชนชาติของชาวเคิร์ดนั้นเกิดขึ้นเมื่อราวปลายศตวรรษที่
19 แต่จนกระทั่งบัดนี้เคิร์ดก็ยังเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกที่ยังไม่มีประเทศเป็นของตนเอง
และชาวอิรักเชื้อสายเคิร์ดต่อสู้เพื่อปกครองตนเองมาตั้งแต่ปี 1961
ในปี 1970 รัฐบาลอิรักและผู้นำเคิร์ดทำความตกลงเปิดโอกาสให้เคิร์ดจัดตั้งเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน(เคเออาร์)ขึ้นทางตอนเหนือของประเทศ
หลังจากสงครามอ่าวเปอร์เซียเมื่อปี 1991 รัฐบาลแบกแดดหมดอำนาจควบคุมในเคเออาร์
ที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของอเมริกันและอังกฤษ เคิร์ดประกาศจัดตั้งรัฐเคอร์ดิสถานขึ้นในพื้นที่ภูเขาทางตอนเหนือ
ชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดตกเป็นเหยื่อการปราบปรามของรัฐบาลกลางแบกแดดมาโดยตลอด
ระหว่างสงครามอิรัก-อิหร่านยาวนาน 8 ปี(1980-1988) กองกำลังเคิร์ดพยายามลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลอิรักโดยอิหร่านให้ความช่วยเหลือ
ทำให้ประธานาธิบดีซัดดัมต้องส่งกำลังทหารขึ้นไปประจำอยู่ทางเหนือเป็นการตอบโต้สงครามกองโจรของชาวเคิร์ด
ในปี 1988 ซัดดัมมีคำสั่งให้ดำเนินการปราบปรามที่มั่นของชาวเคิร์ดซึ่งเป็นของพรรคการเมืองเคิร์ดหลักๆ
หลายพรรค ในการปราบปรามครั้งนั้นมีการนำเอาอาวุธเคมีมาใช้ เป็นเหตุให้ชาวเคิร์ดไม่น้อยกว่า
5,000 คน เสียชีวิตภายใน 1 ชั่วโมง ในเมืองฮาลับจา
ในปี 1991 กลุ่มชาตินิยมเคิร์ดโน้มน้าวให้กองทัพในท้องถิ่นที่มีทหารเป็นเคิร์ดเป็นส่วนใหญ่ให้แปรพักตร์ก่อกบฏขึ้น
จนทำให้ถูกปราบปรามอย่างหนัก ชาวเคิร์ดไม่น้อยกว่า 1.5 ล้านคน ต้องหนีการสู้รบไปเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในอิหร่านและตุรกี
เนื่องจากพื้นที่เคิร์ดอุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมันมหาศาล ทำให้รัฐบาลซัดดัมพยายามทุกวิถีทาง
ตั้งแต่การบังคับให้ลี้ภัยไปจนถึงการจับกุมในข้อหาไม่มีเอกสารประจำตัว
หรือมีเอกสารไม่เหมาะสม จนต้องพลัดถิ่นที่อยู่เป็นจำนวนมาก
พื้นที่ทางตอนเหนือในเขตอิทธิพลของเคิร์ด ปกครองโดย 2 กลุ่ม คือ กลุ่มสหภาพรักชาติเคอร์ดิสถาน(พียูเค)
ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ นำโดย จาลัล ทาบาลินี่ และกลุ่มพรรคประชาธิปไตยเคอร์ดิสถาน(เคดีพี)
ควบคุมพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือนำโดย มาสซู้ด บาร์ซานี่ ทั้งสองกลุ่มเป็นปฏิปักษ์ซึ่งกันและกันมาไม่น้อยกว่า
10 ปี เพิ่งจะลงนามในความตกลงร่วมเป็นเอกภาพเมื่อไม่นานมานี้หลังยุคซัดดัม
เคิร์ดต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ซึ่งแบ่งแยกอิรักออกเป็น 2 รัฐอิสระ ประกอบด้วยรัฐเคิร์ดทางเหนือและรัฐอาหรับทางใต้
แต่อาจจะทำให้ตุรกีคัดค้านอย่างหนัก เพราะในตุรกีเองมีชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ดอยู่ถึง
12 ล้านคน ทำให้ประเด็นการตั้งรัฐอิสระของเคิร์ดเป็นประเด็นละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
๕. กลุ่มอาหรับที่ราบลุ่ม
อาหรับที่ราบลุ่ม(Marsh Arab) เป็นชาวอาหรับที่นับถือศาสนามุสลิมนิกายชีอะห์
ซึ่งครั้งหนึ่งเคยตั้งหลักแหล่งอยู่ตามบริเวณหนองบึงในพื้นที่เขตต่อเนื่องจากลำน้ำไทกริสและยูเฟรติส
เชื่อกันว่าชนเผ่าเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวบริเวณต่อเนื่องกับชายแดนอิหร่านมาตั้งแต่สมัยโบราณเมื่อ
5,000 ปีล่วงมาแล้ว ปัจจุบันคนเหล่านี้พลัดถิ่นฐานกระจายกันใช้ชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ
ทั่งทางตอนใต้ของประเทศ
ชาวอิรักเชื้อสายอาหรับที่ราบลุ่มมีจำนวนประมาณ 250,000 คน (ตัวเลขเมื่อ
10 ปีที่แล้ว) อาศัยอยู่ในบ้านเรือนที่สร้างอย่างง่ายๆ จากไม้รวก ฟางหญ้าหรือกก
เลี้ยงชีวิตโดยการเลี้ยงปศุสัตว์ ต้องพลัดถิ่นฐานจากที่อยู่ดั้งเดิมด้วยเหตุเพราะส่วนใหญ่ของหนองบึงเหล่านี้แห้งขอด
พื้นที่เดิมของชาวอาหรับที่ราบลุ่มล้อมรอบด้วยหนองบึง จะเดินทางเข้าถึงได้ด้วยทางเรือหรือเฮลิคอปเตอร์
ทำให้กลายเป็นศูนย์กลางของการกบฏและปล้นสะดมอยู่เสมอมา ระหว่างสงครามอิรัก-อิหร่าน
พื้นที่นี้กลายเป็นแหล่งแทรกซึมของกองกำลังฝ่ายต่อต้านอิรักจากอิหร่าน
และเป็นศูนย์กลางก่อกบฏต่อซัดดัม ในช่วงปลายสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก
หลังจากนั้นก็ถูกปราบปรามอย่างหนัก หมู่บ้านหลักๆ ถูกถล่ม ตามด้วยการจัดทำระบบชลประทานใหม่ที่ทำให้พื้นที่เหล่านี้แห้งขอด
ชาวอาหรับที่ราบลุ่ม 40,000 คน หลบหนีไปอิหร่าน อีก 100,000 คน พลัดถิ่นอยู่ภายในประเทศ
๖. กลุ่มเติร์กแมน
ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเติร์กแมน หรือเติร์กโกแมน มีจำนวนประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์
ของประชากรทั้งหมด มีวัฒนธรรมและภาษาพูดคล้ายคลึงกับชาวอนาโตเลีย ในตุรกี
เชื่อว่าอพยพเข้ามาตั้งหลักแหล่งในเมโสโปเตเมียในศตวรรษที่ 11 และก่อตั้งชุมชนขึ้นในอิรักในราวศตวรรษที่
12 ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศแถบเมืองโมซูลและเคอร์คุก
ทางใต้ของเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถาน
ผู้นำเติร์กแมนอ้างว่าชาวเติร์กแมนนับแสนถูกบังคับให้สลายตัวเอง อีกส่วนหนึ่งลี้ภัยไปอยู่ในยุโรป
ซึ่งมีอยู่ราว 20,000 คน ในขณะนี้
เคอร์คุก อาจกลายเป็นศูนย์กลางการช่วงชิงระหว่างเติร์กแมนและเคิร์ด
ในยุคหลังซัดดัม
๗. กลุ่มอัสซีเรียน
ชนกลุ่มน้อยเชื้อสายอัสซีเรีย สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอาณาจักรอัสซีเรียและบาบิโลเนียในยุคโบราณ
หลังจากอาณาจักรดังกล่าวล่มสลายในราว 600-700 ปีก่อนคริสต์ศักราช ชาวอัสซีเรียนกระจัดกระจายออกไปทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
ชาวอัสซีเรียรับเอาศาสนาคริสต์มานับถือตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 ในราวปี
1915 อัสซีเรียนตกเป็นเป้าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จากออตโตมาน เติร์ก จนต้องหลบหนีขึ้นไปใช้ชีวิตอยู่ตามแถบภูเขา
แบบเป็นชนเผ่าอิสระกึ่งๆ ไร้รัฐ
ปี 1932 หนึ่งปีหลังอิรักได้รับอิสรภาพ กองทัพอิรักไล่ล่าสังหารหมู่ชาวอัสซีเรียนครั้งใหญ่อีกครั้งเพื่อตอบโต้การที่อัสซีเรียนร่วมมือกับอังกฤษในการยึดอิรักเป็นอาณานิคม
และยังคงถูกกดขี่ปราบปรามอย่างหนักมาจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ก่อนที่จะเริ่มดีขึ้นในระยะไม่กี่ปีหลัง
ชาวอัสซีเรียนต้องการสิทธิในความเป็นกลุ่มชนชาติมากขึ้นหลังยุคซัดดัม
ฮุสเซน
|