พระเขี้ยวแก้ว

พระเขี้ยวแก้วจากจีน ที่ถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ พุทธ-มณฑล ประเทศไทย เปิดโอกาสให้คนไทยกราบไหว้ ถึงวันที่ 28 ก.พ. ประวัติความเป็นมา...น่าเชื่อถือ

ตามคัมภีร์พุทธจีน...พระเขี้ยวแก้วในโลกนี้ มีอยู่สององค์ องค์แรกอยู่ที่เมืองแคนดี ประเทศลังกา องค์ต่อมา อยู่ที่เมืองโคทาน ลังกาเหมือนกัน

หลวงจีนฟาเหียน อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่เมืองนานกิง

พระเขี้ยวแก้ว ก็พระทนต์ของพระพุทธเจ้า นั่นแหละครับ... ใคร...ขึ้นชื่อว่าพุทธศาสนิก ก็อยากได้ไว้สักการะบูชา พ.ศ.1614 หนีตัณหามนุษย์ ถูกอัญเชิญไปซ่อนไว้ที่เจดีย์วัดหลิงกวง ปักกิ่ง

พ.ศ.2453 ช่วงเวลาในหนังเรื่อง 55 วันในปักกิ่ง ฝรั่งมังค่า 8 ประเทศ รุมต้มยำทำแกงพระนางซูสีไทเฮาเพลินไป เจดีย์ก็พังทลาย นับแต่นั้น พระเขี้ยวแก้วก็เปิดเผยเป็นทางการ

ส่วนคัมภีร์สุมังคลวิลาสินี ฉบับอินเดีย บันทึกเรื่องพระเขี้ยว-แก้วไว้ว่า หลังถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ พระเขี้ยวแก้วทั้ง 4 พระ รากขวัญทั้ง 2 พระนลาฏ 1 ยังเหลืออยู่

นอกนั้นแหลกย่อยไปเป็นพระบรมสารีริกธาตุ ขนาดเล็กเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ขนาดกลางเท่าเมล็ดข้าวสารหัก ขนาดใหญ่เท่ากับเม็ดถั่วเขียวแตกกลาง

หนังสือปฐมสมโพธิฉบับไทย เขียนว่า พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนฝ่ายขวา กับพระรากขวัญเบื้องบน ขึ้นไปอยู่ในพระจุฬามณีเจดีย์ ณ ดาวดึงส์เทวโลก

พระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำฝ่ายขวา ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองกลิงคราษฎร์ บัดนี้สถิตอยู่ ณ ลังกาทวีป พระเขี้ยวแก้วเบื้องบนฝ่ายซ้าย ประดิษฐาน ณ เมืองคันธารราษฎร์

และพระเขี้ยวแก้วเบื้องต่ำฝ่ายซ้าย ประดิษฐาน อยู่ ณ นาคพิภพ

ยึด ตามคัมภีร์นี้ พระเขี้ยวแก้วมีอยู่ 4 องค์ ไปอยู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เสีย 1 องค์ อยู่เมืองบาดาล อีก 1 องค์ เหลืออีก 2 องค์ คงพอ แบ่งกันในเมืองมนุษย

คันธารราษฎร์ดินแดนอัฟกาวันนี้ ไม่มีวี่แวว ขนาดพระพุทธรูปสลักจากหน้าผาสูงเท่าภูเขา พ่อยังระเบิดเสียไม่มีอะไรเหลือ ลังกาพอมีเค้า

เรื่องพระเขี้ยวแก้วองค์ลังกา ร.5 พระราชนิพนธ์ไว้ ใครที่มีข้อวิจิกิจฉา น่าจะไปหาอ่าน

อีกองค์...ยกประโยชน์ให้จีนเอาไป

ถ้าพระเขี้ยวแก้ว ยังประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ ผู้คนกราบไหว้กันเรื่อยๆ ก็คงไม่มีปัญหา แต่เมื่อเปิดเผย...ออกมา ให้เห็นกับตา ก็มีข้อกังขาต่างๆนานา ต่างจิตต่างใจ

แต่สำหรับผม...ไม่เห็นข้อแตกต่าง เมื่อใช้หลักธรรมของพระพุทธเจ้า...

ภิกษุทั้งหลาย รูปไม่เที่ยง สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา

สิ่งใดเป็นอนัตตา พึงพิจารณาสิ่งนั้น ด้วยสัมมาปัญญาตามเป็นจริงว่า เราไม่ได้เป็นนั่นเป็นนี่ นี่ไม่ใช่ตัวตนของเรา

นี่! ไม่ใช่ของของเรา

ก็เมื่อหลักธรรมพระพุทธองค์ ทรงเน้นให้เห็นความเป็นจริง...ความจริงแล้ว...ไม่มีสิ่งใดเลย ทุกสิ่งเกิดเป็นสังขาร มาจากการสมมติ ที่เป็นทุกข์กันอยู่ในวันนี้ ก็เกิดจากการสมมติ

พระเขี้ยวแก้ว จะเป็นพระทนต์ของพระพุทธเจ้า พระบรม-สารีริกธาตุที่มีมากมาย หลายแห่ง จะเป็นจริงหรือไม่ ก็เป็นแค่สิ่งสมมติ

หากกราบพระเขี้ยวแก้วแล้ว ก็ใช้ประโยชน์จากการสมมติ ระลึกถึงพระพุทธองค์ แล้วระลึกถึงธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน เพื่อการพ้นทุกข์...

นี่! ต่างหาก ศิษย์พระตถาคตของแท้... ถ้าหากยังหลงสมมติกันอยู่ เป็นศิษย์จากสำนักอื่น.

กิเลน ประลองเชิง / ไทยรัฐ