สำรวจ 'แนวรบ' สงครามการก่อการร้าย
ประชิดเมืองไทยแค่ไหน

หลังเหตุการณ์ระเบิดที่บาหลี อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ต่อด้วยการระเบิดห้างสรรพสินค้าที่เมืองซัมบวงก้า ประเทศฟิลิปปินส์ในวันที่ 17 ตุลาคม คำถามสำคัญที่ติดตามมาก็คือ สังคมอื่น ประเทศอื่น ปลอดภัยจากเหตุการณ์ก่อการร้ายสะเทือนขวัญในทำนองเดียวกันนั้นมากน้อยแค่ไหน ประเทศไทยเรามีโอกาสหรือไม่ที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรีพยายามตอบคำถามข้างต้นนี้ด้วยคำปลอบใจ เรียกร้องไม่ให้เกิดการตื่นตระหนกจนเกินเหตุ โดยให้เหตุผลติดตามมาว่า ในประเทศอย่างไทยเรา ไม่มีเงื่อนไขให้มีผู้คิดก่อการรุนแรงด้วยอาวุธ "หนัก" เหมือนอย่างอินโดนีเซีย พูดอีกอย่างในทรรศนะของผู้นำระดับ พล.อ.ชวลิตก็คือ ไม่น่าจะเกิดการก่อการร้ายขึ้นในไทยเนื่องเพราะไม่มีเงื่อนไขให้เกิด

แต่ดูเหมือนรายงานเชิงวิเคราะห์บางชิ้น ความเห็นของนักวิเคราะห์บางคน และสมาชิกองค์กรมุสลิมบางรายไม่สอดคล้องกับทรรศนะดังกล่าวของ พล.อ.ชวลิต

บางทรรศนะไม่เพียงเห็นว่า การก่อการร้ายในไทยมีโอกาสขึ้นเท่านั้น หากยังเคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วเพียงแต่ถูกเบี่ยงเบนให้เป็นประเด็นความมั่นคงภายในเท่านั้นเอง

รัฐอิสลามแห่งอุษาคเนย์

เริ่มต้นด้วยภาพรวมของสิ่งที่เรียกกันว่า รัฐอิสลามพิสุทธิ์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นคำที่ มูลนิธิเอเชียแปซิฟิก สถาบันวิชาการอิสระที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษใช้ในการจัดทำรายงานเชิงสืบสวนสอบสวนว่าด้วยขบวนการก่อการร้ายหัวรุนแรงที่อิงอยู่กับแนวทางมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา รายงานชิ้นนี้มีการเผยแพร่ออกสู่สาธารณะเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุระเบิดที่บาหลีไม่กี่วัน

ในรายงานชิ้นดังกล่าวให้คำนิยามของขบวนการก่อการร้ายระดับโลกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ปฏิบัติการวินาศกรรมสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 กันยายนปีที่แล้ว และถูกรัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า อยู่เบื้องหลังการลอบวางระเบิดสังหารบนเกาะบาหลีอย่างอัลเคด้าเสียใหม่ ด้วยการชี้ว่า ทุกวันนี้เมื่อเราพูดถึงอัลเคด้านั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจว่าหมายถึงขบวนการในลักษณะใด

"ในขณะนี้ เครือข่ายอัลเคด้าในความเป็นจริงแล้วก็คือ องค์กรขนาดใหญ่ที่มีกลุ่มก่อการร้ายและหน่วยปฏิบัติงานย่อยที่เรียกว่าเซลล์(cell) จำนวนหนึ่งเป็นองคาพยพ มีระดับของการปกครองตัวเองหลากหลายระดับ แต่มีอุดมการณ์ร่วม และปฏิบัติงานภายใต้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน"

โดยนัยดังกล่าวนั้น รายงานของมูลนิธิเอเชียแปซิฟิกชี้ว่า อัลเคด้ามีหน่วยงานของตัวเองอยู่ใน 94 ประเทศเป็นอย่างน้อย

ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะเป็น ลัสการ์ จิฮัด หรือดารุล อิสลาม หรือเจมาห์ อิสลามิยาห์ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อการร้ายที่บาหลี จึงมีส่วนเชื่อมโยงกับอัลเคด้าทั้งสิ้น เพียงแต่ศักยภาพของเจมาห์ อิสลามิยาห์ ในการเข้าไปยุ่มย่ามในระดับภูมิภาคนั้นมีสูงกว่าอีก 2 กลุ่มแรกเท่านั้นเอง

อินโดนีเซียคือแดนสวรรค์

รายงานของมูลนิธิเอเชียแปซิฟิก บอกว่า กลุ่มก่อการร้ายที่อิงกับแนวทางของมุสลิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นอาศัยอินโดนีเซียเป็นแหล่งพักพิงมาเนิ่นนานเต็มที ค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็น "ศูนย์กลาง" ของการก่อการร้ายไปหลายเดือนมาแล้ว

การทำอย่างนี้บังเกิดผลได้ด้วยแรงจูงใจ 2 อย่าง อย่างแรกก็คือ รัฐอิสลามพิสุทธิ์ ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ "ภาคใต้ของไทย,สิงคโปร์,มาเลเซีย,อินโดนีเซียภาคใต้ของฟิลิปปินส์ และบรูไน

ประการถัดมาก็คือ อาศัยแรงจูงใจต่อต้านคริสเตียน อาศัยชุมชนคริสเตียนที่สมาชิกจำนวนหนึ่งมีเชื้อสายจีนเป็นเป้าหมาย

รายงานชิ้นนี้บอกว่า เหตุที่บาหลีตกเป็นเป้าการก่อการร้ายในครั้งนี้ ยังไม่มีหลักฐานใดๆ บ่งบอกว่า เกิดขึ้นเนื่องเพราะที่นั่นเป็นชุมชนฮินดู และเป็นเพราะครอบครัวของประธานาธิบดี เมกาวตี ซูการ์โน บุตรี มีเชื้อสายฮินดูแต่อย่างใด แต่บาหลีถูกเลือกเนื่องจากมาตรการรักษาความปลอดภัยของที่นั่นหละหลวมจนเป็นปกติวิสัยเพราะหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานความมั่นคงของอินโดนีเซียไม่เชื่อว่าจะเป็นจุดที่ถูกโจมตีต่างหาก

รายงานชิ้นนี้บอกว่า ในการประเมินครั้งล่าสุดเมื่อเดือนเมษายนปีนี้ แหล่งที่อาจเกิดการก่อการร้ายที่เป็นจุดอันตรายในอินโดนีเซียมีอีกอย่างน้อย 6 จุด ด้วยกัน ไล่ตั้งแต่ อาเจะห์,โมลุกกะ,ปาปัว,แซมปิต(ชวากลาง),กาลิมันตัน,โปโซ(สุลาเวสีกลาง) และติมอร์ตะวันตก

ทั้งหมดนั้นมีจุดอ่อนในการรักษาความปลอดภัยทั้งสิ้น

ในตอนท้ายรายงานชิ้นนี้ระบุว่า เหตุการณ์ที่บาหลีและการจับกุมผู้ก่อการร้ายซึ่งเป็นสมาชิกของ เจมาห์ อิสลามิยาห์ ในสิงคโปร์ก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นว่า แนวรบในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายแห่งใหม่ถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว และในอีกไม่นานก็จะเป็นปัญหาในระดับเดียวกับที่เคยเป็นปัญหาต่ออัฟกานิสถานและปากีสถานมาแล้ว

"โชคร้ายที่เจ้าหน้าที่ด้านต่อต้านการก่อการร้ายในประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกมักมองมันเป็นปัญหาการละเมิดกฎหมายภายในของปัจเจกชนชั่วร้าย มากกว่าที่จะเป็นปัญหาซึ่งจำต้องร่วมมือกันปราบปรามอย่างใกล้ชิดในระดับนานาชาติ" รายงานชิ้นนี้ระบุ

ปัญหาปริศนาที่ภาคใต้ของไทย

เช่นเดียวกัน ไฟแนนเชียล ไทม์ส หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความเชื่อถือในระดับสากลของอังกฤษ ชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทยก็มองเห็นเหตุการณ์ลอบสังหารเจ้าหน้าที่ตำรวจ 21 คนที่ภาคใต้ของไทย เป็นปัญหาที่เกิดจากปมเรื่องยาเสพติดและความขัดแย้งในธุรกิจนอกกฎหมาย ทั้งๆ ที่นักวิเคราะห์บางคนฉงนไม่วายกับเหตุการณ์ที่จู่ๆ ก็เกิดขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

นักสังเกตการณ์เหล่านี้บอกกับไฟแนนเชียล ไทม์ส ว่าดูเหมือนรัฐบาลไทยมีความพยายามที่จะลดระดับความสำคัญของเหตุการณ์ลง(play down) เนื่องเพราะมันเชื่อมโยงกับความขัดแย้งกับกลุ่มขบวนการโจรก่อการร้ายที่อิงกับแนวทางมุสลิม ซึ่งพยายามที่จะพลิกฟื้นตัวเองขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งหลังจากห่างหายไปนาน

พล.ท.กิตติ รัตนฉายา อดีตแม่ทัพภาค 4 ที่คร่ำหวอดอยู่ในพื้นที่ภาคใต้มานานบอกกับไฟแนนเชียล ไทม์ส ว่าไม่เห็นด้วยกับทรรศนะของรัฐบาลในเรื่องนี้

"สำหรับผมแล้วนี่เป็นผลงานของผู้ก่อการร้ายมุสลิม หากพวกเขาสามารถฆ่าตำรวจได้ ก็สามารถควบคุมหมู่บ้านนั้นได้ และรอคอยจังหวะเวลาเพื่อพัฒนาให้สถานการณ์มันเลวร้ายมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้อาจมีพวกแก๊งเกี่ยวข้องอยู่ด้วยแต่กุญแจสำคัญก็คือมันมีความเชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้ายมุสลิม" พล.ท.กิตติบอก

ปัญหาก็คือ ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งหลาย เห็นตรงกันว่า สมาชิกขบวนการแบ่งแยกดินแดนอย่างองค์การปลดแอกสหรัฐปัตตานี(ปัตตานี ยูไนเต็ด ลิเบอเรชั่น ออร์แกไนเซชั่น-พูโล) ที่ยังคงปฏิบัติการอยู่ในขณะนี้มีจำนวนไม่ถึง 100 คน สมาชิกพูโล 3 นาย เพิ่งถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่นั่นเป็นการตัดสินจากพฤติกรรมที่เคยทำเมื่อกลางทศวรรษก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ปฏิบัติการในขณะนี้ แม้ในกรณีของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกสังหารก็ยังไม่มีใครถูกจับกุมแม้แต่รายเดียว

มุสลิมไทยกับ'บิน ลาเดน'

นักการทูตตะวันตกผู้หนึ่งบอกกับ ไฟแนนเชียล ไทม์ส ไว้อย่างนี้

"พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ที่ยากลำบากเป็นพิเศษที่จะเข้าไปตรวจสอบว่าอะไรเกิดขึ้นจริงๆ คนในพื้นที่สุภาพมากก็จริงแต่ปิดตัวเองแน่นหนามาก พวกเขาหวาดระแวงต่อบุคคลภายนอก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่ของไทยจากทางเหนือ"

ข้อสังเกตที่ว่าอาจไม่สอดคล้องกับความเห็นของนักสังคมศาสตร์บางคนที่ศึกษาพฤติกรรมของหมู่บ้านมุสลิมในทางใต้ ที่เห็นว่าปัญหา "แบ่งแยกดินแดน" เป็นปัญหาในอดีต ในปัจจุบันนี้ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างไทยกับมาเลเซียแล้ว ผู้คนในหมู่บ้านต่างๆ เหล่านี้ต่างเลือกที่จะอยู่กับไทย พวกเขารู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน

"ดูได้จากเมื่อมีการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมไทยกับมาเลเซียที่ถือว่าเป็นคู่รักคู่แค้นกัน คนเหล่านี้เชียร์ทีมไทย"

กระนั้น ไฟแนนเชียล ไทม์ส ก็บอกไว้ว่า เห็นได้ชัดเช่นกันว่า มุสลิมส่วนหนึ่งของชุมชนมุสลิม 10 ล้านคนในประเทศไทย เริ่มเห็นภัยจากวิถีการดำรงชีวิตที่เป็นอิสระเสรีและพัฒนาการของสังคมอย่างรวดเร็ว เริ่มจัดตั้งกลุ่มเพื่อฟื้นฟูมุสลิมขึ้นโดยเงินทุนส่วนหนึ่งได้มาจากประเทศในแถบตะวันออกกลาง

มันซูร์ ซาเลห์ สมาชิกยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย บอกกับไฟแนนเชียล ไทม์ส ไว้น่าคิดอย่างยิ่งว่า

"คนไทยทั่วๆ ไปไม่ให้ความสนใจมากมายนักกับกระแสความเป็นไปของโลก แต่เหล่ามุสลิมสนใจ พวกเขาสยดสยองขนหัวลุกเมื่อสหรัฐอเมริกาบอมบ์อัฟกานิสถาน คนพวกนี้ไม่ได้บ้าคลั่งแต่พวกเขาสามารถพูดได้ว่าคนอย่าง โอซามา บิน ลาเดน เป็นวีรบุรุษ"

"ตอนนี้วิธีการเข้าถึงมุสลิมของรัฐบาลไทยเป็นไปด้วยสันติ ตราบเท่าที่คนเหล่านี้ยังได้รับอนุญาตให้ใช้ชีวิตตามวิถีแห่งมุสลิมที่เหมาะสมได้ ก็จะไม่มีการเผชิญหน้าเกิดขึ้น..."

ข้อมูลทั้งหมดข้างต้น อาจเป็นคำตอบให้กับในอนาคต หากว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นในดินแดนไทย อย่างที่เกิดกับประเทศเพื่อนบ้านมาแล้ว

มติชน