เสรีภาพทางศาสนาและความเชื่อ

สมชัย เย็นสบาย

สิ่งที่แยกระหว่างเผด็จการ กับประชาธิปไตยประการหนึ่ง ก็คือ เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น (Rigths of Expression) ซึ่งรวมถึงเสรีภาพ ในการนับถือศาสนาด้วย ปฏิเสธไม่ได้ว่า รากฐานของระบอบประชาธิปไตยยุคใหม่ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับอุดมคติที่เรียกว่า Enlightenment ของประเทศยุโรป ในศตวรรษที่ 17-18 ซึ่งเป็นการเชื่อมั่น ในศักยภาพของมนุษย์ ที่มีเหตุมีผล สามารถแยกแยะผิดชอบชั่วดี และปกครองตนเองได้ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จึงเป็นเสรีภาพพื้นฐาน ของประชาธิปไตย

แต่ตรรกะแห่งการดำรงอยู่ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็คือ จะต้องไม่ใช้ตรรกะนั้นในการทำลายตัวมันเอง พูดง่ายๆ คือ เราในฐานะพลเมืองอาจมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นที่จะเชื่อในลัทธิใดก็ได้ แต่ความเชื่อนั้นต้องไม่ย้อนกับมาทำลายความเชื่อในสิทธิแสดงความคิดเห็น เช่น คุณอาจแสดงว่าคุณเชื่อในเผด็จการ หรือไม่เห็นด้วยกับประชาธิปไตย ในรัฐประชาธิปไตยการแสดงความเชื่อเช่นนี้ เป็นสิ่งที่แสดงออกได้ แต่จะกระทำมิได้ เพราะมันเป็นการทำลายหลักการพื้นฐานของเสรีภาพในความเชื่อนั้นเอง

ในเรื่องของศาสนา รัฐประชาธิปไตย ได้ประกันเสรีภาพในการนับถือศาสนา นั่นหมายความว่า แม้บางศาสนาจะถูกยกมาเป็นสัญลักษณ์ เพราะมีนัยทางประวัติศาสตร์ต่อประเทศนั้น แต่ก็มิได้หมายความว่า ศาสนาใดศาสนาหนึ่งควรที่จะได้รับเงินงบประมาณอุดหนุน ซึ่งเป็นภาษีของประชาชนที่อาจนับถือศาสนาอื่นหรือไร้ศาสนา

กล่าวอีกนัยหนึ่ง รัฐไม่ควรนำเงินภาษีของประชาชนมาสนับสนุนความเชื่อใดความเชื่อหนึ่งเป็นกรณีพิเศษ ในกรณีของประเทศไทย ศาสนาพุทธถูกยกขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ระดับชาติ ในสหรัฐอเมริกา พระเจ้า หรือศาสนาที่มีพระเจ้า ซึ่งสืบทอดประเพณียูดาห์คริสเตียนถูกยกขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ทางความเชื่อ เช่น ในเหรียญต่างๆ คู่กับตราแผ่นดินสหรัฐ จะมีคำว่า In God We Trust

แต่ทั้งนี้ มิได้หมายความว่า รัฐอเมริกันส่งเสริมศาสนาใดศาสนาเป็นพิเศษ เว้นเสียแต่มีอิทธิพลของกลุ่มศาสนาบางศาสนาต่อนโยบายของรัฐอเมริกัน สืบเนื่องมาจากกลุ่มศาสนานั้นได้แปรรูปเป็นกลุ่มผลประโยชน์โดยให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองในการผลักดันนโยบายรัฐบาล

กลับมาในกรณีของประเทศไทย เป็นที่ทราบกันว่าแผ่นดินสยามนี้มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมสูง แต่รวมกลุ่มภายใต้พระเจ้าแผ่นดินสยาม เช่นเดียวกันความแตกต่างในปัจจุบันถูกผูกพันภายใต้รัฐธรรมนูญ แบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และมีหลักประกันเสรีภาพ และความเสมอภาคต่อกฎหมาย ดังนั้น การจะให้อภิสิทธิ์โดยการนำเงินภาษีของประชาชน (ซึ่งนับถือต่างศาสนากันหรือไม่มีศาสนา) มาสนับสนุนศาสนาใดศาสนาหนึ่งจึงเป็นการไม่เหมาะสม

การที่มี Agenda ที่จะครอบงำความคิดความเชื่อ จากบางกลุ่มศาสนาและจะเป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง หาก Agenda นี้ มาจากชาวพุทธ เพราะนั่นแสดงว่า ชาวพุทธกลุ่มนั้นยังไม่บรรลุ Enlightenment (การตรัสรู้ หรือประทีปปัญญาที่ส่องสว่างความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์-กรณียุโรป) ซึ่งเป็นต้นตอของเสรีภาพทั้งปวง Agenda นี้ผิดหลักการประชาธิปไตยและเสรีภาพพื้นฐานในความเชื่อ ในรัฐธรรมนูญได้ระบุชัดเจนแล้วว่า ศาสนาและความเชื่อเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่อุดมการณ์ของรัฐ

เรื่องความเชื่อทางศาสนาเป็นเรื่องหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดเผด็จการทางความคิดมากที่สุด ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? คนที่ลุ่มหลงกับศาสนามักจะมองว่า คนที่ไม่มีศาสนาว่าเป็นคนชั่วช้า เพราะไม่มีเครื่องยึดเหนียวทางจิตใจ ซึ่งไม่เป็นจริงแม้แต่น้อย

แท้ที่จริงแล้ว ต้องแยกจากกันระหว่างศาสนาและระบบศีลธรรม มีระบบศีลธรรมที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งศาสนาก็ได้ เช่น ระบบประชาธิปไตยแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขที่มีหลักประกันเสรีภาพพื้นฐาน ก็ถือได้ว่าเป็นระบบศีลธรรมระบบหนึ่งและเพียงพอในตัวมันเอง เพียงแต่ว่าระบบศีลธรรมนั้นไม่สามารถให้สัญญาเรื่องโลกหน้าหรือชีวิตนิรันดร์ และจึงตอบสนองต่อความกลัวพื้นฐานของมนุษย์ ที่มีรากเหง้ามาจากความกลัวความตายไม่ได้ จุดนี้เองที่ทำให้ศาสนามีพลังทางจิตใจที่จะขู่และสัญญาให้คนปฏิบัติตามศีลธรรม แต่นั่นก็เป็นการสนองสัญชาตญาณความกลัวตายของมนุษย์

แต่ข้อเสีย คือ การอธิบายความเป็นนิรันดร์ของศาสนาทุกศาสนาย่อมผูกขาดการอธิบายความจริงในเชิงอภิปรัชญาและผ่านกระบวนการเชิงสถาบันและพิธีกรรมที่ทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้น ความจริงสูงสุดในทางศาสนาจะมีหนึ่งเดียว (เช่น พระเจ้า หรือนิพพาน) และแม้ถ้าหากจะยอมรับความหลากหลายในความจริง แต่ก็จะถือว่ามีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกต้องสุดยอดของความจริง

จริงๆ แล้วระบบศีลธรรมของผู้ไม่มีศาสนาก็มีอยู่มานมนาน แม้ในสังคมตะวันออก ที่เห็นได้ชัดเช่น คำสอนของขงจื้อ ซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมเอเชียตะวันออก (ขงจื้อกล่าวว่า นับถือ วิญญาณ/ผี/ศาสนา ได้ แต่อยู่ห่างๆ) ส่วน ลัทธิเต๋า แม้จะกึ่งศาสนาแต่ก็อิงการอธิบายอยู่บนการสังเกตข้อเท็จจริง เชิงประจักษ์เกี่ยวกับธรรมชาติ แม้ภายหลังจะพัฒนาโดยผนวกเอาพิธีกรรมต่างๆ เข้าไปก็ตาม

คำถามคือ หากรัฐมีนโยบายส่งเสริมศาสนา เช่น กรณีของการมีกระทรวงศาสนา รัฐควรจะส่งเสริม ลัทธิอื่นๆ ที่ไม่ใช่ศาสนาด้วยหรือไม่ เช่น เต๋า ขงจื้อ การถือผี เพราะศาสนาและลัทธิความเชื่อไม่ได้มีเฉพาะ พุทธ คริสต์ อิสลาม ซิกข์ ฮินดู ยิว ซึ่งเป็นศาสนาโดยแท้ แต่ยังมีความเชื่อและระบบศีลธรรมอีกมากที่คนไทยไม่เคยได้ยิน เพราะสังคมไทยอ่อนแอในการศึกษามนุษยศาสตร์ หรือเรื่องราวของมนุษย์

การอนุรักษ์ความหลากหลายทางความเชื่อและความไม่เชื่อ (agnostic) ก่อผลดีต่อระบบนิเวศเชิงจิตวิญญาณเช่นเดียวกับความหลากหลายในเชิงชีววิทยา เพราะจะช่วยให้เรามีมากมายหลายมิติในการมองโลกและการพัฒนาเชิงจิตวิญญาณ ผู้นับถือศาสนาที่แตกต่าง หรือแม้แต่ไร้ศาสนาก็ควรได้รับการคุ้มครองส่งเสริมโดยเท่าเทียมกัน บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

และนี่คือ ข้อดีของประชาธิปไตยและเสรีนิยม ที่กำลังถูกโหมกระหน่ำโจมตีจากผู้เชื่อในลัทธิใดลัทธิหนึ่งอย่างสุดโต่ง โดยลืมไปว่าก็ในประเทศประชาธิปไตย เสรีนิยมนั่นเองที่ประกันความมีอยู่สิทธิในการแสดงความคิดเห็น และความเชื่อต่างๆ แม้ความเชื่อนั้นจะสุดโต่ง และเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตยก็ตาม เพียงแต่ความเชื่อนั้นต้องไม่ถูกแปรเป็นการกระทำที่ทำลายเสรีภาพพื้นฐาน

กรุงเทพ จุดประกาย