|
มุมมอง'กระทรวงพุทธฯ' ในทรรศนะ'พระธรรมปิฎก'
รัฐบาลคลอดกระทรวงวัฒนธรรมไปแล้ว จัดตั้งสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแทนกระทรวงพุทธ
ให้มีฐานะเทียบเท่าทบวง โดยโอนหน่วยงานของกรมการศาสนาเกือบทั้งหมดไปสังกัดสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ
ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี เหลือไว้แต่กองศาสนูปถัมภ์ที่รับผิดชอบงานศาสนาอื่นด้วยไปสังกัดกรมการศาสนาภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม
การเรียกร้องจัดตั้งกระทรวงพุทธของคณะสงฆ์ไม่เป็นผลสำเร็จ ด้วยเหตุผลของรัฐที่ว่ากลัวศาสนาอื่นจะน้อยเนื้อต่ำใจ
ซึ่งความจริงเรื่องนี้รัฐบาลได้ทำถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลประการใด
ทำไปเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของชาติ และความมั่นคงของชาติหรือไม่ เรื่องนี้ตัวรัฐเท่านั้นที่รู้ดีกว่าใครๆ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็วๆ นี้ พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) นักวิชาการศาสนาแห่งยุค
เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน จ.นครปฐม ท่านได้เทศน์ให้พระเณรและญาติโยมฟัง
และตอบคำถามเรื่องควรมีกระทรวงพระพุทธศาสนาหรือไม่ ผ่านเว็บไซต์ www.puntip.com
ในกระทู้เกี่ยวกับศาสนา-ปรัชญา ทั้งนี้ ผู้สนใจคลิกเน็ตดูได้มีรายละเอียดอีกเยอะ
ส่วนที่ถอดใจความออกมา มีเนื้อหาสาระ สรุปดังนี้ว่า
"การจะจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา ทำไมรัฐไปยึดติดแค่ป้ายชื่อกระทรวง
ถ้าตั้งขึ้นมาแล้วกลัวว่าศาสนานั้นศาสนานี้จะไม่พอใจ จะแตกแยกในเรื่องศาสนา
ทำไมคนระดับผู้บริหารประเทศไปติดแค่ป้าย อย่างไรก็ตาม ถ้ามองลึกลงไปมันเป็นสัญญาณเตือนอะไรหรือเปล่า
ผู้บริหารน่าจะมองในแง่ที่ว่าทำไปเพื่อประโยชน์สุขประชาชนคนในชาติ
มองที่เนื้องานกิจการศาสนามากกว่าติดแค่ความกลัว เรื่องศาสนานี้เป็นเรื่องใหญ่มีความสำคัญแค่ไหน
ปริมาณงานมากแค่ไหน ถ้ามองแง่นี้ก็ไม่ยึดติดหรือรังเกียจแค่ป้ายชื่อ
ถ้ามันสำคัญต้องเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
เวลานี้มีวัด 3 หมื่นกว่าวัด มีพระเณร4 แสนกว่ารูป ซึ่งมีบทบาทกับชุมชนคนที่มาเกี่ยวข้องที่วัดจะต้องทำหน้าที่รับผิดชอบ
ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมีบทบาทต่อชุมชน เวลานี้วัดเสื่อมโทรม
ไม่สามารถทำหน้าที่ พระไม่รู้จักบทบาทของตนเอง ไม่มีคุณภาพ เวลานี้ฐานสังคมอยู่ที่ตรงนี้
เรามีบ้าน โรงเรียน วัด ถ้าจะพยุงสังคมขึ้นมาจะต้องสร้างเสริมบทบาทคุณภาพสถาบันเหล่านี้ให้ดีขึ้น
เฉพาะเวลานี้วัดเสื่อมโทรมก็ย่ำแย่ ทำบทบาทหน้าที่ไม่ได้ ถ้าไปช่วยสังคมก็มีแต่จะกลับเสีย
สิ่งที่ทำไปไม่เกิดผล เมื่อเกิดปัญหารัฐจะไปซัดทอดให้พระอย่างเดียว
ความจริงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะช่วยพระให้มีบทบาททำหน้าที่ต่อไป ถ้าพระไม่ทำรัฐต้องเรียกร้อง
สังคมเราแย่ขนาดนี้ เสื่อมขนาดนี้ ถ้าจะให้สังคมดีขึ้น ไม่พินาศย่อยยับรัฐต้องรีบเอาใจใส่แก้ไข
จะมัวไปมองอย่างนี้ไม่ได้ กิจการงานกระทรวงพุทธมีมากมายเท่าไรก็ไปศึกษาดู
ก็อย่างที่บอกมีวัด 3 หมื่น มีพระ 4 แสนกว่า ถ้ามองที่กระทรวง มีกิจการศาสนาไหนบ้างมีกิจการงานเท่ากระทรวง
ความจริงกิจการงานศาสนาประเทศไทยมีไม่น้อยกว่างานกระทรวงศึกษา หรือกระทรวงมหาดไทย
งานศาสนาเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นความตายระดับประเทศ
นายกรัฐมนตรีต้องออกมาแก้ไขเอง ช่วยพยุงวัดขึ้นมาให้ช่วยแก้ปัญหาสังคม
ประเทศชาติ ต้องออกมาทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้ามัวแต่ไปสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ไม่เป็นเรื่อง
เช่น เรื่องหวย กาสิโน ซึ่งเป็นเรื่องของคนจำนวนหนึ่ง เป็นเรื่องเชิงแก้ปัญหาไม่ใช่เรื่องสร้างสรรค์
เรื่องสร้างสรรค์อย่างนี้สำคัญทำไม รัฐ, ส.ส., ส.ว. ไม่คิดช่วยแก้ไขปัญหา
ส.ว., ส.ส. ต้องมาคิดเรื่องสำคัญเหล่านี้ ถ้าจะมาแก้ปัญหาประเทศชาติ
จะเอาอย่างไรก็เอา เป็นเรื่องสำคัญ มัวแต่ไปคิดกลัวจะแตกแยกกัน ศาสนาอื่นเขาก็เห็นว่างานเหล่านี้มีมากมายเป็นงานสำคัญจริง
เขาจะไปรังเกียจได้อย่างไร รัฐก็ทำเข้าไป จะตั้งหรือไม่ตั้งกระทรวงก็อย่ามาอ้างเหตุผลเรื่องกลัวศาสนานั้นจะว่า
ศาสนานี้จะว่า ถ้าจะอ้างก็ขอให้อ้างเหตุผล ถ้าทำงานเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ
ประโยชน์สุขของประชาชน อย่าอ้างเรื่องความแตกแยก ซึ่งไม่เป็นจริง หากมาอ้างอย่างนี้
คนที่อ้างจิตใจไปยึดติดอยู่กับความแตกแยก มองเห็นแต่ความแตกแยก มองไม่เห็นความจริงของปัญหาของชาติ
แปลกเหมือนกันไปคิดแต่เรื่องชื่อศาสนา น่าจะคิดว่าทำอย่างไรจะจัดให้งานศาสนามันดีขึ้น
หรือจะเปรียบเทียบ ถ้าเรามีลูกแมวอยู่ในบ้าน 5-6 ตัว มีลูกไก่ 100
ตัว เราต้องสร้างเล้า สร้างโรง จัดระเบียบให้มันอยู่ ส่วนลูกแมว 5-6
ก็ปล่อยให้มันอยู่บ้านโดยไม่ได้ทอดทิ้ง รักมัน ดูแลมัน มันก็อยู่ในบ้านได้
ที่ต้องจัดสร้างเล้าให้ลูกไก่ให้อาหาร ถ้าไม่ทำ มันก็ตาย งานศาสนาก็เหมือนกัน
ถ้ารัฐไม่ทำให้มันดีขึ้นก็ไปไม่รอด นี่กลับมัวไปสนใจเรื่องไม่สำคัญ
ทีเนื้องานที่สำคัญเรื่องศาสนาพุทธไม่ยอมทำ มัวไปติดรูปแบบป้าย คิดว่าจะใจกว้าง
ความใจกว้างที่แท้จริงอยู่ที่การยอมรับความจริง ไม่ว่าจะทำดีทำเลว
ทำชั่ว ถูกหรือผิดก็ยอมรับได้ มันต้องยอมรับความจริง คือต้องรู้สภาพความเป็นจริงของสังคม
เวลานี้สังคมจะอยู่ได้อย่างไร ประเทศชาติจะไปรอดไหม ชนบททั่วประเทศจะอยู่ได้อย่างไร
สถาบันอยู่ได้อย่างไร
รัฐต้องอยู่กับความเป็นจริง ทำตามเรื่องตามราว ทำงานเป็นงานเป็นการ
มีอะไรก็แก้ไขไป ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย เวลามีอะไรก็ปล่อยเป็นเรื่องของพระ
ความจริงเป็นเรื่องที่จะต้องร่วมกันทำ ถ้าวัดมีปัญหารัฐต้องออกมารับผิดชอบ
จะปัดความรับผิดชอบไม่ได้ แม้แต่คณะสงฆ์ก็ขึ้นกับความรับผิดชอบของพระ
กฎหมายเกี่ยวกับคณะสงฆ์ก็ออกจากรัฐ ถ้าพระสงฆ์ทำหน้าที่บกพร่องก็รัฐนั่นแหละทำหน้าที่บกพร่อง
ปล่อยปละละเลย เพราะงานทุกอย่างอยู่ที่รัฐ ทีนี้ก็มาติดอยู่ที่ถ้อยคำมองกันแค่ตื้นๆ
รัฐมนตรี ส.ส., ส.ว. ไม่ได้มองที่ปัญหาเหล่านี้เลย
เดี่ยวนี้คนทอดทิ้งวัด พระก็ขาดคุณภาพ หลักในวัดก็ไม่มี บางแห่งกลายเป็นที่ซ่องสุมเก็บยาบ้า
เป็นที่แอบแฝงหากิน ผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญของวัด มัวไปมองเรื่องอื่น
พื้นฐานสังคมชุมชนทั่วประเทศอยู่ด้วยเรื่องนี้ ถ้าไม่แก้ ก็พัง ต้องคิดถึงเนื้องาน
แม้แต่พระเวลานี้อาจไม่รู้ว่าอะไรคือเนื้อแท้ของศาสนา ชาวพุทธแยกแยะอะไรเป็นพุทธยังไม่ได้
เวลานี้สงฆ์ไม่มีกำลัง รัฐกลับปล่อยปละละเลย ซึ่งเมื่อเทียบกับสมัยรัชกาลที่
1 เมื่อทรงเห็นวิกฤตศาสนา ทรงรีบทำทันที เพราะเป็นผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศชาติ
รัฐและคณะสงฆ์ต้องแบ่งแยกหน้าที่รับผิดชอบเป็นสัดส่วน ไม่ใช่ปล่อยให้พระ
ส.ส., ส.ว. ปัดความรับผิดชอบ ไม่อยู่กับความเป็นจริง ซึ่งเมื่อไม่รู้จริงจึงไม่รู้วิธีการแก้ไข
ดังนั้น ต้องให้การศึกษาสงฆ์ สอนชาวพุทธแยกอะไรคือพุทธแท้ พุทธเทียม
ให้มีวิจารณญาณอยู่กับหลักการศาสนา มีเหตุการณ์ที่เกิดกับศาสนาหลายเรื่อง
ผู้ปกครองปล่อยเลยโดยไม่คิดถึงเนื้องาน ไม่คิดถึงประโยชน์ประเทศชาติ
มองแคบเกินไป ไม่มองความสำคัญของศาสนา ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับผลประโยชน์ประเทศชาติ
มัวแต่ไปคิดเรื่องป้ายชื่อ งานสำคัญมีกลับไม่ทำ
เวลาชาวพุทธไปต่างแดน ห้อยพระเข้าไปบางประเทศมีปัญหา เขาโยนพระทิ้งถังขยะ
เป็นมา 20 ปีกว่าแล้ว รัฐยังปล่อยปละละเลยเรื่องสิทธิมนุษยชน แทนที่จะประสานกับต่างประเทศหาทางออก
ชาวพุทธจะให้เกียรติศาสนาอื่น แต่ว่าศาสนาอื่นเขาไม่ยังงั้น เราเอาเขาเป็นหลัก
เขาไม่ได้เอาเราเป็นหลัก เรื่องพุทธยังไงจะต้องพูดกันในแง่ความจริง
เรื่องกระทรวงพุทธ ผู้บริหารประเทศ ความจริงไม่ต้องรอให้เขาเรียกร้อง
ซึ่งอาจจะมองข้ามไป เมื่อมีการเรียกร้องบางทีก็มองข้ามไป ความจริงต้องรีบหันดูกิจการงานพระพุทธศาสนาที่มันเกี่ยวข้องว่า
มีผลกระทบต่อประเทศชาติบ้านเมืองมีปริมาณมากไหม มีความสำคัญต่อประโยชน์สุขประชาชนมีมากไหม
ดูกันตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปรังเกียจ หรือมีอคติ
ท่านพี่น้องที่นับถือศาสนาอื่นที่เขามีใจกว้างขวาง มีใจเป็นธรรมก็มีอยู่
เขาจะส่งเสริมด้วยซ้ำ เรื่องนี้ไม่น่ากลัว สิ่งที่น่าเป็นห่วง กลัวว่าถ้าจัดการขึ้นมา
แม้แต่ชาวพุทธเองตัวงานต้องจัดต้องทำมากแค่ไหน จะหาคนที่มีคุณสมบัติตั้งแต่รมต.ลงมา
เป็นปัญหาใหญ่ที่น่าจะคิดมากกว่า ไม่ใช่มองว่าจะตั้งอย่างไร เราปล่อยปละละเลยมานาน
กิจการศาสนาย่ำแย่ อ่อนปวกเปียกมานาน เมื่อจัดตั้งขึ้นมา ลองคิดดูว่างานศาสนามีมากกว่ากระทรวงศึกษาฯ
หรือมหาดไทยจริงหรือเปล่า
แม้แต่สื่อเองก็มองไปที่ความลำเอียงกลัวจะแตกแยกเรื่องศาสนา ไปติดความคิดตัวเอง
ไม่ได้มองที่ความเป็นจริง ขอให้มองความจริง อยู่กับความจริง และคิดกับความเป็นจริง
คิดทำงานเพื่อประเทศชาติจริง แล้วจะไม่มีปัญหาอะไร
ถ้าจะรักษาป่า กลัวสวนจะว่า ทอดทิ้งป่า ไม่ดูแลรักษาป่า ถ้าทำอย่างนี้เป็น
กิจการงานของประเทศชาติก็จะล่มจม ส่วนเราก็ไม่ทอดทิ้ง ป่าเราก็ไม่ทอดทิ้ง
มีวิธีการดูแลจัดการไป ป่ามีสิ่งที่ต้องดูแลจัดทำมาก ซับซ้อน มีทั้งต้นไม้
สัตว์ป่า ก็จัดทำกันตามเนื้องาน มีการตั้งกรมป่าไม้ มีไหมที่ตั้งกรมสวนหย่อม
สำหรับเรื่องกระทรวงตอนแรกไม่ได้สนใจเรื่องนี้ พอได้ยินเรื่องว่ากลัวการแตกแยก
ก็มาคิดว่ารัฐบาลคิดกันยังไง ทำไมมองกันแคบ คิดกันแคบๆ ปัญญาแคบๆ ขอให้ทำใจให้สบาย
คิดกันให้กว้าง ใช้ปัญญาพิจารณา คิดถึงประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ
ปัญหาศาสนาขณะนี้รุนแรงแค่ไหน ถูกปล่อยปละละเลยทอดทิ้งกัน อย่างที่พูดไปแล้ว
ชนบทนี้เป็นฐานของประเทศชาติ ชุมชนก็มีแค่ครอบครัวหรือบ้านแล้ว ก็โรงเรียน
วัด เวลานี้มันจะเสียหายไปกันหมดแล้ว ช่วยกันฟื้นวัดขึ้นมาให้เป็นจุดที่จะตรึงสังคมไว้สักหน่อย
แล้วก็รุกคืบเข้ามาเพื่อจะมาสร้างสรรค์ประเทศชาติกันต่อไป บางทีประเทศไทยเราจะลุกฟื้นคืนขึ้นมาเดินหน้ากันได้บ้าง
สรุปอีกทีว่า เรื่องกระทรวงพุทธศาสนานี้ จะตั้งหรือไม่ตั้ง ก็อย่ามาอ้างเหตุผลเรื่องกลัวศาสนาอื่นจะว่าอย่างไร
ว่าจะเกิดการแตกแยก เรื่องถือศาสนานั้นดีกว่าศาสนานี้สำคัญกว่า อย่างเอามาอ้าง
ถ้าจะอ้างก็ขอให้อ้างเหตุอย่างอื่น ถ้าจะทำงานกันเพื่อความเจริญก้าวหน้าของสังคม
ประเทศชาติ ทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนก็คิดกันตรงไปตรงมาในเรื่องการงานนั้น
อย่ามาอ้างเรื่องความแตกแยกอะไรต่างๆ ซึ่งมันไม่เป็นจริง หากว่าจะไปอ้างอย่างนั้นคนที่อ้างนั่นแหละก็คือคนที่จิตใจไปติดอยู่
ยึดอยู่กับเรื่องความแตกแยกเรื่องความรังเกียจเดียดฉันท์ เป็นเรื่องของคนคิดสั้นมองแคบ
จนมองไม่เห็นความเป็นจริง ก็ขอให้อยู่กับความเป็นจริง
|