|
พันธุวิศวกรรมในมุมมองของศาสนา
ปัจจุบันการทำพันธุวิศวกรรม
ในสิ่งมีชีวิตมีความเจริญก้าวหน้าอย่างมาก และมิได้จำกัดขอบเขตการศึกษาอยู่เฉพาะในพืชหรือสัตว์เท่านั้น
แต่ได้ขยายการค้นคว้าวิจัยออกไปอย่างกว้างขวางในมนุษย์ด้วยแนวความคิดที่ต้องการพัฒนามนุษย์ให้มีความสมบูรณ์
พร้อมแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ทางพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเกี่ยวกับโรคอันเป็นกรรมพันธุ์
เช่น การรักษาโรคด้วยการสับเปลี่ยนยีนด้วย ด้วยยีนดีบางตัวในมนุษย์
(Gene Therapy) ฯลฯ จึงเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้การวิจัยและทดลองอันเกี่ยวเนื่องกับชีวิตมนุษย์ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง
การค้นคว้าทดลองที่ต้องกระทำกับสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องที่ถูกเถียงกันอยู่เสมอว่าควรจะมีขอบเขตอยู่ที่จุดใดอันจะไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนขึ้นในสังคม
รวมถึงการพิจารณากรอบทั้งในแง่ของความเหมาะสมและมนุษยธรรม เพื่อให้สังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ดังนั้น หากจะมีการกระทำในกรณีใดๆ
ที่เป็นการละเมิดต่อศีลธรรมและจริยธรรมอันดีย่อมต้องมีการพิจารณาว่าจะก่อให้เกิดผลกระทบประการใดบ้าง
และสังคมมีมุมมอง หรือการยอมรับต่อกรณีใดบ้าง อย่างไร ผลกระทบทางจริยธรรมที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเช่น
การวิจัยทดลองที่เป็นการทำลายชีวิต หรือก่อให้เกิดการคัดเลือกพันธุ์มนุษย์
สิทธิการรับรู้ข้อมูล สิทธิเหนือข้อมูลพันธุกรรมผลกระทบต่อระบบการประกันสุขภาพผลกระทบต่อการจ้างงาน
ความเชื่อทางศาสนาเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งที่จะแสดงถึงมิติแห่งการรับรู้
และกำหนดขอบเขตการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ของสังคม และเป็นที่สังเกตว่า
ความเชื่อตามหลักศาสนานั้นมักเป็นความเชื่อที่อยู่บนรากฐานของการยอมรับในกฎแห่งธรรมชาติ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเชื่อที่เกี่ยวกับมนุษย์
จากการศึกษามุมมองตลอดจนทัศนคติของศาสนาหลักในประเทศไทยอันได้แก่
ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม ในรายงานการทบทวนแนวคิดของแต่ละศาสนาหลักในประเทศไทย
ของโครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่พบว่า
จากอดีตที่ผ่านมา มนุษย์ต้องประสบกับความทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
มากมาย และด้วยความทุกข์ยากเหล่านั้น นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ทุกยุคทุกสมัย
ต่างหากหนทางในการที่จะกำจัดโรคร้ายเหล่านั้น ด้วยการพัฒนาคิดค้นยารักษาโรค
ตลอดจนการรักษาด้วยวิธีการ และรูปแบบต่างๆ การพัฒนาเทคโนโลยีทางพันธุ์ศาสตร์ในปัจจุบัน
ก็คือ อีกหนทางหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์พยายามที่จะพัฒนาให้มนุษย์มีความสมบูรณ์พร้อมที่สุด
วิธีการดังกล่าว คือ การใช้วิทยาการทางการแพทย์อันสลับซับซ้อน
คัดเลือกมนุษย์ที่มีลักษณะตามต้องการ อาทิ การเลือกให้เป็นเพศหญิง
หรือ ชาย มีความแข็งแรง ไม่เป็นโรคทางพันธุกรรมบางอย่าง ฯลฯ ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวข้างต้นแพทย์ในปัจจุบันสามารถเลือกตัวอ่อน
มนุษย์ให้มีลักษณะต่างๆ ตามที่ต้องการได้ หลักการศาสนามองเรื่องต่างๆ
เหล่านี้อย่างไร
มุมมองทางพุทธศาสนา
การคัดเลือกพันธุ์กรรมมนุษย์เป็นแนวความคิดที่มีมานานโดยเห็นว่าควรคัดเอาไว้เฉพาะคนที่แข็งแรงสมบูรณ์และสวยงามตามมาตรฐานที่ตั้งไว้
อย่างไรก็ดี ทัศนะการมองชาติพันธุ์ของตนเองเหนือกว่าเชื้อชาติอื่นจนกระทั่งนำไปสู่การกำจัดเผ่าพันธื
หรือมนุษย์ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์ ถือว่าการกระทำดังกล่าวผิดศีลข้อปาณาติบาต
ความคิดคัดเลือกพันธุ์นี้ไม่เคยสิ้นสุดและส่งผลให้สังคมว่าวุ่นวายมาโดยตลอด
เช่น เวลานี้มีความคิดของนักวิชาการด้านพันธุวิศวกรรมที่คิดสร้างมนุษย์พันธุ์พิเศษขึ้นมาแม้พุทธศาสนาจะไม่ได้มีมุมมองในทางต่อด้านเทคโนโลยีหากว่าวิทยาการนั้นมีเจตนาด้านบวกและส่งผลต่อการพัฒนาตนและสังคมโดยรวมของมนุษย์
(พระธรรมปิฏก, ๒๕๔๒ หน้า ๑๗๐ - ๑๗๑)
แต่ถ้าเราพิเคราะห์กระบวนการคัดพันธุ์มนุษย์แล้ว
จะพบว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นความพยายามเก็บยืนไว้ให้นานที่สุด ทั้งในรูปแบบของธนาคารสเปิร์มและไข่
เพื่อใช้ในการทำลองวิจัย ซึ่งหากพิจารณาตามหลักพุทธศาสนาในเรื่องของการเกิด
จะพบว่าในกระบวนการดังกล่าวยังไม่ถือว่ามีการเกิดของชีวิตขึ้นตามองค์ประกอบ
๓ ประการของศาสนาพุทธ นั้น คือ พ่อแม่ ช่วงเวลาไข่สุก และวิญญาณจุติ
กล่าวโดยสรุปหากเราพิจารณาว่าการคัดเลือกพันธุ์และการเลือกเพศเป็นขั้นตอนการกระทำในยีนหรือก่อนการเกิดของชีวิตทางพุทธศาสนาก็จะไม่ถือว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำต่อชีวิตและไม่ผิดศีลธรรม
มุมมองทางคริสตศาสนา
ความคิดเห็นของคริสตศาสนาต่อประเด็นการคัดเลือกพันธุ์และเพศในมนุษย์นี้ในประเทศไทยยังไม่มีการกล่าวถึงถึงเทคโนโลยีดังกล่าวอย่างชัดเจน
จึงอาจเทียบเคียงจากมุมมองตามหลักของศาสนาที่มองว่าชีวิตมนุษย์เป็นไปตามวิถีของพระเจ้าสิ่งต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในโลกนี้ไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่สำหรับพระองค์ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ก็ตาม
เพราะพระองค์ทรงรู้ทุกสิ่ง เนื่องจากสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีต้นตอมาจากพระองค์
เช่นเดียวกับคำสอนของพระองค์ ข้อแตกต่างเป็นเพียงความต่างกันในวิธีการเพื่อเข้าไปสู่ความจริงเท่านั้น
นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นคว้าพิสูจน์ความจริงด้านธรรมชาติตามหัตถกิจของพระเจ้า
ขณะที่ฝ่าย คริสเตียนพบความจริงด้วยวิญญาณ ตามหลักการที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้ผ่านทางพระวัจนะในพระ
ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า เพราะหากขาดความรู้สึกเกี่ยวข้องก็จะส่งผลสะท้อนต่อชีวิตและสังคมมนุษย์ให้ตกต่ำลงไปทุกที
(คัมภีร์กนกบรรณสาร, ๒๐๐๑ หน้า ๑๐)
จากแนวคิดนี้เราสามารถอนุมานได้ว่า
กิจการใดๆ ของมนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่ในหัตถกิจของพระองค์ และในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างทุกสรรพสิ่งมนุษย์จึงไม่ใช่เจ้าของหรือเป็นผู้คิดค้นสิ่งเหล่านั้น
และหากการทำหน้าที่ใดๆ ของมนุษย์จะมีขึ้น เช่น การทำหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์
ก็จะต้องเป็นไปอย่างมีศรัทธาในพระองค์
มุมมองทางอิสลาม
เนื่องจากหลักอิสลามเชื่อว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกนี้
ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา
ผู้อื่นความตายการมีชีวิตอยู่ ฯลฯ ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่พระเจ้าได้กำหนดมาแล้วทั้งสิ้น
พระองค์ทรงเป็นผู้รู้ทุกสิ่ง นั่นเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมาด้วยพระองค์เอง
ดังนั้น อิสลามที่ศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างแท้จริงจึงเชื่อในความเป็นเอกภาพขององค์พระอัลเลาะห์อย่างปราศจากความไขว้เขว
เชื่อในความมีอยู่จริงของพระองค์และเชื่อว่า ทุกสิ่งไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือยังไม่เกิด
ล้วนแต่เป็นไปจามพระประสงค์ของพระองค์ทั้งสิ้น (ฮัชรัท มิรซา กุลาม
อะห์มัด แห่งคาเดียน, อ้างแล้ว, หน้า ๑๗๓)
ด้วยเหตุนี้มุมมองต่อประเด็นการคัดพันธุ์มนุษย์ของอิสลามมุสลิมจึงมอบความไว้วางใจตลอดชีวิตทั้งมวลให้แก่พระผู้เป็นเจ้า
โดยพระองค์จะทรงเป็นผู้มอบความสมบูรณ์ที่สุดของมนุษย์ ตามความเหมาะสมแก่สิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะกับสิ่งนั้นๆ
ด้วยความรอบรู้และพระเมตตาของพระองค์เอง
อย่างไรก็ดี มุมมองว่าแต่ละศาสนาต่อพันธุทวิศวกรรมยังเป็นเรื่องที่ไม่อาจข้อยุติ
ต้องอาศัยการถกเถียงตีความจากหลายฝ่าย เพื่อค้นหาแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมแก่มวลมนุษยชาติต่อไป
(หมายเหตุ : ประเด็นเหล่านี้จะมีการอภิปรายในเวทีระดมความคิดเห็นจาก
๓ ศาสนา เรื่อง แปลงพันธ์มนุษย์ผิดจริยธรรม ? ในวันที่ ๒๓ กันยายน
๒๕๔๕ เวลา ๑๓.๓๐ - ๑๖.๓๐ น. ณ อาคารสารนิเทศ ๕๐ ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
จัดโดยโครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ โดยมูลนิธิสาธารณ
สุขแห่งชาติ (มสช.) และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ
(ศช.)
|