คุยกับครูหยุย : สำนักงานพุทธศานาแห่งชาติ

วัลลภ ตังคณานุรักษ์

ภาพของบรรดาพระสงฆ์ แม่ชี และพุทธศาสนิกชนจำนวนมากได้ปักหลักเรียกร้องให้ "วุฒิสภา" แก้ไขร่างกฎหมายที่ผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎรคือ "พ.ร.บ." ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ... จากส่วนที่ว่าด้วย "กระทรวงวัฒนธรรม" มาเป็นกระทรวงพุทธศาสนา และวัฒนธรรมไทย ภาพเช่นนี้ทำให้สังคมจับตามองด้วยความไม่สบายใจ และห่วงใยว่า "หากวุฒิสภาไม่ดำเนินการแก้ไข ตามที่เรียกร้องนั้น จะมีความวุ่นวายใดเกิดขึ้นที่นั่น"

ผม และเพื่อน ๆ สมาชิกวุฒิสภา ได้ติดตามภาวะที่เกิดขึ้นด้วยความวิตกว่าเหตุการณ์จะบานปลายออกไปจนกลายเป็นความรุนแรง ขณะเดียวกันก็ห่วงใยพระสงฆ์ แม่ชี และผู้คนที่นั่นที่ต้องอยู่กันด้วยความลำบาก เหน็ดเหนื่อย และหนาวเหน็บกับฝนฟ้าที่ตกทุกวัน สิ่งที่ตามมากับความรู้สึกนั้นก็คือ จะช่วยกันหาทางออกจากวิกฤตินี้ได้อย่างไรด้วยความละมุนละม่อม และยอมรับได้จากทุกฝ่าย

ผมนั่งคิดใคร่ครวญหาทางออก และเตรียมสาระการอภิปรายตั้งแต่เที่ยงคืนของวันพฤหัสบดีจนถึงสองนาฬิกาของวันใหม่คือศุกร์ ที่ 20 กันยายน (เพราะเป็นผู้หนึ่งที่ได้สงวนคำแปรญัตติให้ตัดกระทรวงวัฒน ธรรมออก และมีสิทธิลุกขึ้นอภิปรายในลำดับต้น) จากนั้นก็พักหลับนอน และรีบลุกเดินทางไปรัฐสภาเมื่ออาทิตย์ เริ่มทอแสง

ในที่ประชุมวุฒิสภา ภายหลังจากสมาชิกวุฒิสภาสองคนคือ ส.ว.บุญเลิศ ไพรินทร์ และส.ว.สมเกียรติ์ ศรลัมพ์ ได้ลุกขึ้นอภิปรายถึงเหตุผลที่ต้องการให้มี กระทรวงพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม ผ่านพ้นไปแล้วผมก็ได้รับอนุญาตจากประธานในที่ประชุมให้ลุกขึ้นอภิปรายลำดับถ้อยความโดยสรุปได้ ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ก่อนนั้นการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมอยู่ เคียงคู่ร่วมกันในกระทรวงเดียวกันคือ กระทรวงศึกษาธิการ ยาวนานหลายสิบปี กระทั่งได้มีการแก้ไขกฎหมายการศึกษาใหม่ เป็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีองค์กรหลักที่เป็นคณะในรูปสภาหรือคณะบุคคล 4 องค์กรคือ สภาการศึกษาศาสนา และวัฒนธรรม, คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, คณะกรรมการการอุดมศึกษา และคณะกรรมการการศาสนา และวัฒนธรรมประเด็นที่ส่งผลอย่างรุนแรงคือ คณะกรรมการการศาสนา และวัฒนธรรม จำนวน 39 คนนั้นต้องมีผู้แทนประกอบไปด้วยตัวแทนจากศาสนาต่าง ๆ จำนวนหนึ่งเข้ามาร่วมกันบริหาร ทำให้กระทบต่อการบริหารของคณะสงฆ์ที่เคยปกครองกันเองในรูปของ "พระมหาเถรสมาคม" หรือแม้แต่พระลิขิตของ สมเด็จพระสังฆราช ที่ต้องนำมาผ่านการขออนุมัติจากคณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งไม่เหมาะสม ความเช่นนี้ได้นำไปสู่การแก้ไขกฎหมายการศึกษาอีกครั้ง โดยแยก การศาสนา และวัฒนธรรม ออกมาตั้งเป็นกระทรวงใหม่ เรียกว่า "กระทรวง วัฒนธรรม"

ประเด็นที่สอง ผมไม่เห็นด้วยกับ "กระทรวงวัฒนธรรม" หรือแม้แต่จะเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนา และวัฒนธรรม เพราะจะทำให้ฝ่าย ศาสนจักรต้องมาอยู่ภายใต้การปกครองของฝ่ายอาณาจักรอย่างเข้มงวดหลายชั้น ต้องผ่านการปกครองโดยนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง หรือแม้แต่ปลัดกระทรวง ซึ่งขาดอิสระ และอยู่วนเวียนภายใต้ อำนาจของฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาก้าวก่าย ได้ง่าย

ประเด็นที่สาม ผมจึงเสนอให้ที่ประชุมวุฒิสภาช่วยกันพิจารณาให้มี "สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ" ขึ้นเป็นส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง ให้ขึ้นตรงต่อ "นายกรัฐมนตรี" โดยตรง เพราะคล่องตัว และมีอิสระในการบริหารจัดการกันเอง

น่ายินดียิ่งที่ข้อเสนอนี้ ตรงกับความคิดของสมาชิกหลายคน ดังที่ได้ร่วมกันลุกขึ้นอภิปรายให้ความเห็นสนับสนุนด้วยเหตุผลที่ดี และหลากหลาย ซึ่งท้ายสุดนั้น ที่ประชุมได้ลงมติด้วยเสียงท่วมท้นให้มีสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี

ความเป็นปกติหน้ารัฐสภาจึงได้หวนกลับคืนมา.

เดลินิวส์