เจาะใจเถระ'มหานิกาย-ธรรมยุต'
ว่าด้วยชื่อ'กระทรวงพุทธศาสนา'

กระแสเรียกร้องเปลี่ยนชื่อกระทรวงศาสนาและศิลปวัฒนธรรมเป็น"กระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย"ยิ่งร้อนระอุ หลังทราบว่าร่างพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา กำหนดให้มีเพียงกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรมเท่านั้น

ยิ่งเมื่อวันที่ 17-19 ก.ย. ที่ผ่านมาทั้งพระสงฆ์ทั้งฆราวาสนุ่งขาว ห่มขาว จากนนทบุรี สมุทรปราการ ราชบุรี ลพบุรี และสุพรรณบุรีกว่า 3,000 รูป ต่างวิงวอนขอความเป็นธรรม ด้วยคำนึงถึงแผ่นดินเกิดที่สงบด้วยใบบุญของศาสนา กำลังถูกมองข้ามจนแทบจะสิ้นความเป็นสถาบันหลัก

บรรยากาศวันเรียกร้องเป็นไปด้วยความคึกคัก ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย พระนิสิตจากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัยและชาวพุทธ ได้ตั้งเวทีไฮด์ปาร์กสลับกับการทำวัตร สวดมนต์ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาอย่างต่อเนื่อง

การเรียกร้องของคณะสงฆ์ ตั้งอยู่บนจุดยืนที่มุ่งมั่นเพื่อรักษาผลประโยชน์ของศาสนาและประเทศชาติเป็นสำคัญ แม้การเคลื่อนไหวจะไม่สอดคล้องกับวินัยสงฆ์ แต่ทุกองค์ก็ทำด้วยความเต็มใจทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีอำนาจ

การเรียกร้องดังกล่าวจะสัมฤทธิผลหรือไม่ รัฐบาลมองเรื่องนี้อย่างไร ต้องวัดใจกันที่สภา ก่อนอื่นมาฟังความรู้สึกของพระกันบ้างว่าทำไมถึงอยากให้มีกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย

เริ่มที่หนังสือพระลิขิตจากสมเด็จพระสังฆราช ที่ให้นายวิศิษฐ์ พงษ์พัฒนกิจ นักวิชาการกรมการศาสนา ไปยื่นที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นอีกชนวนหนึ่งที่คนสงสัยว่าเป็นของจริงหรือไม่ แต่จากปากของพระสะท้าน จิตฺตวโร พระเลขาฯส่วนพระองค์ ยืนยันว่าเป็นของจริง ซึ่งมีศิษย์ผู้ใกล้ชิดได้ไปถวายรายงานความคืบหน้าสถานการณ์พระศาสนาให้ทรงทราบ ทรงรับสั่งให้พิมพ์ตามคำพูดของพระองค์แล้วลงลายพระหัตถ์ทั้งที่ยังประชวรอยู่

พระลิขิตมีใจความว่า เจริญพร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี อาตมภาพได้รับรายงานเรื่องการเรียกร้องของพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ให้จัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย และได้รับหนังสือเรียกร้องให้ช่วยเป็นกำลังเพิ่มความสำเร็จให้แก่ความปรารถนาเรียกร้องต้องการ ที่ถูกที่ชอบที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบัน ที่มีความวุ่นวายเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ยิ่งกว่าเคยมาเป็นอันมาก เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา

อาตมภาพเป็นกังวลห่วงใยในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ฯพณฯนายกฯ คงเข้าใจดี เพราะได้รับคำขอร้องจากอาตมภาพมาก่อนหน้านี้แล้ว ให้ช่วยพระพุทธศาสนาด้วย เพราะเป็นผู้เดียวที่มีกำลังมีอำนาจยังให้เกิดความสำเร็จได้ ขอได้โปรดใช้อำนาจวาสนาบารมีรักษาสถาบันสำคัญของชาติให้สวัสดี พร้อมกับความสวัสดีของ ฯพณฯ นายกฯเองให้ทันเวลา ให้ไม่ล่าช้าจนสายเกินไป

ฯพณฯ นายกฯ อาจจะจำได้ หรือจำไม่ได้ อาตมภาพจะขอนำมาเจริญพรไว้ในที่นี้ คือที่สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ได้ทรงมีกระแสพระราชดำรัสแก่คณะสงฆ์ไทย ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อปีพ.ศ. 2518 มีความตอนหนึ่งว่า "ขอวิงวอนพระสงฆ์ให้ช่วยกันทำตามเป้าหมายแท้ ความหมายแท้ ของพระพุทธศาสนา คือ ทำให้มีความสงบสุขในหมู่ชน และต้องทราบว่า "ชาติไทยนี้ ถ้าไม่มีพระพุทธศาสนาค้ำจุน ชาติไทยคงไม่มี"

ฯพณฯ นายกฯ ต้องรักชาติแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่สละความสุขที่พรั่งพร้อมมาลำบากยากเย็นกับการเป็นนายกรัฐมนตรี อาตมภาพจึงมีความมั่นใจที่เจริญพรมาด้วยเรื่องพระพุทธศาสนาอีกครั้งหนึ่ง หวังพึ่งความรักชาติของ ฯพณฯ นายกฯ เช่นเดียวกับเพื่อนพุทธศาสนิกทั้งปวง ขออนุโมทนาอำนวยพร ลงท้ายลายพระหัตถ์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม ได้แสดงความคิดเห็นว่า การจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาดีไหม ฉันก็ว่าดี มีประโยชน์ เรื่องการจัดตั้งกรมการศาสนาเป็นสิทธิรัฐบาล เราเกี่ยวข้องไม่ได้ สำหรับเรื่องปฏิรูปการศึกษารัฐเคยมีหนังสือนิมนต์มส.ให้ไปร่วมประชุม มส.ได้ส่งตัวแทนไป สำหรับเรื่องการศึกษาสงฆ์นั้น ทางคณะสงฆ์ได้จัดทำเพื่อให้คนด้อยโอกาสที่ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนให้ได้รับการศึกษา เป็นการแทรกคุณธรรมศีลธรรมให้พระเณรได้เข้าใจ การเรียนนักธรรม-บาลีไม่เกี่ยวกับทางโลก เมื่อรัฐปฏิรูปการศึกษาให้สงฆ์ดีขึ้น ทำไมจะไม่ดี รัฐกำหนดการศึกษาเบื้องต้น 12 ปี ให้เด็กมีความรู้ทางโลกเพียงพอก่อนแล้วค่อยเรียนธรรม ปฏิรูปการศึกษาเป็นของดี เป็นโอกาสของคนในชาติ ให้เรียนให้มากที่สุด

ศาสตราจารย์พิเศษเสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิต ได้กล่าวถึงการเรียกร้องให้จัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมว่า โดยหลักการน่าจะทำได้ เพราะประเทศอื่นมีการจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนามานานแล้ว ยกตัวอย่างประเทศศรีลังกา ที่นั่นชาวพุทธไม่ได้เป็นส่วนมากด้วยซ้ำ แต่พระพุทธศาสนาเข้ามาเป็นประเทศแรกๆ ทำให้ประชาชนและผู้นำของเขามีจิตสำนึกที่ดี ส่วนประเทศไทยนั้นโดยจารีตศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย ธงชาติไทยหรือธงไตรรงค์ยังต้องมี 3 สี ขาว แดง น้ำเงิน สีขาวหมายถึงพระรัตนตรัย คือศาสนาพุทธซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงระบุไว้ชัด การให้มีกระทรวงพระพุทธศาสนาเป็นความชอบธรรมโดยจารีตและความถูกต้อง พระมหากษัตริย์ทรงนับถือศาสนาพุทธซึ่งตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ทรงเผื่อแผ่กับทุกศาสนาอยู่แล้ว ไม่เคยคัดค้านหรือห้ามเหมือนประเทศอื่น

หากถามว่าควรมีกระทรวงพระพุทธศาสนาหรือไม่นั้น ส่วนตัวแล้วสมควรมี เพราะเราผิดพลาดมาครั้งหนึ่ง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแล้วที่ไม่ยอมบรรจุให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ครั้งนี้เราก็ไม่ควรให้ผิดพลาดอีก ไม่จำเป็นต้องมีการประท้วงหรือเรียกร้องอะไร มันเป็นจิตใต้สำนึกของผู้ปกครองอยู่แล้ว ประเทศไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระพุทธศาสนา เป็นความรับผิดชอบของผู้ที่มีอำนาจ เรื่องนี้ความจริงท่านนายกฯ ควรจะไปปรึกษาพระผู้ใหญ่ ไหนๆก็จะมีการปฏิรูปกันทั้งที การให้มีกระทรวงพระพุทธศาสนา หมายถึงชีวิตจิตใจของประชาชน ไม่ควรต้องกดดันหรือเรียกร้อง พระพุทธศาสนาต้องมีการเผยแผ่และสนับสนุนอย่างจริงจัง อย่าพูดเพียงแต่ปากเฉยๆ ต้องวางรากฐานการศึกษาและการเผยแผ่สนับสนุนให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากที่สุด

พระธรรมสิทธิเวที (เสนาะ ปัญญาวชิโร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะภาค 12 เลขานุการสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศฯ กล่าวว่า การจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย พูดกันตรงๆพระท่านไม่มีสิทธิอะไร ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล ถ้าจะให้อาตมาเลือกเอาระหว่างกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย กับกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรม อาตมาก็เลือกกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย ถามว่าทำไม ดีไหม ดี มีประโยชน์ไหม มี ไม่ใช่เฉพาะคณะสงฆ์เท่านั้นที่จะได้รับประโยชน์จากการบริหารกระทรวงใหม่ ชาวบ้านเขาก็ได้ด้วย

ประเทศไทยมีชาวพุทธไม่ต่ำกว่า 95% ส.ส.และส.ว.ส่วนใหญ่ก็เป็นชาวพุทธ ทำไมมาคัดค้านการจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย ให้แล้วจะเกิดผลเสียหายอะไร อย่างไรก็บอกกันตรงๆ ไม่ใช่เลี่ยงพูดอ้อมไปอ้อมมา รัฐน่าจะสนองงานชาวพุทธ เมื่อชาวพุทธประสงค์อย่างนั้น แสดงความกล้าหาญออกมาในฐานะชาวพุทธ แม้แต่องค์พระมหากษัตริย์ก็ทรงเป็นพุทธมามกะเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทำไมรัฐจึงไม่สนองรัฐธรรมนูญ การตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนามันหนักใจอะไรนักหนา จะล่มจมหรืออย่างไร

พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม กล่าวว่า พระลิขิตที่ออกมาเป็นของจริง ก่อนหน้านี้อาตมาเคยเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ในการยื่นหนังสือเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมของศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยที่หน้ารัฐสภา อาตมาเห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงนี้เนื่องจากที่ผ่านมาข้อเรียกร้องของคณะสงฆ์และชาวพุทธไม่เคยได้รับการตอบสนองจากรัฐเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการระบุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ รวมถึงพ.ร.บ.คณะสงฆ์และกระทรวงพระพุทธศาสนาฯด้วย

ที่ผ่านมาส.ส.และส.ว. ที่เป็นชาวพุทธยังไม่เคยทำหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนที่ดีเลย ซึ่งต่างจากตัวแทนของศาสนิกชนอื่นที่ทำงานช่วยศาสนาของตนอย่างจริงจัง จะอย่างไรก็ตาม มส.ก็คงไม่ออกมาเคลื่อนไหวหรือมีมติเกี่ยวกับการเรียกร้องกระทรวงพระพุทธศาสนาฯอีก และจะไม่ขัดขวาง สำหรับการเรียกร้องของพระที่ผ่านมาแม้ใครจะมองว่าไม่เหมาะสมหรืออย่างไร ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล ที่พระท่านต้องทำเพราะทั้งพระสงฆ์และชาวพุทธถูกกดดันและไม่ได้รับความเป็นธรรมเลย ซึ่งจะหารือและเปิดเผยรายชื่อส.ส.และส.ว. ที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา เพื่อให้พระสงฆ์ทั่วประเทศบอกประชาชนไม่ให้สนับสนุนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

พระธรรมกิตติเมธี เลขาธิการคณะธรรมยุตรูปที่ 2 วัดสัมพันธวงศ์ เผยว่าได้สอบถามไปยังพระสะท้านและพระเถระผู้ใหญ่เรื่องพระลิขิตหลายรูป ได้รับการยืนยันว่าเป็นพระลิขิตฉบับจริง ไม่ใช่ของปลอม พระลิขิตไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาล้อเล่นหรือทำปลอมเพื่อประโยชน์ของกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ เพียงแค่คิดก็ผิดแล้ว ถ้าใครทำขึ้นก็ถือว่าเป็นการหมิ่นเบื้องสูง อาตมาเห็นด้วยกับการเรียกร้องจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา เพื่อยกย่องพระพุทธศาสนา และแม้แต่องค์การสหประชาชาติก็ยังยกย่องเชิดชูพระพุทธศาสนาโดยการเลือกวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของโลก รัฐบาลน่าจะเห็นความสำคัญเรื่องนี้ ในวันที่ 27 ก.ย.นี้ คณะสงฆ์ธรรมยุตจะนิมนต์เจ้าอาวาสและผู้ช่วยเจ้าอาวาสทุกวัดมาหารือกันที่วัดพระยายัง ย่านอุรุพงษ์ แต่คงยังไม่มีมติคณะสงฆ์ออกมากดดันรัฐบาลมากนัก

พระสะท้าน จิตตวโร เลขานุการส่วนพระองค์ สมเด็จพระสังฆราช เผยว่า พระลิขิตที่ส่งถึงฯพณฯนายกรัฐมนตรีเป็นของจริง ที่พระองค์ได้ลงพระนามด้วยพระองค์เอง ซึ่งก่อนที่จะมีพระลิขิตออกมานั้น พระเถรานุเถระชั้นผู้ใหญ่ รวมทั้งลูกศิษย์ลูกหาได้เข้าเฝ้ากราบทูลรายงานการเรียกร้องให้วุฒิสภาแปรญัตติเปลี่ยนจากกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย โดยพระสงฆ์ทั้งฝ่ายธรรมยุตและมหานิกาย ซึ่งมากราบทูลในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของคณะสงฆ์ ที่จะช่วยเรียกร้องได้ ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงเป็นห่วงเรื่องของพระพุทธศาสนามาตั้งแต่กรณีของพ.ร.บ.คณะสงฆ์อยู่แล้ว และพระองค์พยายามช่วยเหลือเท่าที่จะช่วยได้ คือการพูดให้เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา คือ นายวิศิษฐ์ พงศ์พัฒนกิจ นำไปพิมพ์ เสร็จแล้วก็นำมาอ่านให้พระองค์ท่านฟังอีกครั้งว่าจะทรงแก้ไขอย่างไรหรือไม่ ก่อนที่จะนำไปยื่นที่รัฐสภา

การลงพระนามในพระลิขิตจะเห็นว่าไม่เหมือนเดิม เพราะพระหัตถ์สั่น ทุกวันนี้แม้จะอยู่ในการดูแลของคณะแพทย์แต่พระองค์ก็ยังทรงงานทุกวัน มีการลงพระนามในคำสั่งต่างๆ ตามปกติ รวมถึงมติมหาเถรสมาคมก็ทรงเซ็นทุกครั้งไม่เคยขาด ขอยืนยันว่าพระลิขิตที่ออกมาเป็นของจริงที่สมเด็จพระสังฆราชได้ทรงลงพระนามด้วยพระองค์เอง

พระสงฆ์ได้แสดงความคิดเห็นออกมาในแนวเดียวกันทุกรูป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจที่รัฐบาลจะต้องทำ จะเลือกชื่อไหนดี สิ่งที่อยากฝากไว้ก็คือ ทำอย่างไรจะได้เนื้อแท้ที่เป็นประโยชน์แท้จริง โดยปราศจากความลำเอียงเป็นพื้นฐาน

ข่าวสด