“พันธุวิศวกรรม” ในมุมมองคริสต์ศาสนา

โดย ผู้จัดการรายวัน

เคยมีคนตั้งคำถามเหมือนกันว่า นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถวิเคราะห์ถึงโครงสร้างของยีน(GENE) หรือหน่วยพันธุกรรมที่ควบคุมการแสดงออกของสิ่งมีชีวิต มีส่วนประกอบสำคัญคือ “ดี เอ็น เอ” ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์สิ่งที่มีชีวิต นำมาซึ่งการสร้างสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยปรากฏในธรรมชาติมาก่อน จะมี “จริยธรรม” ในจิตใจมากน้อยแค่ไหน

จริงอยู่ที่การพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงคุณลักษณะของสิ่งที่มีชีวิตให้ดีกว่าเดิม สามารถฝากถ่ายยีนของสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์หนึ่งไปสู่สิ่งที่มีชีวิตอีกสายพันธุ์หนึ่ง เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรม สนองความต้องการของมนุษย์ด้านอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น แต่หากการพัฒนาเมื่อไร้ทิศทาง ไร้การควบคุม ไม่มีจริยธรรมในจิตใจของนักวิทยาศาสตร์ อาจนำมาซึ่ง “ความเลวร้าย”ที่เกิดขึ้นในสังคมโลก

เป็นการสร้างมนุษย์ ให้มีชีวิต เลือดเนื้อ ความรู้สึก ที่ผิดแผกแตกต่างจากกฎเกณฑ์ธรรมชาติ ทำให้เรารู้สึกว่านับจากนี้ ชะตาของมนุษย์ไม่ได้อยู่ในน้ำมือของพระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไป เพราะความเชื่อตามหลักคริสต์ศาสนา ในเรื่องกำเนิดของมนุษย์ มาจากความเชื่อในพระผู้เป็นเจ้า ที่สร้างมนุษย์ผู้ชายขึ้นมาก่อน และสร้างมนุษย์ผู้หญิงขึ้นมาเป็นเพื่อนคู่คิดและผู้อุปถัมถ์

การมีเพศสัมพันธ์ของชาย-หญิง เป็นเหมือนของขวัญที่ประทานจากพระผู้เป็นเจ้า คริสต์เตียนเชื่อว่า ชีวิตเริ่มต้นตั้งแต่สเปิร์มเข้าไปผสมกับไข่ และไข่ที่ได้รับการผสมแล้วนั่นคือการสร้างของพระเจ้า

ดังนั้นคริสเตียนทั้งหลายจึงเชื่อว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ มนุษย์ไม่ได้เป็นเจ้าของร่างกายและจิตใจ เพราะหากไปเปิดคำสอนหลักคริสต์ศาสนา พระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับทารกในครรภ์เท่ากับผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีคุณค่าและสูงส่ง มนุษย์จึงไม่มีสิทธิที่จะทำแท้งหรือฆ่าตัวตาย และถือว่าเป็นบาปมหันต์ในหลักคริสต์ศาสนา

เพราะฉะนั้นการที่วิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าถึงขั้น สร้างมนุษย์ให้มีรูปร่างหน้าตาดี สูงสมส่วน ผิวพรรณงดงาม หรือมีมันสมองที่เป็นเลิศ แม้จะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผิดศีลธรรมในมุมมองของคริสต์ศาสนา แต่ความเชื่อของมนุษย์ที่มีหลักยึดที่ว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างมนุษย์ และพระเจ้าเป็นเจ้าของเรือนร่างและจิตใจมนุษย์ การสร้างมนุษย์ด้วยน้ำมือมนุษย์เองนั้น ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติ แต่อยู่ในอำนาจการสร้างสรรค์จากมันสมองของมนุษย์ด้วยกันเอง ก็ถือว่าไม่ได้เดินตามแนวทางของพระผู้เป็นเจ้า เป็นสิ่งที่น่าคิด เพราะหากไม่มีหลักยึดทางจิตใจ โดยเฉพาะความเชื่อทางศาสนาแล้ว

มนุษย์ผู้กระทำการแทนพระเจ้าอาจก่อให้เกิดผลกระทบทางจริยธรรรมอย่างใหญ่หลวง ปัจจุบันการพัฒนาทางพันธุกรรม ในต่างประเทศมีผลงานของนักวิทยาศาสตร์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขนาดมีการเปิด “ขายยีน”ให้กับพ่อแม่ที่ต้องการมีลูกหน้าตาดี สูงสมส่วน แข็งแรง และมันสมองดี

อย่างไรก็ตาม การรับรู้เรื่องพันธุวิศวกรรม การเปลี่ยนถ่ายยีน ยังอยู่ในวงแคบ ยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง อาจเป็นเพราะนักวิทยาศาสตร์จะกลัวเสียงสะท้อนที่เป็น“ลบ” เพราะอย่าลืมว่าการที่สามารรถตรวจหาดี เอ็น เอ ในร่างกายได้ อาจจะนำมนุษย์ไปพบกับโรคชนิดใหม่ที่ไม่เคยรู้มาก่อน หรือพบข้อมูลบางประการเกี่ยวกับความด้อยทางการพัฒนาสายพันธุ์ ซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบในอีก 10 หรืออีก 20 ปีข้างหน้า

ข้อมูลเหล่านี้ต้องยอมรับว่า อาจจะเป็นทั้งผลบวกและลบ หากมีการนำผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยหลักคริสต์ศาสนา แม้คนส่วนใหญ่ยังเชื่อการกำเนิดจากพระเจ้า แต่ไม่ได้ปิดกั้นวิวัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ หากพิจารณาโดยเปรียบเทียบกับกรณีปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่น การเหยียดผิว การเหยียดความต่างเผ่าพันธุ์ ที่คริสตจักรพยายามออกมา รณรงค์เพื่อให้ลดปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว

จึงอนุมานได้ว่า คริสต์ศาสนามีความเห็นในการพิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ โดยยึดหลักความถูกต้อง ยุติธรรมและไม่ให้สังคมต้องเดือดร้อนจากการกระทำของมนุษย์การพัฒนาสายพันธุ์มนุษย์ทางวิทยาศาสตร์ ยังถูกมองว่าจะมีผลกระทบต่อการประกันสุขภาพและการจ้างงาน หากนายจ้างได้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติสุขภาพของพนักงานที่ได้รับการตรวจเชิงพันธุกรรม ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นอาจบ่งบอกถึงความเสี่ยงเชิงพันธุกรรมต่อการเกิดโรคได้ในอนาคต

ด้วยข้อมูลดังกล่าว นายจ้างอาจหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานที่อาจมีปัญหาสุขภาพในเชิงพันธุกรรม เพื่อลดปัญหาภาระค่าใช้จ่าย และที่เป็นปัญหาอย่างมากในต่างประเทศเวลานี้ก็คือ ระบบประกันของบริษัทเอกชน ที่ปัจจุบันเอาข้อมูลการตรวจทางพันธุกรรม ไปเป็นส่วนประกอบของการพิจารณาทำกรมธรรม์ จึงเป็นเรื่องที่น่าวิตกแม้แนวคิดตามหลักคริสต์ศาสนา จะยังไม่มีปรากฏไว้เกี่ยวกับการกีดกันการจ้างงาน แต่สามารถอนุมานได้จากทัศนคติของคริสเตียนที่ว่า ทุกคนต้องทำงานด้วยน้ำพักน้ำแรง และต้องผลิตผลงานที่ดีและมีประโยชน์ และจงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติต่อท่าน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตัวท่านเอง

ณ วันนี้ เราสามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า การสร้างสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ หรือการสร้างสิ่งที่เคยมีชีวิตแต่สูญพันธุ์ไปแล้วขึ้นมาใหม่ด้วยการ “โคลนนิ่ง” เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพ้อฝัน แต่ ณ วันนี้ เรายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่จะเกิดขึ้นบนโลก จะมีผลกระทบต่อมวลมนุษยชาติอย่างไรบ้าง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็คือมนุษย์นักวิทยาศาสตร์ มิใช่พระผู้เป็นเจ้า ที่ทำทุกอย่างเพื่อความผาสุกของมวลมนุษยชาติ

ผู้จัดการรายวัน