|
กระทรวงนกกระสา
โดย สิริอัญญา
เห็นภาพพุทธศาสนิกชนกลุ่มหนึ่งเดินขบวนและไฮปาร์คเรียกร้องให้รัฐบาลจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาแล้ว
ทำให้นึกถึงนิทานอีสปเรื่องกบคิดพึ่งพาอาศัยนกกระสา และในที่สุดก็ถูกนกกระสาจับไปกินทีละตัวจนหมดสิ้น
เหตุที่คิดอย่างนั้นก็เพราะว่าการเรียกหากระทรวงพระพุทธศาสนานั้นเป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้
ไม่เข้าใจว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ เหมือนหนึ่งกับฝูงกบร้องเรียกหานกกระสาดังที่ปรากฏมาในนิทานอีสปนั่นแล้ว
บรรดากระทรวงทบวงกรมทั้งหลายมีไว้เพื่อกำกับควบคุมดูแลตรวจสอบกิจการงานต่างๆ
ในการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อตั้งกระทรวงขึ้นแล้วก็ต้องมีการตรากฎหมายให้อำนาจแก่ข้าราชการในการจัดการเรื่องราวต่างๆ
โดยรวมนั้นการเรียกหากระทรวงพระพุทธศาสนาก็คือการเรียกหาเอาฆราวาสไปปกครองพระ
เรียกหาเอาฆราวาสซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นศาสนิกในศาสนาไหนไปควบคุมกำกับดูแลตรวจสอบบริหารกิจการของพระพุทธศาสนา
หรือว่าพระบางกลุ่มคิดจะไปเป็นรัฐมนตรี คิดจะไปเป็นข้าราชการปกครองพระด้วยกันเอง
ซึ่งยากที่จะเป็นไปได้ แต่ไม่แน่เหมือนกันเพราะพระบางรูปในทุกวันนี้ชักเล่นการเมืองหนักหนาขึ้นทุกวัน
จนทำบุญใส่บาตรไม่ลงกันเสียแล้ว
มีกระทรวงทบวงกรมไหนบ้างเล่าที่ตั้งขึ้นมาแล้วมีบทบาททำนุบำรุงส่งเสริมและช่วยเหลือการงานได้เต็มตามที่ผู้คนปรารถนาต้องการ
ดูอย่างกระทรวงเกษตรนั่นเป็นไร ตั้งมานานเท่าใดแล้ว ใช้เงินไปเท่าใดแล้ว
เกษตรกรไทยก็ยังยากจนข้นแค้นอยู่นั่นเอง
สมมติว่าถ้ามีการตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาขึ้นแล้ว
อะไรจะเกิดขึ้นแก่พระพุทธศาสนาและชาวพุทธ ควรจะคิดเรื่องนี้กันให้ทะลุปรุโปร่งเสียก่อน
ดีกว่าที่จะไปเรียกร้องกันโดยที่ไม่รู้ไม่เข้าใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ทันทีที่ตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา ก็จะต้องมีการกำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของกระทรวงว่ามีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลส่งเสริมสนับสนุนกิจการพระพุทธศาสนาอย่างไร
ซึ่งต้องมีการควบคุมตรวจสอบควบคู่กันไปด้วย
ถัดมาก็ต้องมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มีสำนักเลขานุการรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานบริหารของรัฐมนตรี
นี่คือการชักพาเอานักการเมืองเข้ามายุ่งเกี่ยวแทรกแซงครอบงำการพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นเรื่องของพุทธบริษัท
โดยมีพระสงฆ์เป็นผู้นำ
นึกดูเอาเองเถิดว่าเมื่อใดที่การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาเช่นนี้แล้ว
พระพุทธศาสนาที่ชาวพุทธเราบูชานับถือจะเป็นไปในสภาพอย่างไร
ถัดมาอีกก็ต้องมีหน่วยงานระดับกรม กอง และราชการบริหารส่วนภูมิภาค
ในกิจการพระพุทธศาสนากำกับควบคุมลึกลงไปในพื้นที่ทั่วประเทศ มีอธิบดี
รองอธิบดี ผู้อำนวยการกอง และมีข้าราชการระดับจังหวัด ระดับอำเภอ ลงไปอยู่ในทั่วประเทศ
ดังนี้แล้วจะเอาเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบล
ไปไว้ที่ไหน
คิดกันบ้างหรือไม่ว่าจะเกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างอาณาจักรกับพุทธจักร
เกิดความขัดแย้งระหว่างข้าราชการในกระทรวงพระพุทธศาสนากับบรรดาพระสังฆาธิการทั้งหลายทุกแห่งหนทั่วประเทศ
ดังนี้พระพุทธศาสนาจะไม่ฉิบหายดอกหรือ?
คิดกันบ้างหรือไม่ว่าพระสงฆ์องค์เจ้าซึ่งประชาชนนับถือศรัทธาอาจถูกข้าราชการของกระทรวงพระพุทธศาสนาซึ่งบางคนอาจไม่ใช่คนดี
และบางคนอาจจะเป็นศาสนิกในศาสนาอื่นแปลกปลอมเข้ามาคิดร้ายทำลายพระพุทธศาสนา
ดังนี้แล้วพระสงฆ์องค์เจ้าทั่วประเทศจะไม่ถูกเบียดเบียนข่มเหงรังแกรีดไถให้เดือดร้อนวุ่นวายไปหรือ
เพราะที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็มีเจ้าหน้าที่ในกรมการศาสนาที่ชั่วร้ายบางคนกระทำย่ำยีอยู่กับพระไม่น้อยอยู่แล้ว
คิดกันบ้างหรือไม่ว่าหลักธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาซึ่งสืบทอดมากว่า
2,500 ปี จะไม่ถูกคนที่ไม่รู้เรื่องหรือคนที่คิดร้ายบิดเบือนทำลายให้เป็นอันตรายวิปริตแปรปรวนไปด้วยอำนาจรัฐ
เพราะแค่บางสำนัก บางนิกาย ที่เขาทำกันอยู่ในเวลานี้ก็ยังไม่รู้ที่จะแก้ไขประการใด
ยังจะเอาอำนาจมาสวมให้มีฤทธิ์มีเดชมากขึ้น ความย่ำแย่จะตกแก่พุทธบริษัทโดยไม่ต้องสงสัย
คิดกันบ้างหรือไม่ว่าบรรดาทรัพย์สินในพระพุทธศาสนาทั้งหลาย
แม้กระทั่งศาสนสถานและโบราณวัตถุต่างๆ จะไม่ถูกระบบราชการกระทบ กระแทก
กระเทือน ให้วิบัติฉิบหายไป
คิดกันบ้างหรือไม่ว่าเมื่อระบบราชการเข้ามาครอบงำการพระพุทธศาสนาแล้ว
การปกครองคณะสงฆ์ไทย การจัดความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับประชาชน การปกครองภายในวัดวาอาราม
จะถูกกำกับควบคุมตรวจสอบทั้งที่โดยความปรารถนาดีและโดยความปรารถนาร้าย
จนเกิดความวุ่นวายสับสนไม่เป็นอันเผยแพร่พระพุทธศาสนาให้เป็นประโยชน์แก่เหล่าสัตว์สมดังพุทธประสงค์
เรื่องที่จะคิดและเห็นเป็นปัญหาหากว่ามีกระทรวงพระพุทธศาสนาขึ้นในประเทศไทยแล้ว
ความเสียหาย ความขัดข้องสับสนวุ่นวายจะบังเกิดแก่พระพุทธศาสนา แก่พุทธบริษัท
ยังมีอีกมากมายหลายปริยายนัก แต่เท่าที่แสดงมาข้างต้นนี้ก็น่าจะพอแลเห็นกันได้ว่าเรื่องร้ายจะมากกว่าดี
แล้วเรื่องอะไรอยู่ดีๆ จะไปเรียกร้องเอาปัญหาเข้ามาใส่วงการบริหารการพระพุทธศาสนา
จึงขอวิงวอนบรรดาชาวพุทธทั้งหลายได้ตั้งสติยั้งคิด หากผิดพลาดไปแล้วบาปกรรมก็จะตกแก่ตัว
ยามตายก็อาจไม่มีโอกาสรำลึกถึงพระรัตนตรัยอีกต่อไป
พวกเราเป็นชาวพุทธ จะคิดอ่านทำการสิ่งใดเหตุไฉนเล่าจึงไม่ศึกษาดูแบบอย่างที่องค์พระศาสนาเคยประพฤติปฏิบัติในสมัยเมื่อครั้งยังทรงพระชนม์ชีพอยู่
ในสมัยนั้นพระพุทธศาสนามีความสัมพันธ์กับราชอาณาจักรหลายแห่งในอินเดีย
พระเจ้าแผ่นดินหลายแคว้นแสดงตนเป็นพุทธมามกะ ประชาชนในหลายแคว้นปาวารนาตนเป็นอุบาสก
อุบาสิกา ในพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเจริญงอกงามรุ่งเรืองโดยเฉพาะในด้านบุคคล
จิตใจ มีพระอรหันต์บังเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก แม้กระนั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดี
พระอริยสาวกทั้งหลายก็ดี พุทธบริษัททั้งหลายก็ดี ล้วนไม่มีแม้แต่สักรูปเดียวหรือคนเดียวที่จะเรียกร้องให้อำนาจรัฐเข้ามาจัดการปกครองพระพุทธศาสนาของเรา
การปกครองฝ่ายอาณาจักรก็อยู่ส่วนฝ่ายอาณาจักร การปกครองฝ่ายพุทธจักรก็อยู่ส่วนฝ่ายพุทธจักร
ไม่ล่วงล้ำก้ำเกินกัน พุทธบริษัททุกเหล่าไม่เพียงแต่ปฏิบัติหลักธรรมคำสอนในพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น
ยังคงต้องมีหน้าที่ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมืองด้วย
บางครั้งแม้การเผยแพร่พระพุทธศาสนาจะขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว
เป็นเหตุให้กษัตริย์แห่งแคว้นมคธระแวงสงสัย คิดอ่านที่จะทดสอบกับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ดังเช่นเมื่อครั้งที่มีพุทธดำรัสบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับการเข้าพรรษาของพระสงฆ์ในเทศกาลเข้าพรรษาแล้ว
พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงโปรดให้อำมาตย์ไปทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อลองพระทัยว่า
จะเลื่อนกำหนดการเข้าพรรษาออกไปอีกระยะหนึ่งได้หรือไม่ เพราะบางท้องที่ฤดูฝนมาไม่พร้อมกัน
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงอนุโลม จึงเป็นเหตุให้มีการบัญญัติเรื่องพรรษาหลัง
โดยอนุโลมตามความประสงค์ของฝ่ายอาณาจักร เป็นเหตุให้ความสัมพันธ์ระหว่างพุทธจักรและอาณาจักรเป็นไปอย่างราบรื่น
และเป็นที่พอใจของทางบ้านเมือง เพราะเห็นว่าพระบรมศาสนามิได้ขัดแย้งหรือขัดความประสงค์ใดๆ
ของทางฝ่ายบ้านเมือง
แม้กระนั้นแล้วก็ไม่เคยทรงเรียกร้องให้ทางบ้านเมืองตั้งหน่วยงานควบคุมดูแลปกครองการพระศาสนา
พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีแบบอย่างที่ชาวพุทธจะเรียกร้องเอากระทรวงพระพุทธศาสนามาปกครองตนเอง
ถ้าจะกล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็ย่อมกล่าวได้ว่า การเรียกร้องให้ทางบ้านเมืองเข้ามาปกครองพุทธจักรเป็นการทรยศต่อพระบรมศาสดาก็ได้
เพราะแม้ยามใกล้ดับขันธปรินิพพานก็ยังทรงฝากฝังเป็นปัจฉิมโอวาทว่าหลังจากเสด็จปรินิพพานแล้ว
พระธรรมวินัยที่ทรงแสดงไว้ดีแล้วจะเป็นศาสดาของชาวพุทธทั้งหลาย นั่นคือพระธรรมวินัยจะเป็นองค์นำ
เป็นองค์ปกครอง เป็นองค์ตรวจสอบดูแลความเป็นไปในวงการพระพุทธศาสนา
แล้วเรื่องอะไรชาวพุทธจึงไม่สืบทอดและปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ริอ่านทำตัวเป็นกบเรียกร้องหานกกระสาเหมือนที่ปรากฏอยู่ในนิทานอีสปฉะนี้เล่า
เห็นเจ้ากูบางรูปออกไปไฮปาร์คเดินขบวนแล้วให้รู้สึกเวทนาและสงสัยว่ายังมีความเป็นสมณะ
มีฐานะเป็นพุทธสาวกผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบในพระธรรมวินัยแห่งพระบรมศาสดาอยู่หรือไม่
เพราะการออกไปเดินขบวนไฮปาร์ค การเรียกร้องความต้องการเอาจากรัฐบาล
เป็นสิ่งที่พระบรมศาสดาทรงตำหนิอย่างรุนแรง ถ้าพูดเรื่องเหล่านั้นก็ทรงตรัสว่าเป็นการกล่าวเดรัจฉานกถา
ถ้าปฏิบัติในเรื่องเหล่านั้นก็ทรงตรัสว่าเป็นเดรัจฉานวิชา
พูดง่ายๆ ก็คือทรงตำหนิว่าถ้าพระสงฆ์พูดหรือทำในเรื่องเหล่านั้นแล้ว
ก็เป็นการพูดหรือทำในเรื่องของสัตว์เดรัจฉาน เพราะไม่ทรงตรัสสอนให้พูดให้ทำเช่นนั้น
ทรงตรัสสอนให้พูดให้ทำแต่เรื่องทุกข์และความดับทุกข์ และเป็นแบบอย่างในการสั่งสอนเวไนยสัตว์ให้ถึงซึ่งความดับทุกข์
ทรงตำหนิเฉพาะพระสงฆ์ แต่สำหรับฆราวาสแล้วไม่เกี่ยวกัน
เพราะเรื่องการบ้านการเมืองเป็นเรื่องของฆราวาส เป็นหน้าที่ของฆราวาส
ที่ต้องทำให้บริบูรณ์พร้อมด้วยประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน
ชาวพุทธที่ซื่อตรงต่อพระธรรมคำสอนย่อมต้องเห็นว่าการที่พระสงฆ์ไปเที่ยวเดินขบวนไฮปาร์คเรียกร้องเอากระทรวงพระพุทธศาสนานั้นคือการกระทำเดรัจฉานวิชา
คือการกล่าวเดรัจฉานกถา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตำหนิอย่างรุนแรง
จึงไม่ควรที่ชาวพุทธจะเอาตามและถือเป็นแบบอย่าง ทั้งฝ่ายปกครองของคณะสงฆ์เองก็ควรที่จะได้พิจารณาตรวจสอบในเรื่องนี้
ว่าที่พูดที่ทำกันอยู่นั้นสอดคล้องต้องกับพระธรรมวินัยหรือหาไม่
ดังนั้นไม่ว่าจะพูดในทางโลกหรือทางธรรม การเรียกร้องกระทรวงพระพุทธศาสนาจึงเหมือนกับเรื่องของกบที่เรียกหานกกระสา
ดังที่มีมาในนิทานอีสปนั่นแล
|