|
พระศรีปริยัติโมลี
'เราต้องมีพลังต่อรอง'
ทำไมพระต้องม็อบ ทำไมต้องเรียกร้องให้ตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรม
ในข่าวเล็กๆ ซ่อนประเด็นที่น่าสนใจ
ก่อนหน้านี้เมื่อมองย้อนไปก็เคยมีม็อบ "ทองขาว-ทองก้อน"
หนุน-ต้าน พ.ร.บ.สงฆ์มาแล้ว ดูเหมือนวงการสงฆ์ไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่
ยุคที่สร้างกลุ่มพลังเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน
"อาตมาก็เป็นพระรูปหนึ่งที่เสนอทฤษฎีว่า ในระบอบประชาธิปไตยมันเหมือนกับต้องมีการต่อรอง
การเมืองกับการสงครามเหมือนๆ กัน การสงครามถ้าจะเจรจาสันติภาพได้
เราต้องมีกำลังไปตรึงไว้ เมื่อใดที่กำลังเราเหนือกว่า เขามีโอกาสแพ้มากเขาก็จะยอมสงบศึก
ประชาธิปไตยก็เหมือนกัน-บ้านเราเห็นไหม รถตู้ปล่อยวิ่ง บอกกระทรวงจะเอาจริงแล้ว
พอเขาชุมนุมกันหน้าลานพระรูปวันเดียว ก็ยอมเลย-ใช่ไหม กำลังภายในสภากับนอกสภามันต้องไปด้วยกัน"
ม็อบหน้าสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถึงจะไม่ใช่ข่าวใหญ่ แต่ก็เป็นที่สะดุดใจของคนไทยคนพุทธทั้งประเทศ
เพราะนานๆ ครั้งเราจะเห็นพระเณรนับพันๆ รูป พร้อมกับญาติโยมในชุดขาว
มารวมพลังกันเรียกร้องทางการเมือง
ก่อนหน้านี้ก็มีการเผชิญหน้ามาแล้ว ระหว่างกลุ่มศิษย์หลวงตาบัว กับศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนา
ที่ฝ่ายหนึ่งค้าน ฝ่ายหนึ่งหนุน ร่าง พ.ร.บ.สงฆ์ และต่างก็หยิบยกข้อดีข้อเสียมาโจมตีกันอย่างเผ็ดร้อน
นี่เป็นปรากฏการณ์ที่น่าคิด ซึ่งบางฝ่ายก็มองว่าน่าวิตก เมืองไทยเมืองพุทธไม่เคยมีกลุ่มพลังทางศาสนาเหมือนศาสนาอื่น
ขณะเดียวกันก็น่าจับตาว่า ในสังคมที่เข้าใจ "พุทธ" อย่างผิวเผินมากขึ้นทุกวัน
ก็ก่อให้เกิดกลุ่มศิษย์ผู้ลุ่มหลงศรัทธาต่อพระอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งอย่างลืมหูลืมตาไม่ขึ้น
ไม่ว่ายันตระ ธรรมกาย หรือรายอื่นๆ
พุทธศาสนาในกระถาง
กระดานข่าวที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เต็มไปด้วยข่าวพระเณรแสดงพลังเรียกร้องกระทรวงพระพุทธศาสนา
หรือไม่ก็ข้อเขียน ข้อวิจารณ์ ของพระนักคิดนักพูดหลายรูป แต่น่าสังเกตว่า
มุมกระดานยังคิดข่าวสำคัญไว้อีกชิ้น "รัฐเดินหน้าตั้งธนาคารอิสลาม"
โต๊ะทำงานของพระศรีปริยัติโมลี รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ
เต็มไปด้วยหนังสือและข้อเขียน ไม่เหมือนโต๊ะของพระ แต่เหมือนโต๊ะของอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่วไปนี่เอง
แตกต่างที่รองอธิการบดีไม่มีห้อง นั่งอยู่ในห้องใหญ่ชั้นล่างของอาคาร
3 ชั้น ซึ่งมีโต๊ะของพระที่เป็นอาจารย์ท่านอื่นๆ แออัดเต็มไปหมด
พระศรีปริยัติโมลีเท้าความให้เราฟังว่า การต่อสู้ของพระสงฆ์มีที่มาจากปัญหาใน
พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแต่งตั้งคณะกรรมการศาสนาและวัฒนธรรม
39 คน รวมทั้งฆราวาสและตัวแทนศาสนาอื่น มาดูแลคณะสงฆ์
"งานอะไรที่พระสังฆราชควรจะตัดสิน จะวางแผน ต้องให้กรรมการชุดนี้อนุมัติก่อน
ประเมินผลก่อน ถ้าไม่ผ่านก็อนุมัติไม่ได้ นั่นหมายความว่าสมเด็จพระสังฆราช
พระราชาคณะ ต้องอยู่ภายใต้การปกครองการควบคุมของคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งถือว่ามันผิดฝาผิดตัว
ผิดขนบธรรมเนียมประเพณี เขาเป็นร่มใหญ่มาคลุม มันไม่ถูก ที่ถูกก็คือต้องให้ความอิสระท่าน
ถ้าจะถวายการอุปถัมภ์ ก็ให้ไปเลย จะให้มีการพิมพ์งบประมาณเผยแพร่ก็ว่าไป
มีการตรวจบัญชีทุกสิ้นปีก็ไม่ว่าอะไร แต่เอาคนทั้งฆราวาสและศาสนาอื่นมาคุมพระด้วย
ถือว่ามันผิดฝาผิดตัว ก็ไม่เห็นด้วย พูดแสดงความคิดเห็น อาจจะโต้แย้งฝ่าย
สปศ.บ้าง ฝ่าย ดร.รุ่ง (แก้วแดง) บ้าง ต่อมาเราก็บอกถ้าถึงทางตันแล้วทำไง
เราก็จะต้องหาทางออก ก็คือต้องไปแก้ที่ พ.ร.บ.สงฆ์ เอาออกมาเป็นอิสระ
ไม่ให้กรรมการทั้ง 39 คนคุมเรา"
"เขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่มาคุมเราด้วย แต่งานของเขานี่เราไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับเขาเลย"
นั่นหมายถึงตัวอย่างศาสนาอิสลาม ซึ่งมี พ.ร.บ.บริหารกิจการอิสลามแยกไปต่างหาก
"แต่พอถึงฝ่ายพุทธเขามาคุม มันก็ไม่ถูกแล้วใช่ไหม นี่คือการที่เราปล่อยให้บ้านเมืองทำไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เป็นอันตราย ถ้างั้นต้องตั้งสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติออกมา ต้องร่าง
พ.ร.บ.สงฆ์ใหม่เพื่อให้พระสงฆ์ท่านบริหาร ไม่ใช่ให้คนนั้นคนนี้มาคุม"
หลวงพ่อบอกว่าที่จริงตอนแรกไม่ได้คิดเรื่องกระทรวงมาก่อน "เมื่อก่อนไม่ได้ติดใจเรื่องกระทรวงเลยนะ
เพราะคิดว่าถึงจะมีกระทรวง ถ้ารัฐมนตรีไปนั่งตรงนั้น ไม่รู้เรื่องศาสนามันก็มีประโยชน์น้อย
เท่ากับเราสู้เพื่อคนไม่กี่คน ใครไปนั่งมันก็คงจะเหมือนๆ เดิม ถ้าไม่รู้ศาสนาไม่ศรัทธาศาสนา
สิ่งที่เราต้องการคือทำอย่างไรเราจะมีองค์กรบริหารอย่างเป็นอิสระของเรา
อันนี้เราพูดมาตั้งนานแล้ว โดยให้คณะสงฆ์ท่านมีอำนาจในการบรรจุ แต่งตั้ง
คัดคนมา ในการจะให้รางวัล เพิ่มขั้นเพิ่มอะไร แล้วให้ท่านมีอำนาจในการบัญชาการแล้วเอาคนของเราที่ศรัทธาในพระศาสนามาทำกัน
รวมทั้งพระภิกษุสงฆ์ด้วยให้เป็นเจ้าหน้าที่ในนั้น"
องค์กรที่กล่าวถึงก็คือองค์กรที่บางคนเรียกว่าสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ
องค์กรกึ่งอิสระที่แยกจากระบบราชการ ทำหน้าที่บริหารและเผยแพร่ศาสนาโดยเฉพาะ
"เรามองว่าทำอย่างไรเราจะมีตรงนี้ เรามองว่าพุทธศาสนาเป็นสถาบันหลัก
1 ใน 3 ของชาติ ควรจะได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ มีหน่วยงานมารองรับ
งานจะได้มีประสิทธิภาพ ในอดีตเรามีพระมหากษัตริย์ บางรัชกาลพระองค์เป็นเหมือนสังฆราชด้วย
รัชกาลที่ 5 นี่พระองค์ไม่ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนะ ทรงบริหารเอง
ทรงสร้างความเจริญให้พระศาสนามากมาย แต่พอพ้นยุคราชาธิปไตยมาประชาธิปไตย
ทางรัฐบาลก็ไม่สนใจ ไปรับอำนาจมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ไม่ได้รับเอาความรับผิดชอบ
ไม่ได้รับพระคุณูปการใส่ใจเรื่องพระศาสนา แม้แต่การเป็นผู้นำด้านศีลธรรม
เข้าวัดฟังธรรม เราไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนไหนไปวัดฟังธรรมเลยใช่ไหม
ไม่เป็นตัวอย่างเลย" (ต้องแย้งปนหัวเราะว่าคุณทักษิณเป็นลูกศิษย์พระอิสระมุนีนะครับ)
"แล้วกรมการศาสนาที่มีอยู่มันก็เป็นหน่วยราชการ และเป็นหน่วยราชการที่เล็กมาก
ตัว รมว.ศึกษาฯ ก็ไม่รู้ศาสนาอยู่แล้ว แต่มาตามสายการเมือง ไม่เคยมีคนที่มีวุฒิมีเกียรติคุณทางศาสนาเลย
ไม่รู้กี่คนที่มานั่ง ตัวกรมศาสนาก็เป็นกรมที่อาภัพกรมหนึ่ง ข้าราชการกรมศาสนาไม่เคยได้ย้ายไปที่อื่นเลย
มีแต่คนอื่นย้ายมาเป็นอธิบดีหมด เป็นคนของนักการเมืองส่งมานั่งตรงนี้
หลายต่อหลายคนมานั่ง อาราธนาศีลก็ยังไม่เป็นเลย แล้วจะรู้เรื่องศาสนาอะไร
พ.ร.บ.คณะสงฆ์บัญญัติว่ากรมการศาสนาเป็นสำนักงานของมหาเถรสมาคม มีแค่นี้เอง
พระที่เข้าไปก็เหมือนคนแปลกหน้าที่เข้าไปสำนักงานคนอื่นเขา งานเชิงรุกก็ไม่มีเลย
ไม่มีคนตามงาน ที่ร้ายกว่านั้นอธิบดีนอกจากไม่รู้เรื่องพระศาสนาแล้วยังต้องฟังผู้บังคับบัญชาคือ
รมว. แล้วยังต้องไปเป็นเลาขานุการตามกฎหมายฮัจญ์ของอิสลามด้วย สวมหมวกกี่ใบล่ะ
อาตมาถึงบอกว่าเราเอางานพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสถาบันหลัก 1 ใน 3 ของชาติ
เข้าไปไว้ในองค์กรเล็กๆ เอาไปฝากไว้กับกรมศาสนา เหมือนกับเอาต้นไม้ใหญ่ไปปลูกไว้ในกระถางแคบๆ
บอนไซพุทธศาสนา ไม่มีทางโตได้เลย เพราะว่ากระถางมันปิดไว้หมด นอกจากว่าต้องทุบกระถางอันนี้ออกมา
เอาต้นไม้ใหญ่ออกมาปลูกในที่ที่มันกว้างขวาง โล่งแจ้ง ถ้าเราปลูกได้มันจะเกิดร่มเงาเกิดมรรคเกิดผลให้เรา"
"เพราะฉะนั้นเรื่องกระทรวงพุทธศาสนาฯ เดิมทีอาตมาไม่ได้คิดเลยนะ
จนมาล่าสุดเมื่อ พ.ร.บ.สงฆ์มันชะงัก แล้วท่านทักษิณก็บอกจะปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก อาตมาติดตามมาก็คิดว่ามันไม่น่าจะทำได้ง่ายๆ
เลยคิดว่ามันคงไม่ออกง่ายๆ หรอก จู่ๆ โผล่พับเลย อาตมาก็ตามทันบ้างไม่ทันบ้าง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ส.ว.ที่ท่านไปทำงานในสภาท่านบอกว่ามันจะมีกระทรวงวัฒนธรรมแล้ว
กระผมอยากจะแปรญัตติจากกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงพุทธศาสนา แล้วทางพระจะช่วยยังไงได้บ้าง
เราก็เกิดการประชุมขึ้น บอกว่าถ้า ส.ว.เขาแปรยังไงก็แพ้แหงๆ อยู่แล้ว
เราก็คิดเชื่อมโยงว่าถ้าเรารอ พ.ร.บ.สงฆ์ยังลูกผีลูกคน ไม่รู้จะคลอดไม่คลอด
มันอาจจะแท้ง ตายทั้งกลมเสียก็ไม่รู้ ทำอย่างไรการพระศาสนาจะขยับ สิ่งที่เราต้องการจริงๆ
คือเราต้องการหน่วยงานอิสระที่จะมาทำงานพระศาสนา แล้วไปโยงกับ พ.ร.บ.สงฆ์ให้ได้
ทีนี้เฉพาะหน้าจะทำยังไง เราก็ปรึกษากัน อย่างนั้นก็ตั้งเองซะเลย อาตมาก็เขียนบทความเรื่องสองเรื่อง
ปรึกษาหารือกัน ไปตั้งกระทรวงวัฒนธรรมมันผิดฝาผิดตัวแล้ว ทำไมเอาวัฒนธรรมมาสำคัญกว่าศาสนาล่ะ
เราก็บอกพุทธศาสนาเป็นเหมือนต้นน้ำ เป็นบ่อเกิด นั่นหมายถึงวัฒนธรรม
เราไม่รักษาต้นน้ำลำธาร เราจะไปพูดถึงสายน้ำปลายสายทางไม่ถูกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่จับประเด็นให้ชัดเราอาจจะเอาวัฒนธรรมอะไรมาไม่รู้
วัฒนธรรมฟรีเซ็กซ์ วัฒนธรรมตะวันตก ถ้าเราไม่จับว่าต้นตอวัฒนธรรมความเป็นไทยเรามันมาจากพุทธศาสนา
มันจะผิดฝาผิดตัว ถ้าอย่างนั้นคุณตั้งกระทรวงพุทธศาสนาสิ ทำไมต้องตั้งล่ะ
ก็อ้างไปถึงหลายประเทศที่เขาตั้งกระทรวง ศรีลังกาชัดเจน เขามีกระทรวงพุทธศาสนา
หลายประเทศไม่มีแต่บัญญัติว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ อย่างกัมพูชาเขาบัญญัติไว้เลย"
"เราก็มีมติกันว่าเมื่อ ส.ส. ส.ว.เขาจะแปรญัตติอยู่แล้ว เขาก็บอกเราว่าวิธีการที่จะทำให้ได้รับการขานรับ
ส.ว.เขาจะใจอ่อน เราก็ต้องให้การศึกษา บอกกล่าว มีการสื่อสารกัน บอกพระบอกเจ้าให้รู้
ก็ค่อยๆ เรียนรู้มา เรียนรู้มาจากสภา ทางสภาเขาก็มีคณะอนุกรรมการว่าด้วยการศึกษาการมีส่วนร่วมในกิจการพุทธศาสนา
ก็จัดสัมมนากันเรื่อยๆ มันก็เป็นประเด็นขึ้นมา อาตมาก็เป็นพระรูปหนึ่งที่เสนอทฤษฎีว่าในระบอบประชาธิปไตยมันต้องมีการต่อรอง
การเมืองกับการสงครามมันเหมือนๆ กัน การสงครามถ้าจะเจรจาสันติภาพได้
เราต้องมีกำลังไปตรึงไว้ เมื่อใดที่กำลังเราเหนือกว่า เขามีโอกาสแพ้มากเขาก็จะยอมสงบศึก
ประชาธิปไตยก็เหมือนกัน บ้านเราเห็นไหม รถตู้ปล่อยวิ่ง บอกกระทรวงจะเอาจริงแล้ว
พอเขาประชุมกันหน้าลานพระรูปวันเดียว ก็ยอมเลย-ใช่ไหม กำลังภายในสภากับนอกสภามันต้องไปด้วยกัน
อันนี้จึงจำเป็นเหลือเกินที่พระเณรต้องออกไปคราวนี้"
"เพราะเราก็เรียนรู้มา เราก็เจ็บปวดมา เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว
ชาวพุทธเซ็นชื่อไปทั้งหมด 2.6 ล้านชื่อ ขอให้เขียนคำว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
หรือเป็นศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือ-แค่นี้ ส.ส.ร.ซึ่งมี 99 คน เป็นคนศาสนาอื่น
18 คน นอกนั้นพุทธหมด แต่ยกมือเห็นด้วยกับประเด็นนี้แค่ 7 คน เพราะเขามองว่าเรามีแต่ลายเซ็น
เราเสือกระดาษ เราไม่มีพลังต่อรอง ถึงแม้ชาวพุทธจะอยากดีอยากได้ก็ตาม
ถ้าเราไม่มีวิธีการ เกมการเมืองอะไรก็ตาม มันไม่สำเร็จ เราก็เรียนรู้
การเมืองสอนเราว่า ถ้าเราต้องการจะทำอะไรทั้งหลายให้สำเร็จเราต้องมีพลังต่อรอง
ซึ่งอาตมาเชื่อมั่นว่าสิ่งเหล่านี้อาตมาทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆ
ไม่มีผลประโยชน์อะไร ญาติโยมที่ไปกับเราไม่มีผลประโยชน์อะไรทั้งนั้น"
"ถ้าพระศาสนาไม่ได้รับการอุปถัมภ์บำรุง เราไม่ส่งเสริมให้เข้มแข็ง
รื้อฟื้นหรือเรียกเอาค่านิยมกลับมาให้มีความนิยมไทย ให้ภูมิใจวัฒนธรรมของเรา
ให้ยึดมั่นอยู่ในศีลธรรมแบบพุทธ อาตมาก็ฟันธงเลยล่ะว่าการปฏิรูปอะไรๆ
จะไม่ได้ผลสักอย่าง อาตมาเชื่อมั่นว่าวิกฤติการณ์ของประเทศคราวนี้มันไม่ใช่วิกฤติการณ์ของเศรษฐกิจ
แต่มันเป็นวิกฤตการณ์ของศีลธรรม ของค่านิยม มันเกิดขึ้นเพราะคนไทยโลภโมโทสัน
อยากร่ำอยากรวย ไม่ซื่อสัตย์ ถ้าเราทำให้พระศาสนาเข้มแข็งได้ ความเป็นชาติไทยเรายังอยู่
สถาบันพระมหากษัตริย์ยังอยู่ โยงใยกันเลย เป็นไม้ 3 อันค้ำกันอยู่
ทางเศรษฐกิจเราเป็นหนี้เขา 90,000 ล้านเหรียญฯ ปีที่แล้วรัฐบาลตั้งงบใช้หนี้
125,000 ล้านบาท เป็นดอกเบี้ยถึง 90,000 ล้านบาท คิดเป็นดอกเบี้ยจ่ายแต่ละวัน
250 ล้านบาท เพราะอะไร เพราะคนไทยโลภโมโทสัน มีที่ 5 ไร่เอาไปการันตี
แบงก์ก็อยากได้เงินมาก ไปกู้ระยะสั้นมาออกดอกระยะยาว ถ้าเรามีธรรมอยู่ในตัวเรา
สิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดหรอก หรือถ้ารัฐบาลเป็นรัฐบาลพุทธ ไม่คอรัปชั่น
มันก็จะไม่เกิดบีไอบีเอฟเข้ามาอย่างที่เชื่อฝรั่งแบบไม่ลืมหูลืมตา
ทุกคนบอกว่าดี เพราะฝรั่งมันว่าดี ประโคมข่าวว่าเราจะเป็นศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ไม่เท่าไหร่ก็ไปกู้เงินเขา"
"เราใช้หนี้วันละ 250 ล้าน ตีความแบบในอดีตก็คือเราส่งส่วยให้เขา
ก็คือประเทศเราเป็นเมืองขึ้นเขา ต้องส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้เขา
เราก็สูญเสียเอกราชในทางเศรษฐกิจแล้ว ทางจิตใจเราก็เปราะบาง ความนิยมไทยก็ไม่มี
สินค้าอะไรที่ผลิตในไทยไม่ใช้ แม้แต่ดาราถ้าหน้าไม่ฝรั่งก็ไม่ดัง ไอ้นี่คือสัญญาณอันตรายที่พระศาสนาต้องเข้ามา
อาตมาถึงบอกว่าที่เราทำเนี่ยเราต้องการช่วยท่านนายกฯ ถ้าท่านนายกฯ
ท่านเข้าใจเรา ท่านควรจะขอบคุณด้วยว่าที่พระสงฆ์ แม่ชี พุทธบริษัทตื่นมาเนี่ย
เป็นห่วงเป็นใยอยากให้งานปฏิรูปของท่านสำเร็จ อยากให้ประเทศชาติผ่านพ้นวิกฤตการณ์ไปให้ได้"
กระทรวงพุทธ-แตกแยก?
ซักว่าแล้วทำไมต้องเรียกร้องให้แก้ชื่อเป็นกระทรวงพระพุทธศาสนา เพียงแค่ชื่อเท่านั้นหรือ
หรือจะเสนอโครงสร้างเพิ่มเติมด้วย
พระศรีปริยัติโมลีแย้งว่าอย่าถือว่าชื่อไม่สำคัญ "คือเราต้องพูดว่าทั้งเนื้อหาสาระ
ทั้งรูปแบบมันก็ต้องไปด้วยกัน ถามว่าถ้าเราเห็นชื่อไม่สำคัญ แล้วชื่อเนี่ยมันจะไปกีดหูกีดตาใครล่ะ
ถ้าชื่อมันแสดงถึงความมั่นใจ ถ้าเราจะปลุกความเป็นไทยของเรา ถ้าเราบอกจะสร้างชาตินิยมแต่ไม่กล้าพูดคำว่าไทย
มันจะสร้างได้ยังไง ถ้าเราเป็นพุทธ 95% แล้วไม่กล้าพูดคำว่าพุทธ เราจะเอาอะไรมาเป็นตัวกระแสดึงล่ะ
ให้เกิดความมั่นใจขึ้นมา ไปบอกตั้งตรงนี้ก็เป็นเชื้อแห่งความแตกแยก
แตกต่าง มองไปอย่างนี้หมด ชื่อไม่สำคัญ เอาเนื้อหาสาระแล้วกัน อาตมาว่าไม่ได้
จริงๆ แล้วมันต้องไปด้วยกัน อย่างบอกอาตมาเป็นพระ แต่อาตมาไม่ห่มจีวรแล้ว
ใส่กางเกงมา โยมมากราบนะอาตมาก็เป็นพระนะ ความเป็นพระสำคัญที่ใจ ต่อไปเลิกห่มจีวรแล้ว
ถามว่าจะรักษาพระศาสนาไว้ได้หรือเปล่า รูปแบบมันก็ต้องมี สาระอยู่ในรูปแบบ"
"กระทรวงพุทธฯ เราก็ต้องใส่สาระไปด้วย เราก็ต้องเอา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ไปโยงให้ได้ด้วย
แต่เรื่องความไม่เข้าใจนี่อาตมาก็ปวดหัวกับเขาเหมือนกัน บอกคำว่าพุทธก็แตกแยก
เป็นเชื้อของความขัดแย้ง อาตมาก็เอาบทความของอดีต กกต. ท่านยุวรัตน์
ท่านเขียนแล้วเอาสถิติของสวนดุสิตโพลมาลงให้ดู เขาหยั่งเสียงว่าถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญให้ใส่พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติเห็นด้วยไหม
ปรากฏว่าคนพุทธเห็นด้วย 72% ถามอิสลาม เห็นด้วย 40-45% คริสต์ก็ประมาณนี้
ศาสนาอื่นเห็นด้วย 90% ทุกคนมารวมกันแล้วคนเห็นด้วย 70% กว่า อาตมาถึงบอกว่าคนศาสนาอื่นเขายังไม่เห็นเลยว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นแตกแยก
การเขียนพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติสำคัญกว่า โครงสร้างใหญ่กว่ากระทรวงพุทธศาสนาด้วยซ้ำไป
แล้วถามว่า ส.ส. ส.ว.เปิดใจฟังหรือเปล่า รู้หรือเปล่าว่าธรรมชาติของพุทธศาสนา
ศาสนาของตัวเองเนี่ยมีธรรมชาติอย่างไร พุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนาแห่งการบังคับ
เราไม่มี commandment ของเรานี่ศรัทธากับปัญญาต้องไปคู่กัน แต่ศาสนาอื่นนี่คุณจะต้องเชื่อเท่านั้น
believe me follow me ถ้าคุณไม่ believe me ไม่ follow me ฉันก็จะลงโทษคุณ
แม้แต่ที่นับถือพระเจ้าก็ทำสงครามศาสนากัน ยีฮัด ครูเสด โลกตะวันตกถึงหันมาสนใจพุทธศาสนา
เขาพูดไว้ชัดเจนว่าที่เลื่อมใสพุทธศาสนาเพราะว่าตลอดเวลา 2,500 กว่าปีที่ชาวพุทธเป็นใหญ่
ชาวพุทธไม่เคยเบียดเบียนใครทำให้เลือดตกยางออกแม้แต่หยดเดียวในนามของพระพุทธเจ้า
ในพุทธศาสนาไม่เคยมีสงครามเลย เราไม่เคยเบียดเบียนใครเลย มีแต่คนอื่นเบียดเบียนเรา
เผาวัดเผามหาวิทยาลัยนาลันทา ฆ่าพระตายเป็นหมื่นๆ นี่ยังมีระเบิดพระพุทธรูปอีก"
"คนที่พูดอย่างรี้ก็ไม่เข้าใจธรรมชาติของศาสนาเรา เวลาเราเปิด
retreat นี่คนศาสนาอื่นก็มาเข้า อิสลาม คริสต์ มาปฏิบัติกับเรา เราไม่เคยกีดกันเลย
เราสอนให้เขาเลย พุทธเป็นศาสนาที่ไม่แสวงหาการเปลี่ยนศาสนา เราไม่
converse เราไม่เคยเรียกร้องให้ใครมาเป็นพุทธเลยนะ ธรรมชาติพุทธศาสนาเป็นอย่างนี้
วัตถุประสงค์เป็นอย่างนี้ เราไม่เคยเอารัดเอาเปรียบใครเลยนะ"
ใช่หรือไม่ว่าพระสงฆ์และชาวพุทธรู้สึกว่าเราถูกเบียดเบียนจากศาสนาอื่น
หลวงพ่อตั้งหลักอยู่นิดหนึ่ง
"อาตมาเองก็มีเพื่อนที่เป็นคริสต์เป็นอิสลามเยอะนะ อาตมาได้รับนิมนต์ไปอิหร่านเมื่อเดือน
ก.พ.ที่แล้ว เป็น Islam State นะอิหร่าน อาตมาไปรุ่น 2 รุ่นแรกคือพระถังซัมจั๋ง
(หัวเราะ) อาตมาบอกว่าอาตมาเป็นเป็นพระรุ่น 2 ที่เคยมาอิหร่าน"
"อาตมาก็พยายามจะเข้าใจเขานะ คืออิสลามนี่-นักการเมืองอิสลามเขาเป็นนักการศาสนาด้วย
และความเป็นคนกลุ่มน้อยเขาก็จะรู้สึกเหมือนกับว่าเขาไม่อิสระพอ เขาก็เรียกร้องจะเอาไอ้นั่นไอ้นี่
โดยอ้างรัฐธรรมนูญมาตรา 38 ในช่วงไม่กี่ปีมานี่ นักการเมืองทางภาคใต้
นักการเมืองที่กำลังมีอำนาจอยู่เขาก็บอก 12 ปีของเขาก็สามารถส่งตัวแทนเขาไปเป็นรัฐมนตรี
เป็นสภาผู้แทนฯ ซึ่งอย่างนี้เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นเลยนะในประเทศอิสลาม
ถ้าพุทธไปอยู่ไม่สามารถขึ้นมาได้เลย แต่เราก็ไม่ว่าอะไรนะ เราก็ไม่กีดกันศาสนานะ-ความใจกว้างของเรา
ทีนี้ความเป็นนักการเมืองของเขา เขาก็ต้องพยายามแสดงให้เห็นหรือหาเสียงให้คนอิสลามเห็นว่าเขาทำอะไรเพื่อพี่น้องอิสลาม
เพราะฉะนั้น 12 ปี เขาได้เรียกร้องเอาอะไรหลายๆ อย่าง ไปถึง 36-37
รายการแล้ว รวมทั้งธนาคารอิสลามที่เพิ่งออกเมื่อ 2-3 วันนี่ รัฐบาลไทยลงทุนให้พันล้านเลยขั้นต้น
ชาวพุทธที่รู้เรื่องนี้ก็เริ่มรู้สึกเหมือนกัน แล้วเวลาพุทธล่ะ มีไหม
เราคนพุทธ 94% รัฐบาลต้องการหาเสียงกับอิสลาม แต่ชาวพุทธไม่ต้องดูแล้วใช่ไหม"
"ที่ละหมาดเดี๋ยวนี้มีทุกแห่งเลย มีมากกว่าประเทศอิสลามบางประเทศด้วยซ้ำ
ที่แอร์พอร์ตก็มี สถานีรถไฟก็มี ซึ่งเมื่อก่อนไม่เคยมีเลย พ.ร.บ.บริหารกิจการอิสลามพูดไว้เลยว่าคณะกรรมการอิสลาม
9 คนให้ในหลวงแต่งตั้ง แล้วบังคับด้วยว่าให้มีเงินเดือน ต้องจัดสรรงบประมาณให้ด้วย
ซึ่งอย่างนี้ไม่มีแม้กระทั่งบัญญัติใน พ.ร.บ.สงฆ์ กฎหมายเริ่มไม่เท่าเทียมแล้วใช่ไหม
ซ้ำยังบอกด้วยว่าจังหวัดไหนมีมัสยิดให้ตั้งอิสลามวิทยาลัยได้ โดยที่เขาไม่ได้ออกแรงออกกำลังเลย
นี่คือจุดที่ชาวพุทธรู้สึกแล้ว มหาจุฬาฯ กว่าจะตั้งได้ กว่าจะให้เข้าใจได้
50 ปี ถึงมี พ.ร.บ.ออกมา สิ่งที่ชาวพุทธพูด ยากมากกว่าจะขยับ-ยากมาก
แต่พอของอิสลามออก พ.ร.บ.อิสลามบอกเลยว่าจังหวัดใดมีมัสยิดตั้งอยู่ให้ตั้งอิสลามวิทยาลัยได้"
หลวงพ่อย้ำว่าไม่ได้กีดกันศาสนาอื่น เพราะท่านเองก็มีเพื่อนเป็นคริสต์เป็นอิสลามจำนวนมาก
"อาตมาบอกเพื่อนๆ ที่เป็นอิสลาม คริสต์ ว่าคนที่นับถือศาสนามี
3 กลุ่มนะ คนที่ไม่มีศาสนาก็แย่กว่าคนมีศาสนา แต่คนมีศาสนาก็ดีกว่าคนคลั่งศาสนา
ถ้าคนคลั่งศาสนานี่มีปัญหาแล้ว อันตรายที่สุด คนเคร่งศาสนาเราเห็นด้วย
เราอยากให้คนเคร่งศาสนา แต่เราไม่เห็นด้วยกับคนคลั่งศาสนา"
"อาตมาเคยเป็นทูตสันติภาพไปศรีลังกา ไปเจอพวกพยัคฆ์ทมิฬด้วย
อาตมาไปเยี่ยมรังเขามาแล้ว" เล่าว่าตอนนั้นท่านเป็นพระองค์เดียวในคณะทูตสันติภาพ
นอกนั้นเป็นบาทหลวงจากหลายประเทศ ซึ่งพยัคฆ์ทมิฬเป็นชนกลุ่มน้อยนับถือฮินดู
ที่สู้รบกับรัฐบาลของคนส่วนใหญ่ที่นับถือพุทธ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ได้เห็นจากศรีลังกาหลวงพ่อสรุปว่าไม่ใช่เรื่องของศาสนา
"เรื่องศาสนาไม่ใช่เรื่องใหญ่ มันเรื่องของเชื้อชาติ ผลประโยชน์
เรื่องของการเมือง คนพื้นฐานจริงๆ มุสลิม ฮินดู คริสต์ ชาวบ้านทั้งหลายเขาอยู่กันอย่างกลมเกลียวทุกประเทศ
แม้กระทั่งบ้านเรา เรื่องนี้รัฐบาลก็ต้องระวังเหมือนกัน เพราะการที่นักการเมืองเข้าไปพยายามปลุกเรื่องนี้
ไปหาเสียงเพื่อให้เขาเลือกตั้ง ศรีลังกาก็เป็นอย่างนี้ มันถือเอาประเด็นแตกต่างไปปลุกให้เป็นประเด็นการเมือง"
"อาตมาถึงบอกว่าในภาคใต้เราก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้มันเริ่ม เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับนี้
เขาก็ตั้งโรงเรียนใหม่ เมื่อก่อนเด็กพุทธ เด็กอิสลาม เรียนหนังสือด้วยกัน
เดี๋ยวนี้อิสลามมาตั้งโรงเรียน ได้ทุนจากตะวันออกกลางตั้งโรงเรียนอิสลามให้ลูกอิสลามเรียนเท่านั้น
ครูก็เอาแต่ครูอิสลาม ทั้งที่เมื่อก่อนเขาอยู่ด้วยกัน กลมเกลียวกัน
ถ้าเป็นอย่างนี้ในอนาคต เจเนอเรชั่นข้างหน้าอิสลามก็จะรู้สึกว่าไม่ใช่คนไทย
จะไม่รู้วัฒนธรรมไทย และจะมองคนไทยเป็นคนชาติอื่นด้วย"
"เรื่องอย่างนี้ถ้าเราปรับปรุงได้ ถ้าเรามีกระทรวงพุทธศาสนา
มี พ.ร.บ.มารองรับตรงนี้ คณะสงฆ์เองก็จะต้องดูแลเรื่องนี้ด้วย การมีกระทรวงพุทธศาสนาไม่ใช่มีเพื่อความแตกแยก
มันจะต้องนำมาใช้เพื่อให้เกิดเอกภาพ บูรณภาพของดินแดนให้ได้ โดยพื้นฐานจริงๆ
ไม่มีศาสนาใดหรอกที่สอนให้คนรุนแรง สอนให้คนเบียดเบียนกัน สอนให้คนไปฆ่ากัน
นี่คือสปิริตดั้งเดิมของทุกศาสนา แต่คำสอนปลีกย่อยต่างๆ ที่มันเป็นเหตุแห่งความรุนแรง"
"อาตมาไปพูดให้เขาฟังที่อัสสัมชัญ บางรัก ถ้าเราจะสร้างศาสนสัมพันธ์ที่ถูกต้องเราต้องมาสังคายนาความคิดเดิม
คนที่นับถือศาสนาอื่นไม่ใช่เป็นศัตรูของศาสนาเรา และไม่จำเป็นจะต้องไปแย่งเขามา
ศัตรูที่แท้จริงของศาสนามันคือความไม่มีศาสนา หรือความเห็นแก่ตัว กิเลส
ยีฮัดที่แท้จริง-สงครามศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงคือการต่อสู้กับกิเลสภายในใจเรา
ถึงจะ holy war อาตมาพูดอย่างนี้ เพื่อนๆ ทั้งหลายก็บอกใช่เลย อิสลามก็สอนอย่างนี้
คริสต์ก็สอนอย่างนี้ อาตมาว่าในระดับนโยบายต้องคุยกัน ถ้าเรามีกระทรวง
มีหน่วยงานต้องคุยกัน เรื่องนโยบายการศึกษาเล่าเรียนอาตมาบอกไว้ว่าศาสนิกของพุทธต้องเรียนพุทธของตัวเองให้เข้าใจ
ให้ทรงความเป็นพุทธให้ได้ และขณะเดียวกันเราอย่าไปรังเกียจศาสนาอื่น
ถ้าเป็นไปได้เราต้องเรียนศาสนาคริสต์เขาด้วย อิสลามด้วย เรียนเพื่อศาสนาเปรียบเทียบ"
ศาสนากับการเมือง พุทธ-ดูมวยเฉยๆ
เราตั้งข้อสังเกตว่าคริสต์กับอิสลามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอำนาจรัฐ
โดยเฉพาะในยุคกลาง ซึ่งต่างจากพุทธ หลวงพ่อบอกว่าใช่เลย
"อาทิตย์ที่แล้วอาตมาก็ปาฐกถาวิทยุแห่งประเทศไทย เปรียบเทียบศาสนากับการเมือง
ก็เปรียบเทียบ 3 ศาสนา พุทธเนี่ยเหมือนกับคนดูมวย การเมืองเหมือนกับนักมวย
พระสงฆ์หรือชาวพุทธเหมือนกับคนดูมวย"
"เราเข้าใจผิดว่าคนดูมวยดูเฉยๆ-ไม่ใช่ ถ้ามวยมันต่อยกันไม่ดี
มารยาทไม่ดี มันกัดหูกันเหมือนไมค์ ไทสัน หรือกรรมการมันไม่ยุติธรรม
ชาวพุทธเองพระสงฆ์เองก็ต้องตรวจสอบการเมือง ต้องไล่มันด้วย ควบคุมมันด้วย
ถ้ามันทำถูกต้องแล้วเราก็ดูเฉยๆ เราไม่ลงไปต่อยเอง เราไม่ไปเป็นกรรมการยุข้างเวที
เราไม่ได้เป็นเจ้าของค่ายมวย เราเป็นคนดู แต่คนดูนี่ดูอย่างมีปัญญานะ"
"แต่ที่ผ่านมาพระสงฆ์ไม่กล้าเข้าไปทางการเมืองเลย เพราะคิดว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
โดยลอยขาดออกไปเลย ไม่เคยมีปฏิกิริยากับการเมือง ไม่เคยตรวจสอบ ปล่อยให้การเมืองมันออกนอกลู่นอกทาง
มันถึงซื้อขายเสียง มีแต่เจ้าพ่อเข้ามากอบโกยจนประเทศเราจะล่มจม พระนี่เป็นพลังบริสุทธิ์
ถ้าพระเข้าใจการเมืองและตรวจสอบการเมือง การเมืองจะดีขึ้น อาตมาเนี่ยก็ขอบใจพวกเอ็นจีโอมาตรวจสอบ
แต่เอ็นจีโอก็มีอคติ พลังยังไม่บริสุทธิ์เท่ากับพลังศีลธรรม ถ้าพระเข้าใจ
เป็นคนเทศน์ สอนเรื่องการเลือกตั้งไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง แล้วก็สอนนักการเมืองด้วย
การเมืองจะดีขึ้นเยอะเลย แต่เพราะเราเข้าใจผิด เรานึกว่าพระอยู่พ้นไปจากการเมืองทั้งหมด
แม้กระทั่งพ่อแม่มาเรียกร้องอยู่หน้าวัดเบญฯ หน้าทำเนียบฯ พระอยู่วัดเบญฯ
ยังไม่กล้าไปเยี่ยมพ่อแม่ตัวเองเลย กลัวเขาหาว่าเป็นพวกก่อความไม่สงบ
ไปยุ่งกับการเมือง (หัวเราะ) เพราะฉะนั้น ความไม่แกล้วกล้าเรื่องนี้
อาตมาว่าเป็นผลเสียต่อระบบการพัฒนาการเมือง อาตมาพยายามพูดเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว
จุดนี้ที่พระสงฆ์ตื่นมาเรื่องกระทรวงพุทธศาสนา ทำให้อาตมาดีใจมาก คือพระตื่นมาตรงนี้
ตื่นมาพอสมควรด้วย"
แล้วคริสต์ล่ะ "เดี๋ยวเปรียบเทียบให้ดู ถ้าเป็นศาสนาคริสต์ บาทหลวงเขาก็จะเหมือนพี่เลี้ยงนักมวย
เหมือนเจ้าของค่าย นักการเมืองเหมือนกับนักมวย ปัจจุบันเขาไม่ค่อยลงไป
แต่เขาสนับสนุนโดยตรง สามารถเป็นสมาชิกได้ ออกเสียงได้ บางครั้งเขาก็ช่วยตรวจสอบนักการเมือง
นักการเมืองไม่ดีเขาก็ไล่ อย่างมาร์กอสที่ฟิลิปปินส์ ถ้าไม่ได้พลังคริสต์
มาร์กอสไม่ล้มนะ แต่เพราะพลังของ church คริสต์มารวมกัน สื่อของรัฐถูกคุมหมดแล้ว
แต่สื่อของ church คุมไม่ได้ ทุกสังฆมณฑลเขามีวิทยุ เขารายงานตลอด
ถึงล้มมาร์กอสได้"
"แต่บางครั้งศาสนาเขาก็ใช้การเมืองมาเป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะในยุคล่าอาณานิคม
อาตมาเคยไปดูรูปวาดที่โบสถ์ในฟิลิปปินส์ มีเรือจากสเปนมาจอด แล้วมีทหารลงมาจากเรือ
มีบาทหลวงแต่งชุดมา ถือไม้กางเขนออกหน้า แล้วก็มีทหารถือดาบยาวเดินตามมา
cross & sword ทฤษฎีเขาบอกว่า กางเขนและดาบต้องไปด้วยกัน เอากางเขนชูก่อน-กลัวไหม
เข้าหรือไม่เข้า ถ้าไม่เป็น ดาบจัดการเลย ของเขาเป็นอย่างนี้ เขาไม่ได้กลัวการเมืองเลยนะ
เขาเล่นกับการเมืองตลอด"
"แต่ถ้าอิสลามนี่ไม่ต้องมีแล้วพี่เลี้ยง-กูต่อยเอง เพราะฉะนั้น
เขาทำการเมืองไปด้วย เขาถึงเอาศาสนาเขาไปด้วย"
แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่ยังเป็นความรู้สึกแปลกอยู่ดี ว่าทำไมพระต้องออกมาม็อบ
ยังมีความรู้สึกว่าพระไม่ควรเกี่ยวข้องกับการเมืองถึงขั้นนี้
"ก็เหมือนกับสมัยหนึ่งที่อาตมาเล่า มหาจุฬาฯ ตั้งมา 50 ปี คนไทยไม่เข้าใจศาสนาของตัวเอง
บอกรับรองไม่ได้หรอก เดี๋ยวพระสึกหมด กลัวพระสึก 50 ปี แห่งการอธิบายให้เข้าใจ
แล้วตอนนี้พระสึกไหม"
"เราอยู่โลกแห่งจินตนาการ ถามว่าพระเนี่ยหลุดไปจากวงการเมืองจริงหรือเปล่า
การเมืองมี 2 อย่าง การเมืองภาคประชาชน people politic กับการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ
เรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ เรื่องพรรคการเมือง คือ party politic ในส่วน
people politic ไม่มีใครพ้นไปจากระบอบการเมืองนี้ ถามว่าพระเป็นคนไหม
พระจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองได้อย่างไร นอกจากเราได้ภาพขมุกขมัวอะไรมาแล้วเราไปคิดเองว่ามันต้องอย่างนี้ๆ
เราไม่ได้มองว่าพระนี่มี 2 สถานะ 2 บทบาท สถานะหนึ่งพระเป็นบุคคลในอุดมคติ
จะต้องสืบทอดพระศาสนา ในสถานะนั้นพระต้องไม่เกี่ยวข้อง ใครมาด่ามาว่าไม่ตอบโต้
คือนี่บทบาทบุคคลในอุดมคติ เป็นศาสนทายาท แต่อย่าลืมว่าอีกบทบาทหนึ่งพระเป็นคน
พระเป็นพลเมือง อาตมาเป็นพระ อาตมาไม่ได้หมดจากความเป็นสัญชาติไทยนะ
อาตมาไปไหนก็ต้องถือพาสปอร์ตประเทศไทย อาตมาบอกบวชแล้ว อาตมาไม่เกี่ยวข้องล่ะนะ
รัฐบาลไม่ยอม บวชแล้วจะต้องไปคัดเลือกทหารอีก ถ้าถูกเขาไม่ให้เป็นพระนะ
ต้องให้สึกไป อย่างนี้หมายความว่ายังไง ก็หมายความว่าฐานะหนึ่งพระไม่ได้ปลอดพ้นไปจากการเมือง
จากความเป็นชาติไทย พระเองก็มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญที่จะต้องรักษาประเทศชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ใช่ไหม เป็นพลเมืองของประเทศ เพราะเราไม่เข้าใจบทบาทตรงนี้เอง
เราถึงบอกว่าพระต้องขึ้นหิ้งหมดเลย พระต้องอยู่เหนือโลกุตระหมดเลย
อันนี้อาตมาว่าต้องใช้เวลา 20 ปี ถึงจะทำให้สังคมไทยยอมรับ หรือรู้ว่าพระท่านกำลังเล่นบทบาทอะไรอยู่"
แต่พระก็ไม่น่าจะเคลื่อนไหวถึงขั้นมีกลุ่มพลัง? "คนไม่เข้าใจ
ตลอด 2,500 ปี เราไม่เคยทำสงครามเสียเลือดแม้แต่หยดเดียวในนามพระพุทธเจ้า"
"ก็เหมือนกับเราไม่เข้าใจแล้วกล่าวหาพระพุทธเจ้า โยมอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น
เช่น พระเวสสันดรให้นางมัทรี ให้กัณหาชาลีไปกับชูชก เราก็กล่าวหาพระพุทธเจ้าเป็นผู้ชายที่ไม่รับผิดชอบ
เรามองพระพุทธเจ้าในสายตาของอะไร เรามองในสายตาของปุถุชน คนที่มีกิเลสอยู่
เพราะว่าจิตใจของพระพุทธเจ้ากับจิตใจเรามันห่างกันเลยนะ เราอาจจะอยากให้เมียใครเหลือเกินเพราะเราเบื่อแล้ว
มันแก่ง่ายตายยากเหลือเกิน ลูกก็ไม่อยากเลี้ยง แต่ว่าสภาพจิตใจของพระพุทธเจ้าไม่ใช่อย่างนั้น
ที่ให้ไปก็แทบใจจะขาด แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้าหวังไปยิ่งกว่านั้น สิ่งที่มันเป็นประโยชน์มหาศาลมันอยู่เหนือนั่น
อยู่เหนือการเห็นแก่ตัว"
"อาตมาบอกเลยว่าการตั้งกระทรวงพุทธศาสนา ถ้าไม่พิจารณาดีๆ มองไม่เห็นหรอก
มันต้องพิจารณาข้ามช็อตไปอีกช็อตหนึ่ง ชาวพุทธ 95% จะต้องจัดการกับเรื่องของเราให้ดีซะก่อน
การตั้งกระทรวงพุทธฯ ก็คือการบริหารจัดการ ข่าวออกไปทุกวันเรื่องพระปฏิบัติไม่ดี
ติดยาบ้า เราด่าว่าพระอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราคิดไหมว่าพระกำลังจะจัดการสิ่งเหล่านี้ให้มันเข้าระบบ
ให้มันดีงาม ถ้าเราทำได้ ถามว่ามันเป็นอานิสงส์ต่อศาสนาอื่นไหม อาตมาถึงบอกว่าต้องมองข้ามช็อต"
แต่ชาวพุทธจะมองว่าศาสนาจะดีชั่วอยู่ที่ศาสนา
อยู่ที่พระ ไม่จำเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ
"นี่ความคิดเก่าแน่นอน สาเหตุหนึ่งที่พระศาสนาเสื่อม เราไม่เคยเรียนใช่ไหม
ศาสนาเสื่อมที่อินโดนีเซียยังไง ส่วนหนึ่งพระศาสนาเสื่อมเพราะขาดราชูปถัมภ์
การมีกระทรวงพุทธฯ ก็คือการจัดสรรให้มีราชูปถัมภ์ขึ้นมา เพียงแต่ราชูปถัมภ์ตอนนี้มันเป็นประชาธิปไตย"
"มันเป็นความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ แน่นอนว่าถ้าพระปฏิบัติในฐานะศาสนทายาท
ท่านไม่ไปเกี่ยวข้องตรงนี้ แต่ถ้าพระท่านกำลังทำหน้าที่พลเมือง เห็นแก่ความมั่นคงของรัฐของชาติ
ถามว่าตรงนี้ถูกต้องตามหลักการของรัฐธรรมนูญไหม เราละเมิดใครไหม มีสิทธิอันชอบธรรมไหม
ขณะที่พระไปทำอะไรไม่ถูกกฎหมาย กฎหมายยกเว้นให้พระไหม เมื่อพระมาทำตรงนี้ในขอบเขตของกฎหมาย
จึงถือว่าเป็นเรื่องที่ reasonable ในแง่ของพระในฐานะเป็นพลเมือง พระกำลังทำหน้าที่เป็นผู้รักษาชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ เหมือนกับเกิดสงครามขึ้น พระก็บวชเป็นพระไม่ได้นะ
คุณต้องสึกไปรักษาประเทศนะ แต่พระที่ออกมาทำตรงนี้ท่านเห็นว่าภัยมันมาแล้ว
และท่านก็เข้าไปเพื่อจะช่วยรัฐ ในขอบเขตที่กฎหมายก็อนุญาต ในขอบเขตที่พระธรรมวินัยก็ไม่ได้ผิด
พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ใช่ห้ามไม่ให้พระไปเกี่ยว เราต้องรู้ด้วยนะ เรานึกว่าให้พระพ้นไปเลย
พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามอย่างนั้นเลย พระพุทธเจ้าตอนพระประยูรญาติทั้ง
2 ฝ่ายทะเลาะกัน จะฆ่ากัน พระพุทธเจ้าก็ต้องเสด็จไปห้าม ถามว่าพระพุทธเจ้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไหม
นี่ก็เหมือนๆ กันแหละ คล้ายๆ"
"อาตมายังมองด้วยว่าตอน 17 พ.ค. ถ้าพระตื่นขึ้นมามันจะไม่เกิดวันมหาวิปโยค
ความตื่นของพระมันจะมีอุปการคุณต่อสังคม ถ้าพระออกไปห้ามได้คนมันจะไม่ฆ่ากันตาย
ถ้าโยมไปวันที่ 10 จะเห็นพระสวดมนต์แผ่เมตตาให้ท่านทักษิณ ไปทำอะไรล่ะ
ไม่ได้ทำอะไรเลย เพียงไปสวดมนต์ เป็นความดีทั้งนั้น จู่ๆ พระยกไปสวดมนต์ให้พรสภา-ไม่ดีเหรอ
ไม่ต้องนิมนต์ไปด้วย มันไม่มีอะไรรุนแรงเสียหายเลย สมัยพระนเรศวรมหาราช
พวกแม่ทัพนายกองตามพระองค์ไม่ทัน พระองค์ชนช้างชนะพระมหาอุปราชา กลับไปวังกริ้วมากสั่งให้ประหารแม่ทัพนายกองทุกคน
สมเด็จพระวันรัตน์ต้องเข้าไปถวายพระพร ขอพระราชทานชีวิตแม่ทัพนายกอง
ถ้าพระไม่ยุ่งเกี่ยวเป็นไง-เฮ้ย ไม่เกี่ยวกับข้า ข้าจะอยู่เหนือโลกแล้ว"
เราบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อน
เพิ่งมาเห็นเมื่อครั้ง พ.ร.บ.สงฆ์
"เพราะฉะนั้นมันต้องเห็น รัฐธรรมนูญก็บอกแล้ว เขาต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม
ถามว่าพระเป็นประชาชนไหม ถ้าพระไม่พูด ใครพูดล่ะ ในสภา 500 คน รู้เรื่องนี้กี่คน
ส.ว. 200 คน รู้กี่คน รู้ไหมอาตมานี่เทศน์ออกสถานีวิทยุรัฐสภาตั้งแต่ตั้งสถานีมาเกือบ
10 ปีแล้ว ยังไม่เคยเห็น ส.ส., ส.ว. โทร.มา-โอ๊ย หลวงพ่อพูดดีเหลือเกิน
ผมจะมาสนทนาธรรมกับหลวงพ่อนะ ผมเลื่อมใสจริงๆ ออกวิทยุมาเกือบ 10 ปีแล้ว
ยังไม่เคยมีโทรศัพท์เข้ามาเลยนะ-ไม่เคยฟัง อันนี้มันบอกว่ามืดบอดขนาดไหน
ถ้าพระปล่อยให้คนมืดบอดอย่างนี้นำประเทศชาติไป มันรอดไหมโยม นี่คือความเมตตาของพระนะ"
แล้วเป็นไปได้ไหมที่จะเกิดม็อบพุทธหลายฝ่าย
เหมือนอย่างกรณี พ.ร.บ.สงฆ์ที่มีทองก้อน-ทองขาว
"ไม่หรอก" หลวงพ่อโบกไม้โบกมือ "ต้องเข้าใจธรรมชาติของศาสนา
และเข้าใจธรรมชาติของคนไทย ชาติไทยเป็นชาติที่ประนีประนอมที่สุด ชาติไทยไม่เคยมีอะไรรุนแรง
รวมทั้งไม่เคยเอาอะไรจริงจังสักอย่าง (หัวเราะ) เป็นพุทธก็ไม่จริงจัง
เรียนหนังสือก็ไม่จริงจัง ช่วงหนึ่งมันทำท่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ ก็ไม่จริงอีก
ช่วงหนึ่งมันเป็นนักศึกษาต่อต้านคอรัปชั่น เดี๋ยวนี้มันนั่งเป็น ส.ส.ในสภา
ก็คอรัปชั่นกันทั้งนั้นแหละ นี่คือธรรมชาติของคนไทย เพราะฉะนั้นไม่มีหรอกโยม
นอกจากมันเป็นมือที่ 3 มาสร้างสถานการณ์ ยิ่งเป็นพระห่มเหลือง ไม่มีหรอกโยมที่จะรุนแรง"
แต่ก็มีเหมือนกันพวกที่เป็นสาวกคลั่งพระอาจารย์
อย่างยันตระ ธรรมกาย ผิดถูกไม่รู้ แต่เชื่อกันไม่ลืมหูลืมตา
"อย่างนั้นไม่คลั่ง แต่งมงาย คลั่งหมายถึงพวกรุนแรง พวกงมงายนี่ตามเขาไป
อ่อนหมด ไม่สู้กับใครหรอก โห ใครมาว่าอาจารย์เราร้องไห้ ใจมันอ่อน
ไอ้ที่จะคิดว่าไปซัดมัน ไม่มีหรอก"
เมตตาพาจน?
ย้อนถามว่าบทสรุปจะอยู่ตรงไหน เพราะหลวงพ่อบอกว่าอยากให้มีสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ
หรือจะเอากระทรวงพุทธศาสนามาแทน
"คล้ายๆ ว่าตอนนี้มันได้แล้ว พูดอย่างนั้นเถอะ อาตมาก็มั่นใจ
ท่านนายกฯ ท่านรัฐมนตรีหลายๆ คน ที่เงียบๆ ท่านก็รู้แล้วล่ะว่าเราทำอะไร
แต่ว่าอยู่ในใจท่านอยู่แล้ว อาตมายังคิดว่าท่านอนุมัติในใจท่านแล้ว"
สรุปว่าต้องการแบบไหนแน่ เป็นองค์กรอิสระหรือกระทรวง
"ในส่วนของรัฐบาลก็ว่าไป เช่น อาจจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับการสนับสนุนกิจการศาสนา
เราทำตรงนี้เราไม่ได้รังเกียจใครนะ คริสต์ อิสลาม แต่อิสลามเขามีกฎหมายชัดเจนแล้ว
ถ้าเราตั้งกระทรวงใหม่เขาก็เลือกเอาจะอยู่อะไร เขาก็อยู่กระทรวงศึกษาธิการตาม
พ.ร.บ.เดิมของเขาก็ได้ ฝ่ายคริสต์นี่เข้าใจว่าเขาอยู่กับมหาดไทย แต่ถ้าต่อไปคุณจะเข้ามาร่วมก็ได้
เราก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนของพุทธนี่ก็ตั้งเป็นหน่วยงานที่ชัดเจนเสีย
เป็นอิสระ ให้พระสงฆ์ไปทำงานได้ อาจจะเป็นสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติก็ได้"
"กระทรวงก็ตั้งไปสิ สำนักงานนี้ก็อยู่ในกระทรวงนี่แหละ แต่กึ่งอิสระ
โยงสายมาจากกระทรวง แต่ไม่ให้รัฐมนตรีเข้ามาบังคับบัญชามากนัก พระบริหาร
มีฆราวาสบ้าง เราก็ออกแบบเอา วันนั้นที่ต่อรองกับกรรมาธิการ เขาก็บอกว่าให้เป็นกระทรวงศาสนาและวัฒนธรรมแล้วกัน
บอกพุทธเนี่ยมันแสลงใจ เพราะคำทำให้แตกแยก ชาวพุทธเราก็ไม่ค่อยพอใจที่กรรมาธิการพูดอย่างนี้นะ
ต่อรองอย่างนี้แล้วไปตั้งสำนักพุทธศาสนาแห่งชาติ เขาก็พูดทำนองนี้อยู่
ซึ่งอาตมาก็เห็นด้วยว่าสำนักพุทธศาสนา มันต้องเป็นองค์กรที่คล่องตัว
ให้พระซึ่งเป็นราชการไม่ได้เข้าไปทำงานได้"
แล้วถ้าเป็นแค่สำนักงานพุทธศาสนา ฝ่ายสงฆ์จะพอใจไหม
โดยไม่ต้องตั้งกระทรวงพุทธศาสนา
"เอาให้มันเต็มเลย ไปขยักขย่อน ไม่งั้นเราก็ไม่แน่ใจ" หลวงพ่อยืนยันว่าเรื่องนี้จะไม่ทำให้คนศาสนาอื่นไม่พอใจ
"เราไปว่าแทนเขาหมด โพลล์ก็ออกมาแล้วเขาก็เห็นด้วยตั้ง 40% ส.ว.วันนั้นมี
34 คน กรรมาธิการวิสามัญเขายกให้เป็นกระทรวงพุทธศาสนา 4 มือ กลายเป็นว่าเราเป็นพุทธ
ไปออกเสียงค้านของเราเองมากกว่าคนที่อยู่ในศาสนาอื่น อย่างนี้มันเป็นเรื่องน่าละอายรู้หรือเปล่า
คนอื่นเขายังไม่ว่าอะไรเลย เขากลับเห็นด้วย คำว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
เขายังให้เปอร์เซ็นต์มากกว่าคนพุทธด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องอันตรายนะ"
ใช่หรือไม่ว่าคนพุทธขี้เกรงใจ คิดแทนคนอื่นว่าจะกระทบกระทั่ง
"มันไม่คิดถึงแม้กระทั่งตัวเอง พระพุทธเจ้าสอนเนี่ย มีทั้งเมตตา
ทั้งอุเบกขา อุเบกขาต้องมีหลักการ ต้องมีเหตุผล ไม่ใช่อะไรๆ ก็เมตตาหมด
มันก็เสียระเบียบหมด ถ้าเราไม่ทำตรงนี้ให้เข้มแข็ง เรารักษาชาติเราไม่ได้นะ
เห็นไหมว่าทั่วโลกประท้วงไม่ให้ตอลิบานระเบิดพระพุทธรูป มันฟังไหม
ถ้าเราไม่ทำกุศโลบายให้ชัดเจน มีปัญหาแน่ แต่ในกลุ่มคนหัวก้าวหน้าอิสลามมีเยอะที่เขาเข้าใจว่าพุทธศาสนาไม่ได้เบียดเบียนเขา
จะบัญญัติยังไงก็ตามก็ไม่มีทางกีดกันเขาเลย แต่คนที่เป็นพุทธนี่มันเป็นพุทโธ่เอ้ย
อาตมาบอกแล้วไงว่าพูดวิทยุสภามาเกือบ 10 ปี ยังไม่เคยมีโทรศัพท์เข้ามาสักคน
มันพุทโธ่เอ๊ย มันมืดมัวไปหมดเลย ถ้าเราไปฟังคนเหล่านี้ พาชาติล่มสลาย
ถ้าคุณไม่เชื่อพระ พระนี่ไม่มีผลประโยชน์กับใครเลย นอกจากเป็นห่วงประเทศชาติลูกหลานเรา"
|