ป อ เ น า ะ แสงสว่างกลางใจ

มุสลิมในสี่จังหวัดภาคใต้ ใกล้ชิดกับโรงเรียน 'ปอเนาะ' ตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ ในเมื่อวัตถุประสงค์หลัก ของโรงเรียนรูปแบบนี้ คือการสอนศาสนา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกลับมองไม่เห็นค่า ไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ ซึ่งความน้อยเนื้อต่ำใจ ให้กับโต๊ะครูทั้งหลายอย่างยิ่ง กิ่งอ้อ เล่าฮง มีรายงาน

เสียงอ่านคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นภาษาอาหรับดังลอดออกมาจากบ้านพักหลังเล็กๆ ที่ปลูกเรียงรายอยู่ในบริเวณโรงเรียนสอนศาสนา ทำให้บรรยากาศที่เงียบสงบอยู่แล้วดูขรึมขลังขึ้นทันที แต่พลันที่การเรียนการสอนจากโต๊ะครูยุติลงกลุ่มนักเรียนวัยรุ่นก็กลับคืนสู่สภาพดังเดิม แม้ว่าหลายๆ คนจะพยายามสำรวมกิริยาอาการลิงโลดไว้ก็ตาม แต่ไม่อาจซุกซ่อนความเป็นเด็กไว้ได้

'สกุลศาสน์' เป็นโรงเรียนปอเนาะเอกชนที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัดปัตตานีที่เปิดรับลูกหลานชาวมุสลิมมาเข้ารับการศึกษาทางวิชาการด้านศาสนา โดยในอดีตปรัชญาการเรียนการสอนนั้น ได้หล่อหลอมชาวมุสลิมและชุมชนเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก เพราะการเรียนการสอนของ 'ปอเนาะ' เป็นสิ่งที่ไม่มีเกณฑ์รองรับมาก่อน

ไม่มีผลการสอบเลื่อนชั้น ไม่มีการควบคุมเวลาเรียน แตกต่างจากงานด้านการศึกษาของระบบโรงเรียนทั่วไป ถือเป็นการเล่าเรียนเพื่อชีวิต ใครพร้อมเมื่อไหร่ก็มาเรียนได้ อายุ 15-60 ปีก็ยังเรียนได้ จะสำเร็จหรือผ่านจากสถาบันแห่งนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของ 'โต๊ะครู' เพียงคนเดียว

"โรงเรียนปอเนาะในอดีตส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนี้ คนเรียนเรียนฟรี คนสอนก็สอนฟรี ทำด้วยใจ ต้องการที่จะรับใช้พระเจ้า รับใช้สังคม ชาวบ้านในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้จะไม่เรียกปอเนาะว่าโรงเรียน ปอเนาะหรือฟอนเด๊าะ แปลว่า ที่พักเป็นสถานที่สอนศาสนาเกี่ยวกับอิสลาม เป็นการใช้สถานที่พักเป็นที่เรียน" มูฮัมหมัด อาดำ โต๊ะครูโรงเรียนนูรุตอิสลามวิทยาภูมี อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ให้ความหมาย

ในขณะที่ข้อมูลจากกองโรงเรียนนโยบายพิเศษ สำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) ระบุว่า ในปัจจุบันมีโรงเรียนปอเนาะกว่า 550 โรง แบ่งเป็นโรงเรียนสอนศาสนาอย่างเดียวประมาณ 300 โรง และโรงเรียนที่เปิดสอนทั้งวิชาสามัญและศาสนาประมาณกว่า 200 โรง

ระบบการเรียนการสอนแบบ 'ปอเนาะ' แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

1.ปอเนาะดั้งเดิมที่สอนศาสนาอย่างเดียว ประเภทนี้จะไม่ได้รับสิทธิในการอุดหนุนเงินจากรัฐบาล

2.ปอเนาะที่จดทะเบียนกับรัฐและเปิดวิชาสามัญควบคู่ไปกับศาสนา และ

3.โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

ทั้งนี้โรงเรียนประเภทที่ 2 ยังแบ่งออกเป็น (1) และ (2) คือ หากเป็นประเภทที่ 1 เป็นโรงเรียนสอนวิชาสามัญและศาสนาทั่วไปที่ได้มาตรฐาน และโรงเรียนที่สอนวิชาสามัญและศาสนาเช่นเดียวกัน แต่อาจจะมีอุปกรณ์การเรียน การสอนไม่ครบ ซึ่งโรงเรียนดังกล่าวจะได้รับเงินอุดหนุนเป็นรายปี

เฉพาะโรงเรียนประเภทที่ 1 (1) ยังแยกย่อยออกเป็นโรงเรียนที่ได้รับอนุญาตบุคคลธรรมดา ซึ่งปอเนาะดังกล่าวจะได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล 40% โรงเรียนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จะได้รับเงินอุดหนุนปีละ 60% และโรงเรียนที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลก่อนปี 2539 จะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล 100%

"หลักปรัชญาของอิสสาม คือเรียนตั้งแต่เปลจนถึงหลุมฝังศพ การเรียนจะเน้นการปฏิบัติ เอาหลักการเรียนมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ฝึกกันตั้งแต่เด็กก่อนที่จะปล่อยเข้าสู่สังคม ปอเนาะจะต่างกับตาฎีกาตรงที่ ปอเนาะจะเรียนตอนโตแล้ว ส่วนตาฎีกาก็จะสอนเกี่ยวกับศาสนาแต่จะสอนเด็กระดับอนุบาลจนถึงป.6" โต๊ะครูโรงเรียนนูรุตอิสลามวิทยาภูมี ให้รายละเอียดและว่า "นี่เป็นสังคมของมุสลิมที่ต้องการเชื่อมโยงเด็กไม่ให้ออกห่างจากศาสนา"

แม้ปัจจุบันโรงเรียนปอเนาะที่เปิดสอนเฉพาะศาสนาอย่างเดียวจะไม่ได้รับการสนับสนุนทางด้านงบประมาณจากรัฐบาล แต่ผู้ปกครองก็ยังเต็มใจส่งลูกหลานเข้ารับการศึกษาอย่างต่อเนื่องในโรงเรียนเอกชนที่จดทะเบียน เนื่องจากเห็นว่า หลักคำสอนของอิสลามมีประโยชน์ เป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตที่ครอบคลุม ทั้งด้านการปกครองและศาสนา

"โรงเรียนปอเนาะในอดีต ที่จ.ปัตตานีจะเป็นสถาบันที่ถูกยอมรับในเอเชีย ถือเป็นแหล่งผลิตนักวิชาการด้านศาสนาที่ออกมารับใช้สังคม ความศักดิ์สิทธิ์ของปอเนาะ อยู่ที่การมีเป้าหมายอันบริสุทธิ์ การเรียนศาสนาการยึดมั่นตามหลักศาสนา จะเห็นว่า ทุกครั้งที่มีปัญหาบ้านเมือง สถานการณ์จะคลี่คลายได้ง่ายขึ้น เพราะมติข้อตกลงจะเป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน" มูฮัมหมัด อาดำ กล่าว ก่อนจะย้ำว่า แม้โต๊ะครูส่วนใหญ่เต็มใจที่จะถ่ายทอดวิชาการความรู้ทางด้านศาสนาให้กับเด็กๆ ด้วยความบริสุทธิ์ใจและเต็มใจ แต่กระนั้นก็ไม่วายถูกมองว่า พวกเขาเป็นพวกหัวรุนแรงและอยู่เบื้องหลังการสนับสนุนกลุ่มวัยรุ่นให้ก่อความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ทั้งๆ ที่คำสอนทางศาสนา คือเครื่องมือในการขัดเกลาจิตใจของมนุษย์ดีที่สุด

"เคยมีศึกษาธิการอำเภอบางคนพูดว่า โรงเรียนปอเนาะตัวอันตราย พูดได้อย่างไร เรามีแต่จะ recycle คนไม่ดี ให้เป็นคนดี ผมถามว่า หลายๆ ชีวิตถ้าไม่มีปอเนาะจะทำอย่างไร อิสลามเป็นระบบการดำเนินชีวิตของมนุษยชาติ เป็นระบบที่ลงตัวอยู่แล้วทั้ง เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ไม่มีการแบ่งแยกระหว่างสงฆ์หรือฆราวาส แต่ทุกคนจะปฏิบัติเหมือนกันหมด"

แม้โรงเรียนปอเนาะที่สอนเฉพาะศาสนาจะไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล ทำให้หลายโรงเรียนต้องประสบปัญหาจนทำให้โรงเรียนหลายแห่งต้องยุบตัวเองลงอย่างเงียบๆ หากกระนั้น 'บาบอ' และ 'โต๊ะครู' หลายคนก็ยอมรับว่า นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และหากเหตุการณ์ยังเป็นเช่นนี้อีกในอนาคตโรงเรียนปอเนาะอาจจำเป็นต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน

เจ้าหน้าที่จากกองโรงเรียนนโยบายพิเศษ สำนักการศึกษาเอกชน (สช.) ให้เหตุผลถึงการไม่สนับสนุนงบประมาณในโรงเรียนสอนศาสนาว่า เป็นนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการให้โรงเรียนปอเนาะเปิดสอนในวิชาสามัญควบคู่กับวิชาการด้านศาสนา เพื่อเด็กจบออกไปจะได้ไม่มีความรู้ศาสนาอย่างเดียว แต่ยังมีความรู้ทางด้านวิชาชีพที่สามารถนำออกไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

"โอกาสที่โรงเรียนจะปิดตัวเองมีน้อย เพราะผู้ปกครองส่วนใหญ่ ยังต้องการส่งลูกไปเรียนยังโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนามากกว่า ยกเว้นกรณีที่โต๊ะครูหรือเจ้าของโรงเรียนเสียชีวิต โรงเรียนก็อาจต้องปิดตัวลง เพราะคนมุสลิมไม่นิยมให้ลูกหลานเรียนกับผู้ที่มารับช่วงใหม่ แต่เขาจะให้ความเคารพนับถือโต๊ะครูเฉพาะรายบุคคลมากกว่า" เจ้าหน้าที่คนเดิม กล่าว

สำหรับงบประมาณอุดหนุนโรงเรียนปอเนาะที่สอนศาสนาอย่างเดียวนั้น รัฐบาลยังไม่เคยให้ อย่างไรก็ตาม ในช่วงปี 2541-2544 ที่ผ่านมา รัฐบาลก็เริ่มให้สนับสนุนอุปกรณ์ด้านการกีฬาและสื่อการเรียนการสอนบ้างแล้ว โดยเมื่อปี 2544 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้จัดงบพัฒนา 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ประมาณ 18,000 ล้านบาท จำนวนนี้มีงบที่ถูกจัดให้อิสลามศึกษาประมาณ 1,710,000 บาท

"การเรียนวิชาการด้านศาสนาเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็จำเป็นต้องพัฒนาวิชาชีพให้เขาด้วย ไม่ใช่ว่าจบศาสนาออกไปแล้วทุกคนจะต้องออกไปเป็นครูสอนศาสนา ถึงแม้ศาสนาจะสอนให้ทุกคนเป็นคนดี แต่คนดีก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีรายได้ ไม่มีอาชีพ และไม่มีงานทำ"เป็นความเห็นของเจ้าหน้าที่จากกองโรงเรียนนโยบายพิเศษ สำนักงานการศึกษาเอกชน

ในขณะที่ อับดุลเลาะห์ สะหมัดเอียด โต๊ะครูโรงเรียนสกุลศาสน์ จ.ปัตตานี ในฐานะที่เป็นโรงเรียนสอนศาสนาก็ต้องการได้รับงบอุดหนุนเหมือนกัน

"ถามว่าน้อยใจหรือไม่ ก็น้อยใจ เราทำเพื่อสังคมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้ารัฐบาลมาช่วยก็ดี เพราะมีเงินก็ทำได้ทุกอย่าง ทุกสิ่งที่โรงเรียนแห่งนี้มาจากศรัทธาและการบริจาคทั้งสิ้น ที่นี่มีนักเรียนชาย 300-400 คน ผู้หญิงอีก 200 คน ถือว่าเป็นโรงเรียนใหญ่ ที่ผ่านมารัฐก็ไม่เคยมาช่วย ไม่เคยให้อะไร ไม่ให้ตังค์ แถมยังมาด่าโต๊ะครูอีกว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความรุนแรง ได้คืบจะเอาศอก มองว่าพวกเราเรียกร้องทางศาสนามากเกินไป โดยเฉพาะเรื่องการแต่งฮิญาบ มันแทงกระดองใจผมมาก ทั้งๆที่เรื่องนี้เป็นกฎข้อบังคับเด็ดขาดของมุสลิม"

อย่างไรก็ตาม โต๊ะครูโรงเรียนสกุลศาสน์ ก็ไม่ปฏิเสธว่า รัฐบาลไทยได้ให้สิทธิเสรีภาพในการเรียนรู้เรื่องศาสนามากพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่เป็นมุสลิมแท้ๆ อย่าง ตุรกีหรือแอลจีเรีย ซึ่งรัฐบาลค่อนข้างจะกีดกัน

"ในแอลจีเรียพรรคอิสลามได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับ 1 แต่ห้ามประชาชนไปมัสยิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีในประเทศไทย ในบางประเทศเขายังชื่นชมเราด้วยซ้ำว่าเรามีอิสระในเรื่องศาสนา ผมว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายในเรื่องนี้ดีขึ้น ก็ยังมีปัญหาที่ตัวข้าราชการเอง ซึ่งไม่ยอมปรับระบบความคิด แล้วก็ยังเชื่อมั่นในสิ่งเก่าๆ อยู่"อับดุลเลาะห์ สะท้อนเหตุของปัญหา

ยะโก๊บ บินมูฮัมหมัดรอฟิก ในชื่อไทย 'อภินัทธ์' วัย 23 ปี หนุ่มน้อยหน้าเข้ม ร่างบางคนนี้เดินทางไกลมาจากจ.ปทุมธานี หลังจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยพลศึกษา เพื่อเข้ามาเรียนในโรงเรียนสอนศาสนาสกุลศาสน์ เขาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้มาเป็นเวลา 8 เดือนแล้ว

"ตอนเรียนผมก็เหมือนวัยรุ่นทั่วๆ ไป ถ้าไม่มีเรียน ก็ไปเที่ยว ดูหนัง โยนโบว์ ผมใช้ชีวิตอย่างนั้น ทั้งๆ ที่เป็นอิสลาม ถึงผมจะเป็นเด็กเที่ยว แต่เมื่ออยู่กลุ่มเพื่อนก็ยังเป็นเด็กเรียนมากกว่าเที่ยว ผมเที่ยวจนรู้สึกว่าเบื่อ และความรู้สึกเบื่อสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ จนรู้สึกว่าไม่อยากใช้ชีวิตอย่างนั้นอีกแล้ว และถ้าไม่มาเรียนที่นี่ ก็ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเก่าๆ ผมก็เลยตัดสินใจ มาดีกว่า"

การตัดสินใจเข้าเรียนในโรงเรียนปอเนาะครั้งนี้ ยะโก๊บ บอกว่า ได้อะไรมากกว่าที่คิดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การวางตัวเข้ากับผู้ใหญ่และกลุ่มเพื่อนฝูง รวมทั้งการได้ฝึกความอดทน

"การเรียนที่ผ่านๆ มา อาจารย์จะรับผิดชอบทั้งหมด มีคนมาป้อนให้ถึงที่ เราเพียงแต่เตรียมรับอย่างเดียว ส่วนการเรียนที่นี่ ผมต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องบังคับให้ตื่นมาละหมาดตอนตี 5 เสร็จแล้วก็เรียนอีก 1 วิชา จนถึง 07.00 โมงเช้า พักแค่ 45 นาที แล้วก็กลับมาเรียนต่อ มาพักอาบน้ำ กินข้าวอีกครั้งตอน 11.00-12.30 น.บ่ายก็ละหมาดอีก จากนั้นก็เรียนต่อ หลัง 1 ทุ่มก็เรียนคัมภีร์อัลกุรอาน ทั้งภาษาอาหรับและมลายู กว่าจะได้นอนก็เกือบเที่ยงคืน แต่ถ้าช่วงไหนสอบก็ต้องอ่านหนังสือ"

ชายหนุ่มจากเมืองปทุมธานี เล่าว่า หลังจากมาเรียนแล้วได้กลับไปเยี่ยมบ้าน 2 ครั้ง ครั้งแรกออกไปเที่ยว 1 คืน ครั้งที่ 2 อยู่บ้านไม่ออกไปไหน แม้ว่าเพื่อนๆ จะมาชวน

"เพื่อนถามผมว่า มาเรียนหรือมาทำนา ทำไมโทรมนัก ผมว่าการเรียนอะไรก็ตาม ถ้าอยากได้ความรู้ก็ต้องอดทน ต้องรู้จักรับผิดชอบ เพราะที่นี่ไม่บังคับจะมาเรียนหรือไม่เรียนก็ได้เรื่องของคุณ เด็กๆ อายุ 11-12 ปี ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองเหมือนคนอายุ 20 ปีขึ้นไปเหมือนกัน สิ่งที่ผมได้จากการเรียนที่นี่ นอกจากความรู้เรื่องศาสนาแล้วก็ คือ ภาษา ผมว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก" ยะโก๊บ กล่าว

ขณะที่ ดร.ฮัดซัน หมัดหมาน ผู้อำนวยการวิทยาลัยอิสลามศึกษาจ.ปัตตานี ให้ความเห็นถึงการเรียนการสอนในโรงเรียนปอเนาะว่า หากเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนทั้งสายสามัญและศาสนาควบคู่กันไป ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนรัฐหรือเอกชน สอนศาสนาอิสลามก็มีมาตรฐานเช่นเดียวกัน

"โอกาสการเรียนต่อของเด็กที่เรียนวิชาศาสนาก็เท่ากับเด็กโรงเรียนอื่นทั่วไป เวลาสอบเอนทรานซ์ หรือเรียนต่อที่อื่น เขาไม่ได้สอบวิชาศาสนา เด็กที่จบม.6 ส่วนใหญ่ไปเรียนต่อต่างประเทศได้ เพราะเขามีความรู้ภาษาอาหรับ ไปเรียนแพทย์ กฎหมาย หรือด้านปรัชญา อย่างมหาวิทยาลัยอุตาระในมาเลเซีย เขาก็รับนักเรียนไทยเข้าไปเรียน การเรียนปอเนาะไม่ใช่ปัญหา"

แต่ปัญหาที่ดร.ฮัดซันเป็นห่วงในขณะนี้ คือจะทำอย่างไรจึงจะไม่ให้ภาษาท้องถิ่นต้องสาบสูญไป เนื่องจากขณะนี้ในมาเลเซียกำลังมีปัญหาเด็กไม่สามารถอ่านคัมภีร์อัลกุรอานไม่ได้ พูดภาษายาวีไม่ได้

"ทำไมสังคมมุสลิมจะต้องให้ชาวมุสลิมดำรงความรู้ทางศาสนาไว้ ผมไม่เห็นโรงเรียนไหนในประเทศไทย สอนเด็กให้ท่องพระไตรปิฎก ไม่มีเรียน แต่คนมุสลิมไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ในอังกฤษหรืออเมริกา ก็ยังต้องเรียนภาษาอาหรับ ทุกแห่งที่มีมุสลิมจะต้องมีมัสยิด มีการสอนคัมภีร์ให้เด็กและคนแก่ ถือเป็นการทบทวนสิ่งที่เคยเรียนรู้มาก่อน ซึ่งมุสลิมทั่วโลกจะเป็นอย่างนี้ ดังนั้นปอเนาะก็ยังเป็นความต้องการของชาวมุสลิม ไม่ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากรัฐหรือไม่ก็ตาม" ดร.ฮัดซัน ทิ้งท้าย

ถ้อยทำนองของภาษาอาหรับในคัมภีร์อัลกุรอานที่ดังลอดพร้อมเพรียงอย่างสม่ำเสมอจากมัสยิดในโรงเรียนสกุลศาสน์ จังหวัดปัตตานี ดินแดนที่ใครๆ มองว่า มีแต่ภาพความขัดแย้งและเหตุรุนแรง หากในความเป็นจริงแล้วผู้คนในชุมชนมุสลิมแห่งนี้ ยังดำรงชีวิตอย่างเรียบง่าย โดยมีศาสนาที่ถูกถ่ายทอดผ่านโต๊ะครู และ 'ปอเนาะ' โรงเรียนสอนศาสนากล่อมเกลาจิตใจมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง แม้ว่าหลายๆ โรงเรียนจะขาดการเอาใจใส่จากรัฐบาลด้วยเหตุผลบางประการก็ตาม

กรุงเทพ จุดประกาย