|
คู่มือนารี
คอลัมน์ กรรมกำหนด / โดย บุญเสมอ แดงสังวาลย์
ผู้หญิงในทางพุทธศาสนาจะถูกเรียกว่า
"สีกา...อุบาสิกา...มาตุคาม" หรืออะไรก็ตามแต่ สรุปแล้วก็คือ
"ผู้หญิง" ยังไงๆ ก็เป็นเพศต้องห้ามสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในบวรพุทธศาสนา
ตามพุทธบัญญัติแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์กับผู้หญิงพัวพันกันเมื่อไหร่ก็...เป็นเรื่อง!!
ก็อย่างที่รู้ๆ
กันว่าก่อนหน้านี้ก็เพราะอิสตรีนี่แหละที่ทำให้เกิด "จิ้งเหลือง,
จิ้งขาว, จิ้งเขียว" เพียบ! จนมาถึงกรณี "อิสระมุนี"
และนี่คงมิใช่รายสุดท้าย ตราบใดที่ผู้หญิงยังเข้าหาพระอย่างผิดๆ
ย้อนกลับไปดูในอดีต..
เด็กผู้หญิงเมื่อเริ่มโต
มีลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนไป จากเด็กหญิงเริ่มเป็นนางสาว มักจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากบิดาและมารดาเกี่ยวกับ
"การแต่งตัว" เข้าวัดเข้าวาไปทำบุญ เช่น...ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น
กระโปรงสั้นๆ เข้าวัด เวลาจะตักบาตรหรือไปวัดจะต้องแต่งกายให้เรียบร้อย
มิดชิด ซึ่งในต่างจังหวัดส่วนใหญ่ให้นุ่งผ้าถุง-ผ้าซิ่น สวมเสื้อปิดถึงคอ
ห้ามพูดจาหยอกล้อพระสงฆ์และสามเณร
ห้ามไปวิ่งเล่นบริเวณกุฏิพระ มิฉะนั้นจะเป็น "บาป"
แต่ยุคนี้อย่าว่าแต่เด็ก...ผู้ใหญ่เองก็เหอะ!
หรือแม้จะแต่งเนื้อแต่งตัวมิดชิดเรียบร้อยดี
แต่ "การปฏิบัติตัว-การวางตัว" ของสีการุ่นเยาว์-รุ่นใหญ่ยุคนี้
หลายๆ คนคงต้องบอกว่า "สุดทน" สำหรับผู้หญิงบางคนเดินชนไหล่พระหน้าตาเฉยก็ยังมี
บางรายก็เฝ้าแต่ประจบประแจงพระ ต้องการเป็น "ศิษย์คนโปรด"
เป็น "ศิษย์ใกล้ชิด" หลายสำนักหลายวัดก็อิจฉาริษยากัน ว่าร้ายกัน
ดูไปแล้วไม่ต่างจากละครน้ำเน่าชิงรักหักสวาท
อย่างนี้นี่แหละ
"นารีพิฆาตพระ" ของแท้!!
แม่ชีศันสนีย์
เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน บอกว่า...การเข้าวัดเข้าวาของหญิงไทยในยุคปัจจุบัน
ส่วนใหญ่จะเป็นไปอย่าง...ไม่รู้จักกาลเทศะ แล้วตัวเองก็เก้อเขินเองในภายหลัง
และทำให้มีปัญหา
"นุ่งกระโปรงสั้น
ใส่สายเดี่ยว คอกระเช้า เวลาที่ก้มลงกราบพระ...นมก็ห้อย ตัวเองก็เก้อเขินเอง
เพราะเป็นตัวประหลาด หากไม่อยากให้ตัวเองเก้อ ก็อย่าแต่งตัวล่อแหลมเข้าวัด"
พร้อมกันนี้แม่ชีศันสนีย์ยังสอนว่า...การที่ผู้หญิงเข้าวัดนั้นจะต้องมี
"สัปปุริสธรรม 7" คือคุณธรรมที่ทำให้ทำอะไรก็สำเร็จ ประกอบด้วย
"รู้เหตุ...รู้ผล...รู้ตน...รู้ประมาณ...รู้กาลเวลา...รู้บุคคล...รู้ชุมชน"
รู้เหตุ
คือรู้ว่าตนเองนั้นเข้าวัดไปทำไม ต้องมีเป้าหมาย หากไม่เข้าในเป้าหมาย
จะทำให้เกิดตัวแปรที่เปลี่ยนไป ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
รู้ผล
คือรู้ว่าตนเองเข้าวัดเพื่อไปศึกษาธรรม เรียนรู้ธรรม เพื่อปฏิบัติธรรม
เพื่อออกจากทุกข์
รู้ตน
- รู้ประมาณ คือรู้ว่าตัวเองเป็นใคร จะต้องแต่งตัวอย่างไรไปวัด มีกิริยาท่าทางอย่างไรในการไปวัด
รู้กาลเวลา
คือรู้ว่าเวลาไหนควรไม่ควรเข้าวัด ยามวิกาลอย่าไป ห้ามเด็ดขาด
รู้บุคคล
- รู้ชุมชน คือรู้ว่าอย่ายึดติดบุคคล การเข้าวัดเพื่อทำให้เกิดผลจะต้องเป็นการสละออกไป
มีเจตนาทำให้ อิ่มใจ การถวายสิ่งของก็อย่าไปเลือกบุคคลที่จะรับ ควรถวายเข้าสังฆะหมู่ชุมชนของสงฆ์
การให้เพื่อการสะสมเป็นอันตรายต่อผู้รับ เพราะพระนั้นเป็นชีวิตที่สงบ
ไม่มักมากในการบริโภค
เข้าวัดอย่าแต่งตัวล่อแหลม เวลาพูดกับพระทำไมต้องให้พนมมือ เพราะนั่นเป็นการพูดกับคนที่เคารพ
ไม่ได้ให้มีความรู้สึกว่าท่านดีเหลือเกิน บริสุทธิ์เหลือเกิน แล้วก็หลงรักท่าน
ต้องรู้จักหยุดตัวเอง
ถ้ามีความรู้สึกแบบนี้ให้ชักสะพานหนี
หากพระท่านมีเมตตาจริงท่านก็ต้องชักสะพานหนีเช่นกัน..เพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องตกนรกในอนาคตแน่ๆ
สีกาจะต้องรู้จักชุมชนสงฆ์
วินัยของสงฆ์ ไม่พูดจามีจริตจะก้านกับสงฆ์ การที่เข้าไปดูแล เช็ดล้าง
ปักกวาด ซักจีวรให้พระนั้น เป็นการ "ผิดศีล" อย่างมาก! และการเอาสำรับอาหารไปถวายพระ
แล้วชะเง้อชะแง้ดูว่าพระท่านตักอาหารของเราหรือเปล่านั่นก็เป็นการผิด
เป็นการคิดว่าตนเองนั้นมีความสำคัญ
ทำบุญ
ทำให้เกิดโอกาสในการสละออกไปในทางสงบ เป็นการทำให้เกิดการทำนุบำรุงศาสนา
การวางตัว
ต้องอย่าทำอะไรให้เกิดความรู้สึกในทางที่จะทำให้เกิดอกุศล เช่น ฉันต้องแต่งตัวให้สวย
ให้พระท่านเมตตาที่สุด ชมว่าสวย ถ้าทำอย่างนั้นก็เตรียมตัวไปสวมมงกุฎในนรกด้วยกันได้เลย
แม่ชีศันสนีย์ยังกล่าวอีกว่า
"..เมื่อผู้หญิงไม่รู้จักหน้าที่
พระที่มีวัตรปฏิบัติจริงก็จะต้องว่ากล่าวตักเตือนให้หยุดพฤติกรรมเช่นนั้น
ไม่ให้ความสำคัญกับลูกศิษย์คนไหนเป็นพิเศษ เป็นส่วนตัว ให้เข้านอกออกในกุฏิก็ไม่ได้"
พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่า
การมีพฤติกรรมเช่นนี้แก้ด้วยวิธีอื่นไม่ได้ นอกจาก "ชักสะพาน"
อย่างเดียว
การชักสะพาน
คือ การไม่พูด ไม่สนทนา ไม่ให้โอกาส หรือไม่แสดงอะไรที่จะทำให้เกิดความเข้าใจผิดไปได้ว่าเป็นคนพิเศษ
ผู้หญิงไม่ควรให้ขึ้นรถพระคุณเจ้า จะต้องมีผู้ชายเป็นเพื่อนพรหมจรรย์ไปด้วย
คือผู้ที่สามารถยืนยันความบริสุทธิ์ของเราได้
นอกจากนี้
แม่ชีศันสนีย์ยังชี้แนะเรื่องการทำบุญของชาวพุทธด้วยว่า
"ต้องมีปัญญาในบุญ
ทำบุญจะขาดปัญญาไม่ได้ บุญสำเร็จได้เพราะมีกิริยาแห่งการทำบุญเกิดขึ้น
มีศรัทธาแต่ไม่มีปัญญา ไม่ได้พิจารณาให้ถ่องแท้ ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด"
ดังนั้น
จะเข้าวัดนอกจาก "ศรัทธา" แล้ว.. ยังต้องมี "ปัญญา"
ด้วย
ทางด้านแม่ชีประทิน
ขวัญอ่อน ประธานสถาบันแม่ชีไทย ก็ชี้ทางห่างนรกให้สีกาทั้งหลายว่า
"ผู้ที่จะเข้าวัด
เรามีจุดมุ่งหมาย เข้าไปเพื่อปฏิบัติธรรม รักษาศีล เจริญกิจภาวนา อย่างที่มีข่าวกันนั้นมันไม่น่าจะเกิดขึ้น
นั่นเพราะ "ขาดสติ" เมื่อขาดแล้วก็ทำในสิ่งไม่ควรทำ ผิดศีลผิดธรรม
ต้องมีสติ ไม่ว่าจะไปวัด หรือไปที่ไหนก็ตาม พระที่ท่านสอนดีมีคุณธรรมก็มีมาก
ต้องให้รู้ว่าตัวของผู้ที่เข้าวัดไปนั้นยังมีกิเลสอยู่ สมณศักดิ์ยังมีกิเลสอยู่
ถ้าทำให้กิเลสออกมาแสดงว่าเราก็ขาดสติ มีสติรู้ว่าเรากำลังทำอะไร...ก็จะไม่ผิดพลาด!!"
"ผู้หญิงที่แต่งตัวไม่เหมาะสม
มองดูแล้วไม่เรียบร้อย ไม่สุภาพ ผู้ที่แต่งตัวอย่างนั้นก็ทำให้ผู้มอง..มองเข้าไปถึงจิตใจด้วยว่าเป็นคนอย่างไร
เราเข้าวัดควรจะสำรวม สงบ เกรงกลัวต่อบาป จะต้องไม่แต่งตัวประเภทที่เรียกว่า
มองแล้วไม่น่าดู ส่อให้เห็นว่าเป็นผู้ที่ไม่เคารพในสถานที่ และไม่มีคุณสมบัติเป็นสตรีไทย"
ทั้งหมดนี้จะเรียกว่า
"คู่มือสีกา" ก็น่าจะได้
ใครไม่อยากตกนรกหมกไหม้..ก็จำไว้!!!
"สาวิกา"
|