ร่วมกันปลูกต้นกล้ารักบ้านเกิด เชื่อมโยงพุทธ – มุสลิม

“พี่ใหญ่ – บุญชัย” ร่วมหารือผู้นำท้องถิ่น – ศาสนาอิสลามสานสายสัมพันธ์ฉันพี่น้อง

 

“สำนึกบ้านเกิด” ถักทอสายสัมพันธ์อันอ่อนโยน “ไทยมุสลิม –ไทยพุทธ” ในยะลา – นราธิวาส – ปัตตานี หารือร่วมกัน ระหว่าง “พี่ใหญ่ – บุญชัย เบญจรงคกุล” กับผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาอิสลามลุล่วงความสำเร็จน่ายินดีในกรอบความช่วยเหลือเอื้ออาทรกันและกัน

ในกองไฟที่กำลังโหมภาคใต้อย่างต่อเนื่อง…

ความหวาดกลัวอย่างที่สุดข้อหนึ่งที่รัฐบาลทักษิณโดยปุระชัยแสดงออกมาอย่างชัดแจ้งก็คือ การพ้องพานเอาชื่อหรือออกนามกลุ่มมุสลิมใดๆ ให้ต้องเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมโจร ที่ผุดกันขึ้นมาปานเห็ดตื่นฝนในภาคใต้ตอนล่าง ณ เวลานี้

คำว่า “ขัดแย้ง” ระหว่างรัฐบาลใหม่โดยข้าราชการและนักการเมือง “มักได้” ไม่กี่คน – กับชาวมุสลิมโดยกลุ่ม “ก่อการร้าย” ซึ่งก็ไม่ได้มากมายกว่าข้าราชการตระบัดสัตย์พวกนั้น ใช่ว่าเพิ่งจะมี

ขณะเดียวกัน “สมานฉันท์ ประสาคนกินสะตอกับบูดูด้วยกัน ก็ใช่ว่าจะไม่ได้เห็น…ไทยมุสลิมและไทยพุทธ ในยะลา – นราธิวาส-ปัตตานี ยังจับมือกันร้องเพลิงสรรเสริญพระบารมี อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน !!

พระบารมีอันไพศาลนั้นไม่เคยเลือกว่าจะแผ่ไผปกคลุมให้ความร่มเย้นตรงพุทธหรือมุสลิม…หลายปีผ่านมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงทุ่มเทเพื่อพสกนิกรไปมากเพียงใด

ประชาชนใน ๓ จังหวัดดังกล่าวซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณนั้นดี นึกถึงข้อนี้ไว้ ต่อให้ “ลิ่มเหล็ก” จากอำนาจสายไหนก็ตอกแบ่งความเป็นไทยจากกันไม่ได้ เพราะคนทั้งสองศาสนาล้วนเกิดมาร่วมแผ่นดินเดียวกัน

สำนึกรักบ้านเกิด

คำพื้นๆ ที่กินความหมายได้ลึกโดยไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มคำนี้เป็นที่รู้จักกันมาเพียงสองปี…หากร่วมดูแลรักษาไว้ให้ดีนานไปจะกลายเป็นภูมิคุ้มกันอันตรายได้ทั้งตัวเราและเพื่อนร่วมชาติไปอีกยาวไกล หลายชั่วอายุคนทีเดียว!!!

ทั้งยังเป็นอาวุธอันทรงอานุภาพที่นำมาใช้ฟันฟ่าวิกฤติได้ในทุกกรณีเพราะเป็นสำนึกด้านดีที่มีอยู่แล้วในใจทุกคน ยิ่งสถานการณ์อันล่อแหลมเข้าขั้นวิกฤติของพื้นที่จังหวัดยะลา – ปัตตานี – นราธิวาส เวลานี้ “สำนึกรัก” ก็ยิ่งเป็นสิ่งสำคัญ

ความรักความปรารถนาดีต่อกันและกันคือกลุ่มก้อนอันแน่นเหนียว ลิ่มอำนาจและอิทธิพลจากไหนก็ทำลายลงได้ยาก

ตัวอย่างหนึ่งของการ “เชื่อมโยง” ความรักและปลูกความผูกพันด้วย “สำนึกรักบ้านเกิด” ในนราธิวาสและปัตตานี – รัฐเก่าต้นกำเนิดศาสนาอิสลาม ของภาคใต้ ซึ่งหยั่งรากลึกมาตั้งแต่ พ.ศ. ๑๔๐๐ แห่งนี้ มีคำตอบชัดมาแล้วตั้งแต่ปลายมิถุนายนที่ผ่านมา

สายใยของการเชื่อมโยงด้วยเครือข่ายสหกรณ์…รูปลักษณ์อันส่งภาพชัดของการร่วมมือแรงภาคประชาชนในวันเวลาดังกล่าว เริ่มที่สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานีฯ เด่น โต๊ะมีนา จัดเสวนาสร้างคามเข้มแข็งให้ชุมชนจังหวัดชายแดนไทย – มาเลเซีย โดยการเปิดช่องทางทำกินในบ้านเกิด ร่วมกันระหว่าง “สหกรณ์ซาซูต้า กับสหกรณ์ ร่วมด้วยช่วยกัน”

ผ้าปาเต๊ะคุณภาพดีกับบูดูรสเด็ดและหัตถกรรมจักสานถักทอของกลุ่มแม่บ้านลูกหลานไทยมุสลิมที่นี่ก็จะร่วมอยู่ใน “ร้านรักบ้านเกิด” รวมกับข้าวหอมมะลิ “ร่วมด้วยฯ” ซึ่งเป็นเกรดเอชนิดเดียวที่ยืนราคาต่ำมาได้จนบัดนี้

ผลตอบแทนจากการร่วมด้วยช่วยกันครั้งนี้คือ ปัจจัยยังชีพทั้งกินอยู่และใช้สอยสารพัด…อันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลดี ประสานความเข้าใจให้สำนึกในความรักและกันได้ในเวลาอันสั้น

ช่วยเหลือกันและกัน

การเสวนาเพื่ออนาคตของ “พี่น้องเรา” ครั้งนี้ คณะผู้บริหารระดับสูงของ “ดีแทค” ภายใต้การนำของคุณบุญชัย เบญจรงคกุลคุณเฮเลน่า แซนด์เบิร์ก และคุณซิคเวเบรคเก้…ได้จำกัดคนไปแค่ ๒๐ คันรถตามความเหมาะสม

แต่นอกจากมีผลปลื้มจากการเยี่ยมชมกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลามปัตตานีและสหกรณ์ซาซูต้า เพื่อเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระดับสหกรณ์ด้วยกันแล้ว ปรากฏการณ์ที่น่ายินดีที่สุดอย่างหนึ่ง ก็คือ การได้ร่วมหารือร่วมกันกับผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนาอิสลาม อันจะนำมาสู่ความช่วยเหลือเอื้ออาทรกันและกัน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นและส่งผลดีให้ทุกๆ คนในชุมชนถิ่นมาแล้วในภูมิภาคอื่น

สานฝันข้ามพรมแดน

การมองต่างมุมระหว่างสหกรณ์ ชาวบ้านพี่น้องเรากับนักบริหารนั้นเมื่อใดมาผสานเข้าด้วยกัน ย่อมเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

เช่นกันกับคณะผู้บริหารธุรกิจขนาดใหญ่ เมื่อมองไปในทรัพยากรรอบตัวชาวบ้านทั้ง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ ก็ย่อมยังประโยชน์ทั้งในขณะร่วมหารือกับแกนนำสภาหอการค้า ทั้งกับประชาชนสภาการท่องเที่ยวและผู้เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจรวมถึงคุณภาพชีวิตพี่น้องเรา

ช่องทางเข้า – ออก ทางพรมแดนด้านสุไหงโก – ลก ที่ในปัจจุบันยังใช้การเพียงเป็นช่องเข้าออกของคนและ “ของ” …แลกเปลี่ยนกันระดับท้องถิ่น – จะถูกพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์ระบายสินค้าไปสู่เพื่อนบ้านใกล้เคียงอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียในโอกาสต่อไป

พันธกิจนี้คงไม่ไกลเกินจริง เพราะเมื่อสิงใดๆ หาก “จงใจ” ไปทำทั้งมีความช่วยเหลือจากอีกหลายหมื่นใจที่สำนึกรักบ้านเกิดตนเช่นนี้ ความล้มเหลวบานๆ หุบๆ แบบยุทธการบางอย่างคงไม่เกิดขึ้น

และจะต้องยั่งยืนสวยงามดุจความโอฬารของมัสยิดกลางที่ปัตตานี ที่คณะผู้บริหาร “ดีแทค” ไปสักการะมา

ปลูกต้นไม้กล้าคุณภาพ

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งจะละเลยผ่านไปมิได้ก็คือการดูแลรดน้ำพรวนดิน เติมปุ๋ยให้กับต้นกล้าของสังคม ซึ่งเป็นพันธกิจชุมชนสร้างสิ่งดีดีสู่แผ่นดินเกิด

ที่ปัตตานี…มีหมู่บ้านกูวา – มีสาวน้อย “สุริยา หะยีมาเซาะ” เยาวชนในโครงการสำนึกรักบ้านเกิดผู้ได้รับคัดเลือกให้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิฯ – และที่นราธิวาสมีเยาวชนคนเก่ง “นูรอยนี ดูมาลี” อีกคนที่นำความปลาบปลื้มมาสู่บ้านเกิด…ทั่งในหมู่บ้านและจังหวัดของเธอ

ความอบอุ่นอันฉายออกมาทางดวงตาและรอยยิ้มของพี่น้องของเราในปัตตานีและนราธิวาสทุกพื้นที่ต่างถอดความหมายออกมาได้เป็นคำๆ เดียวคือ “บริสุทธิ์ใจ” เหมือนกัน!!!

สิ่งที่แปลกแยกที่ยังฝังอยู่ในความคิดอีกมากมายของผู้คนในประเทศนี้นับว่าผิดความจริงโดยสิ้นเชิง…มุสลิมในยะลา –นราธิวาส – และปัตตานีนั้นเป็นคนไทยทั้งตัวและหัวใจอย่างที่เป็นอยู่มานาน –นานพอๆ กับการเริ่มเกิดประวัติศาสตร์ชาติไทยแล้ว

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยให้ความรู้เชิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ไว้ว่า “อิสลามและผู้นับถือศาสนาอิสลาม คงจะอยู่ในดินแดนที่เดี่ญวนี้เรียกว่าประเทศไทยมาตั้งแต่เริ่มประวัติศาสตร์ของชาติไทยแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะศาสนาอิสลามได้เข้ามาสู่อินโดนีเซียและคาบสมุทรมาเลเซีย ตั้งแต่ชนอีกเผ่าหนึ่งจะย้ายมาจากตอนใต้ของยูนาน”

ถือตามปราชญ์ท่านนี้ค้นคว้าไว้ก็นับได้ว่า “สุริยา หะยีมาเซาะ และ นูรอยนี ดูมาลี” เยาวชนทั้งสองนี้เป็นต้นกล้าคุณภาพดีที่งอกงามผ่านขึ้นมาบนแผ่นดินที่บรรพบุรุษอยู่มาเก่าก่อน…บนแผ่นดินไทยผืนเดียวกันนี่แหละ!!!!

รายอกีตอ

และภาพลักษณ์ของการเป็น “ไทยเดียว” ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้นั้น ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือความจงรักภักดีที่มีต่อทั้งสองพระองค์ ซึ่งยั่งยืนมานานหลานชั่วคนแล้ว

นับเอาเฉพาะแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ แปรพระราชฐานประทับแรม ณ พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ช่วงประมาณต้นหนาวเดือนกันยายน – ตุลาคมนั้น บ่อยครั้งจะเสด็จฯ ในท้องถิ่นทุรกันดาร โดยไม่มีหมายกำหนดการ พร้อมหน่วยงานช่างหน่วยแพทย์

คนไทยมุสลิมเมื่อได้ยินคำบอกเล่า “รายอมาแล้วๆ” ก็จะพากันมาเฝ้าด้วยศรัทธาและจงรักภักดีและหากบางครั้งที่ทรงมีหมายล่วงหน้า ก็จะมีครอบครัวมุสลิมพากันทำความสะอาดบ้านเรือน มัสยิด…พากันติดพระบรมฉายาลักษณ์บ้าง ธงชาติบ้าง เตรียมต้อนรับ “รายอ” ให้สมพระเกียรติที่สุด”

ต้นกล้าคุณภาพ

เล่าขานกันว่าแต่เดิมนั้นนโยบายรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในช่วง พ.ศ. ๒๔๙๐ ถูกสมาคมกัมปาร์ ในรัฐบาลกลันตันต่อต้านและเรียกร้องขออธิปไตยให้ ๔ จังหวัดภาคใต้อย่างแข็งกร้าว ยุคนั้น “รายอ” กลายเป็นที่หวาดกลัวนอกเหนือจากความกลัวถูกขับไล่ไปอยู่มาเลเซีย – ถูกเปลี่ยนแปลงประเพณีและกิจกรรมทางศาสนา “รายอีแย” จึงเป็นคำที่ไทยมุสลิมเรียกพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีคำแปลว่า “พระเจ้าแผ่นดินประเทศไทย”

แต่อีกไม่นานนัก…คำว่า “รายอซีแย” ก็เปลี่ยนไปเป็น “รายอกีตอ” อันมีคำแปลว่า ไพระเจ้าแผ่นดินของเรา”

บอกความรักและเทิดทูนดุจกันกับไทยพุทธมาจนบัดนี้

การเดินเข้าไปหาเมล็ดพันธุ์ดี – ดี ในจังหวัดพรมแดนมาเลเซียของกลุ่มผู้บริหาร “ดีแทค” ครั้งนี้ นับเป็นการเพาะชำและดูแลเพื่อรอการเติบโตของต้นกล้าคุณภาพในภูมิภาคนี้

เพื่อรอผลอันน่าชื่นใจ ยามกล้าไม้นี้เติบโตใหญ่เป็นประโยชน์แก่สังคม ภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารเดียวกันนี้

อาทิตย์รายวัน