|
สัมมนาพระธรรมทูตไทยในยุโรป ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ กิจการพระศาสนาในต่างประเทศ
นับแต่พวกเราได้รับนิมนต์จากไทยไปโปรดพวกเรากันเองและชาวท้องถิ่นเจ้าของประเทศ ในประเทศเขตทวีปยุโรป ถึงเวลาปัจจุบันก็ตกราวๆ30 ปีเศษ จากการกระทำนี้ เรามีวัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน เป็นแห่งแรก (พ.ศ. 2507) แล้ว พระพุทธศาสนาก็คลี่คลายขยายตัวไปเรื่อยๆ จนเวลานี้มีวัดไทยอยู่ในเกือบทุกประเทศเขตยุโรป (ยกเว้นในเขตยุโรปตะวันออก) ในบางประเทศ ซึ่งเป็นประเทศใหญ่หน่อย และมีชาวไทยไปพำนักอาศัยทำมาหากินกันมาก ก็อาจมีมากกว่า 1 วัด เช่น ในประเทศอังกฤษ (ปัจจุบันมี 6 วัด) และเยอรมนี (มีประมาณ 10 วัด) เมื่อวัดแรกๆก็ตั้งได้มันคงดีแล้ว เพราะความที่ตั้งมาก่อน และมีแรงหนุนนำต่อเนื่อง ก็นำไปสู่วัดสาขาสายเดียวกัน เช่น วัดพุทธาราม (สายวัดสระเกศฯ) มีทั้งใน เนเธอร์แลนด์ สวีเดน เยอรมนี นอร์เวย์ เป็นต้น กว่าจะมาถึงวันนี้ได้นั้น เรามีเบื้องหลังการถ่ายทำอย่างไร พวกเราส่วนมากไม่ค่อยทราบกันนัก พระเจ้าพระสงฆ์ในวัดเหล่านี้ ต้องประสบปัญหาอุปสรรคกันอย่างไร บางรูปต้องสูญเสียอย่างหนัก ขนาดเสียชีวิต พวกเราอยู่หนหลังไม่มีโอกาสรับทราบและแบ่งเบาช่วยเหลือท่านได้เลย เมื่อมีข่าวลบๆทางสื่อมวลชนออกมาว่า มีบางรูปเสียชีวิต บางรูปเสียสุขภาพ เสียอนาคต เสียรู้ เสียเวลาและเสียเงินเสียทอง ฯลฯ พวกเราในเมืองไทย นอกจากไม่รู้ ไม่ทราบความจริงแท้ ไม่มีโอกาสช่วยแบ่งเบาภาระธุระของท่านแล้ว หลายคนยังพลอยผสมโรงวิจารณ์ถล่มซ้ำพระสงฆ์เหล่านั้นเข้าอีก ผู้เขียนในฐานะฝ่ายกิจการต่างประเทศของมหาวิทยาลัย เป็นพระหัวอกเดียวกัน ได้แอบคิดจะช่วยสะสางปัญหาเหล่านี้ของพวกท่านให้เบาบางลงบ้าง เป็นความคิดทุนเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับเป็นงานรับผิดชอบอยู่ด้วย จึงได้ลงมือลงไม้ผลักดันและแบกหามให้เกิดโครงการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของพระธรรมทูตไทยในเขตประเทศยุโรปขึ้น เมื่อต้นเดือน(8-10 ก.ค. 45) ที่ผ่านมานี้ ณ วัดศรีนครินทรวราราม วัดเฉลิมพระเกียรติสมเด็จย่าของพวกเรา ตั้งอยู่ตำบลเกรทเซ่นบาค ซ่งโซโรธูร์น ห่างจากซูริค เมืองใหญ่ที่สุดของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 50 ก.ม. วัดศรีนครินทรวราราม เป็นวัดสร้างขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีมานี้ (ได้รับพระราชทานนามเมื่อ พ.ศ. 2536) บนพื้นที่ราว 1 ไร่เศษๆมุ่งหมายอุทิศถวายแด่สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี สมเด็จย่าของชาวไทยทั้งมวล สมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงอุปถัมภ์วัดนี้ในหลายด้าน ก่อนแต่สร้างวัด ณ สถานที่ตรงนี้ และญาติโยมชาวไทย จากสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงเบิร์น และเมืองอื่นๆตลอดคนท้องถิ่นของประเทศได้ให้การสนับสนุนเป็นจำนวนมาก เรียกว่า วัดนี้มีความมั่นคงแข็งแรงพอสมควรแล้ว ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ 2 ชั้น (ชั้นบนเป็นพระอุโบสถและชั้นล่าง-ใต้ดินเป็นอาคารหอประชุม จุคนประมาณ 300 คน) มุงกระเบื้อง ติดช่อฟ้าใบระกา เป็นศิลปะแบบไทย งานก่อสร้างได้ดำเนินเสร็จไปแล้วประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์( คิดเป็นงบประมาณค่าก่อสร้างตกราว 4.5 ล้านฟรังซ์สวิส หรือประมาณ 100 ล้านบาทเศษ) ความจริง มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็ไม่ค่อยมี "งอ สะเอิน เงิน"เหมือนกัน โดยเฉพาะสำหรับงานพระศาสนาในต่างประเทศ ถ้าหาองค์กร หรือบุคคลผู้มีวิสัยทัศน์ชัดเจนมาอุปถัมภ์ช่วยเหลือไม่ได้แล้ว ก็คงต้องจอดไม่ต้องแจวไปทุกโครงการฯเหมือนกัน ความจริง การจัดสัมมนาครั้งนี้ จัดเป็นการสัมมนาครั้งแรกในทวีปยุโรป มิใช่ครั้งแรกของโลกในบริบทงานของพวกเรา เพราะพวกเราเคยจัดสัมมนา พระธรรมทูตสายประเทศในสหรัฐอเมริกามาแล้ว ตั้งแต่ปี (เดือนมิถุนายน) พ.ศ. 2540 ได้จัดกัน ณ วัดไทยกรุงวอชิงตัน ดีซี. นั่นนับเป็นการจัดสัมมนาพระธรรมทูตไทยนอกประเทศครั้งแรก โดยการอุปถัมภ์งบประมาณของกรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ เพราะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจแบบฟองสบู่ของไทยยังไม่แตก ต่อมาก็ได้จัดสัมมนาสัญจรไปตามสังเวชนียสถานในอินเดีย ในช่วง (มกราคม - กุมภาพันธ์) ปี พ.ศ. 2543 มาแล้วโดยมี คุณจุมพล โพธิ์ศรีวิสุทธิคุณ เป็นทายกใหญ่ถวายปัจจัยหนุนค่าเครื่องบินของพระสงฆ์นับหลายแสนบาทเหมือนกัน คราวนี้ก็เช่นเดียวกัน สปอนเซอร์ (=ทายกนั่นแหละ) รายใหญ่ของพวกเรา ก็คือ คณะกรรมการวัดศรีนครินทรวราราม และมูลนิธิสมเด็จย่าเพื่อวัดไทย นำโดยพระเดชพระคุณ พระราชกิตติโมลี (ทองสูรย์ สุริยโชโต ปธ 8 พธ.บ. Ph.D.) อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ มจร. ได้ประชุมกันแล้วมีมติอนุมัติให้การอุปถัมภ์การประชุมสัมมนาครั้งนี้อย่างครบวงจรก็ว่าได้ เริ่มแต่ค่าโดยสารเครื่องบิน อาหาร ที่พัก อำนวยความสะดวกตลอดเวลาแห่งการประชุม และหลังจากการประชุมก็ยังเมตตานำครูบาอาจารย์ทั้งหมดไปชมบ้านเมืองที่สวยๆงามๆของ สวิตเซอร์แลนด์ อีกหลายแห่ง เช่น ซูริค เบิร์น ลูเซิน โลซานน์ และเจนีวา อาจพูดได้อย่างไม่ต้องอ้อมแอ้มเลยว่า ถ้าไม่ได้พระเดชพระคุณ พระราชกิตติโมลี รูปนี้ คณะสงฆ์วัดศรีนครินทร์และญาติโยมอุบาสกอุบาสิกาของวัดศรีนครินทร์ฯที่เสียสละทุ่มเท เหน็ดเหนื่อยกับพวกเราอย่างที่สุดแล้ว กิจการพระศาสนาสำคัญๆแบบนี้ งานประวัติศาสตร์แบบนี้ก็เกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอน ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ครั้งประวัติศาสตร์ ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า "พระธรรมทูตไทย ในทศวรรษวิกฤตโลก" โดยมุ่งให้สอดคล้องกับการระเบิดตึก World Trade Center ที่มหานครนิวยอร์ก เมื่อ 11 กันยายน 2544/2001 และสหรัฐทำสงครามกับตาลีบันในอัฟกานิสถาน โดยอ้างว่าเป็นการตามจำกัดขบวนการผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ(อัลไคต้า) ทั้งนี้ ในการปฏิบัติแล้วได้แบ่งการประชุมออกเป็น 3 วัน วันแรก (8 ก.ค.45) ลงทะเบียน ประชุมปรึกษาหารือเรื่องการสัมมนา และมอบหมายหน้าที่กัน วันที่สอง (9 ก.ค.) เช้า - กลางวัน -กลางคืน(8.30-22.30) พิธีเปิดการสัมมนา - กล่าวเปิด โดยพระพรหมวชิรญาณ (ประสิทธิ เขมังกโร) เจ้าอาวาสวัดยานนาวา และกรรมการมหาเถรสมาคม ก่อนหน้านั้น ก็มีการนำไหว้พระสวดมนต์ การกล่าวต้อนรับโดย เจ้าคุณพระราชกิตติโมลี กล่าวรายงาน โดยพระศรีปริยัติโมลี(สมชัย กุสลจิตโต ปธ.9 พธ.บ.Ph.D.) รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศ ในฐานะเจ้าของเรื่อง-ประธานดำเนินการโครงการ ถวายความคิดเห็น ฯพณฯ เอกอัครราชทูตไทยประจำสวิตเซอร์แลนด์ ท่านจุลพงษ์ โนนศรีชัย แสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง "วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์งานพระธรรมทูตไทยในทศวรรษหน้า" โดยเจ้าคุณพระเทพโสภณ(ประยูร ธัมมจิตโต ปธ.9 พธ.บ.Ph.D.) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ปาฐกถาเรื่อง "นโยบายของรัฐบาลกับงานพระธรรมทูตในต่างประเทศ" โดย นายถวิล สมัครรัฐกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม กรมการศาสนา และอภิปรายร่วมกันเรื่อง "งานพระธรรมทูตในยุโรป ปัญหาและทางออก" โดยพระราชพุทธิวิเทศ (สวัสดิ์ อัตถโชโต พธ.บ.) เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เนเธอร์แลนด์ พระราชกิตติโมลี พระมหาเหลา ปัญญาสิริ วัดพุทธวิหาร แอสตั้น อังกฤษ และพระมหาพยอม สุทัสสโน วัดพุทธวิหาร เบอร์ลิน เยอรมัน ในวันสุดท้าย( 10 ก.ค. 45) เช้า - กลางคืน(8.30-00.40) มีปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอเมริกาและในยุโรป ในความความฝันของเจ้า" โดยพระพรหมวชิรญาณ ปาฐกถาพิเศษ โดย ฯพณฯเอกอัครราชทูตไทย ประจำสวิตเซอร์แลนด์ คือ ท่านจุลพงษ์ โนนศรีชัย จากนั้นก็มีการประชุมกลุ่มย่อยร่วมกันใน 4 หัวข้อ คือ
และแถมด้วยการแลกเปลี่ยนทัศนะและประสบการณ์ระหว่างพระธรรมทูตไทยในอเมริกาและยุโรป โดยพระมหาประชัน ชุตินธโร เจ้าอาวาสวัดพุทธาวาส ฮุสตั้น สหรัฐอเมริกา พระมหา ดร.ชื่น โชติญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธวิหาร มิชิแกน สหรัฐอเมริกา เจ้าคุณพระวิเทศโพธิคุณ เจ้าอาวาสวัดกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย และคุณปรีชา แก่นสา เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ และตามด้วยการสรุปผลการประชุมกลุ่ม และสรุปผลการสัมมนา โดยตัวแทนพระธรรมทูต คือพระมหาวิสุทธิ โชติญาโณ พระมหาเหลา ปัญญาศิริ พระมหาพยอม สุทัสสโน และพระมหาสุทัศน์ อมรสุทธิ ดำเนินการโดย พระศรีปริยัติโมลี และการกล่าวขอบคุณและปิดการสัมมนา โดยพระราชกิตติโมลี พระเทพโสภณ และพระพรหมวชิรญาณ มองดูเวลาขณะนั้นเกือบ 1 นาฬิกา ของวันใหม่
(ถ้าเทียบเป็นเวลาเมืองไทย ซึ่งเร็วกว่า สวิตเซอร์แลนด์ 5 ชั่วโมง ก็แจ้งจ้างปางคือ
เกือบ 1 โมงเช้าของวัดใหม่เลย) เรียกว่า เป็นการสัมมนามาราธอนมาก ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของวงการ
มจร.และครั้งแรกของพระธรรมทูตไทยในต่างแดน นี่ถ้าหนังสือบันทึกสถิติโลก (Quiness
Book of Record) ทราบเขาอาจบันทึกว่าเป็นสถิติใหม่ของโลกก็ได้
ในการประชุมสัมมนากันคราวนี้ สมาชิกที่เข้าร่วมสัมมนาแม้จะต่างวัย ฐานะตำแหน่งกันบ้าง จำนวนไม่มากนัก แต่มีแหล่งที่มาหลากหลาย ทั้งจากยุโรปเอง จากประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และจากอินเดีย แต่ละรูปล้วนแต่เป็นคลังแห่งวิชาการและประสบการณ์ มีสิ่งที่จะแลกเปลี่ยนแบ่งปันแก่เพื่อนเข้าร่วมประชุมสัมมนาอย่างล้นเหลือ โดยพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณพระพรหมวชิรญาณ ผู้เป็นประธาน ท่านเจ้าคุณพระเทพโสภณ อธิการบดี พระราชกิตติโมลี พระราชพุทธวิเทศ จากวัดพุทธาราม เนเธอร์แลนด์ พระมหาสมบุญ สิทธิญาโณ พระธรรมทูตไปต่างประเทศรุ่นแรก (2509-2511) วัดวูลฮัมตั้น อังกฤษ พระมหา ดร.ชื่น โชติญาโณ วัดพุทธวิหาร มิชิแกน สหรัฐอเมริกา พระ ดร.สีห์ทนต์ นราสโภ ฯลฯ จากกรุงเทพฯ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ก็ไม่เบา นอกจากอธิการบดีและผู้เขียนที่ถือว่าเป็นเจ้าของเรื่อง ไม่ควรไม่แสดงเองมากแล้ว ท่านเจ้าคุณพระสุธีวรญาณ (ณรงค์ จิตตโสภโณ) รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ พระมหา ดร.ต่วน สิริธัมโม อดีตรองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ พระมหา ดร.เทียบ สิริญาโณ รองคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ฯลฯ ล้วนแต่เป็นโรคไม่ถูกกับไมค์ด้วยกันทั้งนั้น อีกรูปหนึ่งซึ่งแฝงๆ ไว้ในฐานะผู้สังเกตการณ์คราวนี้ แต่มีประสบการณ์ในอินเดียโชกโชนทุกรูปแบบก็คือ ท่านเจ้าคุณพระวิเทศโพธิคุณ แห่งวัดกุสินาราเฉลิมราชย์ อินเดีย เพื่อนๆ ให้สมญาล้อเล่นว่า "สังฆนายกอินเดีย" กลุ่มพระธรรมทูตรุ่นหนุ่ม หรือเขามักเรียกกันว่า "กลุ่มยังเติร์กมังค์" หลายรูปฉายแววแห่งผู้นำในเชิงวิชาการบริหารและเผยแผ่ เช่น พระมหาวิสุทธิ์ โชติญาโณ แห่งวัดธรรมาวิหาร เบลเยียม พระมหาเหลา ปัญญาสิริ วัดพุทธวิหาร เบอร์ลิน เยอรมนี พระมหาวิชาการ ปุญญธโร พระมหาสุทัศน์ อมรสุทธิ วัดพุทธปทีป ลอนดอน อังกฤษ พระมหาสุนทร สุนทรธัมโม วัดไทยเดนมาร์ก เดนมาร์ก และพระครูปลัดก้องเกียรติ ชินุตตโม วัดพระศรีนครินทราราม สวิตเซอร์แลนด์ ฯลฯ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างแหลมคมมาก และต่อมาเมื่อมีการสรุปการสัมมนาในแง่การหาทางออกต่อปัญหาความยุ่งยาก ท่านพระธรรมทูตหนุ่มๆ รุ่นกลางๆ นี้ ก็ได้รับเสนอชื่อให้เป็นคณะทำงานประสานคณะพระธรรมทูตฯ สายยุโรป เพื่อปูทางก่อตั้งสมัชชาสงฆ์ไทยในยุโรป เป็นองค์กรถาวรต่อไป หลังจากสัมมนา - พูดคุยกัน 3 วันแล้ว ก็บรรลุถึงการตกลงกันในแนวทางปฏิบัติในหลายประเด็น ดังปรากฏในบทบันทึกช่วยจำเสนอต่อมหาวิทยาลัย กรมการศาสนา และต่อวัดต่างๆ ขอเลือกมาพูดที่นี่สัก 6-7 (จากทั้งหมด 18 ข้อ) ข้อ ดังนี้ เช่น ข้อเรียกร้องขอให้มหาวิทยาลัย จัดหาเอกสารและสื่อการสอนพระพุทธศาสนา จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานของพระธรรมทูตเพื่อรองรับพระธรรมทูต สิ้นเทอมแล้วกลับสู่ประเทศไทย และเป็นศูนย์สั่งสอน อบรมให้การศึกษาเพิ่มเติมแก่ชาวต่างประเทศ และให้ยกสถานะโครงการอบรมพระธรรมทูตสายประเทศ ให้เป็นหลักสูตร ประกาศนียบัตร อนุปริญญา และปริญญาตรี-โท มีสถาบันการศึกษารองรับเป็นวิทยาลัยพระธรรมทูต หรือ วิทยาลัยการเผยแผ่ ข้อเสนอต่อกรมการศาสนา ก็มีหลายข้อ เช่น ให้ขึ้นทะเบียนวัดในต่างประเทศ ให้มีการแต่งตั้งเจ้าอาวาสอย่างเป็นทางการ รับรองความเป็นพระสังฆาธิการด้วย และให้ปรับปรุงระเบียบการปกครองและ พ.ร.บ.สงฆ์ ให้รองรับกิจกรรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศด้วย และยังมีข้อเสนอแนะต่อพระธรรมทูตฯ และวัดในยุโรป เช่น ควรสร้างเครือข่ายเพื่อการเผยแพร่และการบริหารจัดการของวัดในยุโรป ให้พระธรรมทูตฯ ให้ประยุกต์พระธรรม และระมัดระวังการตีความพระธรรมวินัยการสัมมนาพระธรรมทูตไทยในยุโรป นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมอีก ดังนี้
ข้อนี้ ในความคิดของผู้เขียนในฐานะประธานดำเนินการโครงการจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ จัดเป็นความสำเร็จสูงสุดของการสัมมนา เมื่อได้พูดคุยซักถามพระเถรานุเถระหลายรูปก็มีความเห็นสอดคล้องกันในทำนองนี้เช่นกัน นี้เป็นรายงานเรื่องการสัมมนาและข้อสรุปการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากมาย ขณะนี้ คณะทำงานใน มจร.กำลังถอดเทปเตรียมต้นฉบับเพื่อการจัดพิมพ์เป็นเล่มหนังสือเผยแผ่ให้ได้อ่านกันอย่างจุใจกันต่อไป ผู้จัดการ |