|
เชื่อนะคะว่าหลาย ๆ คนคงจะเป็นแบบเดียวกัน ด้วยภารกิจ และเวลาที่บีบรัดให้เหลือน้อยลงทุกวี่วัน เอาก็เอาเถอะ พระท่านว่าทุกอย่างอยู่ตรงนี้ค่ะ ใจไงล่ะคะ ไม่ได้ไปวัดก็ขอให้เอาวัดเข้ามาอยู่ในใจก็ยังดี แหม!! อย่าเพิ่งคิดว่าวันนี้จะนมัสการพระคุณเจ้าองค์ไหนมาเทศน์ให้ฟังหรอกนะคะ แค่ยกมาเล่าสู่กันฟังเฉย ๆ ก็บ้านเราได้ชื่อว่าเป็นเมืองพุทธนี่คะ..จริงไหม? แต่คิดว่าคุณผู้อ่านหลายคนคงจะรู้ว่า นอกจากไทยแล้ว ประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมากอีกแห่งก็คือ ศรีลังกา ค่ะ และวันนี้ทั้ง 2 ประเทศกำลังจะสานความ สัมพันธ์อย่างยิ่งใหญ่ อันเป็นประวัติศาสตร์สำคัญ.... ในวาระครบรอบ 250 ปี การสืบต่อพระพุทธศาสนาในศรีลังกา !!! พูดมาอย่างนี้หลายคนส่ายหน้างง ไม่เข้าใจว่าอะไร... ตามดิฉันมาสิคะ เราจะย้อนกลับไปสู่อดีตกัน !! ณ สมัยแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา ครั้งบ้านเมืองรุ่งเรืองด้วยแสงธรรมแห่งพุทธศาสน์ ส่องรัศมีไปทั่วหล้า ไพร่ฟ้าหมั่นปฏิบัติธรรมเป็นเนืองนิจ แต่แผ่นดินลังกาที่เคยรุ่งเรืองด้วยแสงธรรม ในเวลานั้นศาสนากลับเริ่มเสื่อมถอย พระมหากษัตริย์อันทรงพระนามว่า พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ จึงส่งคณะราชทูตเพื่อมาขอคณะสงฆ์จากอยุธยากลับไปเผยแผ่ยังลังกา ทว่าการยังไม่ทันสำเร็จ พระเจ้าศรีวิชัยราชสิงห์ได้สิ้นพระชนม์เสียก่อน แต่กษัตริย์องค์ต่อมา พระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์ มีพระราชประสงค์เช่นเดียวกันในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา เมื่อมีการส่งราชทูตมาขอคณะสงฆ์จากสยาม ในเวลานั้นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ แห่งวัดพุทไธสวรรย์ จึงถวายพระพรทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ให้อาราธนา พระอุบาลีมหาเถระและพระอริยมุนีมหาเถระ ซึ่งจำพรรษาอยู่ที่วัดธรรมาราม ให้เดินทางไปยังลังกา เพื่อเป็นพระอุปัชฌาจารย์ประกอบพิธีอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกา ด้วยความที่ท่านทั้งสองเป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎกและวิปัสสนาธุระ เมื่อรับนิมนต์จากพระเจ้ากีรติศรีราชสิงห์เป็นที่เรียบร้อย จึงได้มี พระราชพิธีส่งพระอุบาลีมหาเถระ พร้อมคณะ ออกเดินทางจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อวันศุกร์ เดือนอ้าย ขึ้น 11 ค่ำ จุลศักราช 1114 ปีวอก จัตวาศก ตรงกับพุทธศักราช 2295 และถึงลังกาเมื่อเดือน 6 แรม 1 ค่ำ ปีระกา เบญจศก จุลศักราช 1115 เวลาบ่าย 2 โมง ตรงกับปีพุทธศักราช 2296 นี่ก็คือจุดสืบต่อพระพุทธศาสนา ณ ลังกาทวีป !! ภายในเวลา 3 ปี พระอุบาลีมหาเถระและคณะได้วางรากฐานพุทธศาสนาในลังกา อุปสมบทพระภิกษุจำนวน 700 รูป บรรพชาสามเณร 3,000 รูป พุทธศาสนาลัทธิเถรวาทสยามวงศ์จึงได้อุบัติขึ้นนับตั้งแต่นั้นมา หากนับจากพุทธศักราช 2296 ในปีหน้าพุทธศักราช 2546 ก็จะถึงวาระครบรอบ 250 ปี แห่งการสืบต่อพระพุทธศาสนาจากไทยไปยังศรีลังกาแล้ว เอาล่ะ!! กลับมาสู่โลกปัจจุบันกันเสียทีนะคะ หลังจากย้อนอดีตไปเสียนาน เพราะอย่างนี้ไงล่ะคะ รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตย ศรีลังกาเลยคิดที่จะบูรณะวัดธรรมาราม วัดที่พระอุบาลีมหาเถระเคยพำนัก เพื่อรำลึกถึงในวาระครบรอบ 250 ปี.....นั่นไงล่ะ เข้าใจแล้วใช่ไหมคะว่าการสานสัมพันธ์ครั้งใหญ่ที่ดิฉันพูดถึงในตอนแรกน่ะหมายถึงอะไร เรื่องนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์สำคัญทีเดียวเชียว เพราะ พระอุบาลีมหาเถระนั้นท่านมีอิทธิพลต่อจิตใจชาวศรีลังกามาก หากไม่มีท่านแล้ว ศาสนาพุทธในศรีลังกาคงไม่มีอยู่ตราบจนวันนี้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ เอกอัครราชทูตศรีลังกา ประจำประเทศไทย นายเฮวา มาตารา กามาเก สิริปาลา ปาลิฮัคคารา กล่าวว่า นับเป็นความยินดีของทางศรีลังกาที่จะได้สนับสนุนการบูรณะในครั้งนี้ และคาดหมายว่าจะดำเนินการให้เสร็จก่อนวันวิสาขบูชาในปีหน้า อันจะเป็นวาระครบรอบ 250 ปี "พระอุบาลีเข้ามาเผยแผ่ศาสนาพุทธที่ศรีลังกา
เมื่อปีพุทธศักราช 2296 ในปีหน้าก็จะเป็นวาระครบรอบ 250 ปี แล้วชาว ศรีลังกาทุกคนต่างเคารพบูชาในตัวท่านอย่างมาก
เพราะท่านเป็นผู้นำในการเผยแผ่ศาสนาพุทธให้กลับมายั่งยืนในประเทศศรีลังกาจนทุกวันนี้
นอกจากนี้ท่านเอกอัครราชทูตยังได้กล่าวด้วยว่า ไทยและศรีลังกานั้นมีวัฒนธรรมและศาสนาเหมือนกัน คือเป็นพุทธนิกายเป็นเถรวาท สัมพันธไมตรีทางศาสนามีความแน่นแฟ้นมายาวนาน การดำเนินการบูรณะก็จะเป็นการสานสัมพันธ์ที่ดีอีกสิ่งของทั้ง 2 ประเทศ ขณะนี้เรื่องราวต่าง ๆ ก็ดำเนินการได้เรียบร้อยแล้วระดับหนึ่ง คือมีการจัดทำร่างบันทึกความเข้าใจ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง 2 ประเทศ ลงนามในนามรัฐบาลของแต่ละประเทศไปแล้วเมื่อวันพุธที่ 22 พฤษภาคม 2545 ที่อาคารรัฐสภา ข้อสรุปคือรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกาจะสนับสนุนงบประมาณ 3,440,000 บาท เพื่อนำไปบูรณะหอพระไตรปิฎกในวงเงิน 3,200,000 บาท และหอระฆังของวัดจำนวน 240,000 บาท และสำหรับเขื่อนกั้นน้ำป้องกันตลิ่งพังทลาย ที่ต้องใช้เงินสร้าง 1 ล้านบาทนั้น ทางกรมศิลปากรจะรับผิดชอบเอง โดยจะเริ่มบูรณะในเดือนสิงหาคมปีนี้ นี่แหละค่ะ คือเรื่องราวเล่าสู่กันฟังของวันนี้... ก่อนจบคงขอพูดด้วยใจละกันค่ะว่า ขออนุโมทนาในบุญกุศลครั้งนี้ด้วยคน. เจ้าอาวาสวัดธรรมาราม พระอธิการประสาท เขมปุญโญ กล่าวว่า วัดธรรมาราม ตำบลบ้านป้อม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในปีพุทธศักราช 2112 เป็นพระอารามหลวงฝ่ายอรัญวาสี พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ทัพพม่าบางส่วนยังเคยตั้งมั่นอยู่ที่วัดธรรมาราม ภายในหอไตรมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง บันทึกเรื่องราวการอุปสมบทกุลบุตรชาวลังกาโดยพระอุบาลี มหาเถระ ปัจจุบันหอไตรและหอระฆังชำรุดทรุดโทรมมาก กรมศิลปากรกำลังออกแบบประมาณการบูรณะ ครอบคลุมโครงสร้างจิตรกรรมฝาผนังและการสร้างเขื่อนกันตลิ่งพัง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่ช้านี้. คณะสงฆ์พระอุบาลีมหาเถระ
กล่าวกันว่าในสมัยที่พระอุบาลีมหาเถระ เผยแผ่วางรากฐานศาสนาพุทธในลังกาทวีปนั้น ท่านปฏิเสธไม่รับลาภสักการะใด ๆ ทั้งสิ้นแม้แต่ตำแหน่งพระสังฆราช จากนั้นท่านได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อ พ.ศ. 2298 อัฐิธาตุของท่านถูกเก็บไว้อย่างดีที่ศรีลังกา ด้วยความซาบซึ้งใจของชาวลังกาในการมาสืบต่อพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นการให้เกียรติแก่พระอุบาลีมหาเถระ จึงมีการเรียกขานพุทธศาสนาลัทธิสยามวงศ์ อีกนามว่า "อุบาลีวงศ์" ส่วนพระอริยมุนีมหาเถระ เมื่อร่วมประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาแล้ว ก็กลับมาถึงกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 2299 จำพรรษาที่วัดธรรมารามจนมรณภาพ. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จแผ่นดินศีรีลังกาถึง
3 ครั้ง ปุณิกา ไทยพิกษ์กุล เดลินิวส์ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๕ |