13 ศาสนาทั่วโลกร่วมประชุมสุดยอดผู้นำศาสนา และจิตวิญญาณแห่งโลก
ครั้งที่ 1 เลือกประเทศไทยเป็นที่ตั้ง ‘สภาผู้นำศาสนาโลก’

ขณะที่โลกกำลังร้อนขึ้น ทั้งอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นของโลก เฉกเช่นเดียวกันกับอุณหภูมิภายในร่างกายและจิตใจของมนุษย์ การทำสงครามและการเข่นฆ่าในนามศาสนา เผ่าพันธุ์ และการแบ่งแยกมนุษยชาติยังคงดำเนินต่อไปในทุกมุมโลก

พร้อมกันนั้นสงครามแห่งกระแสนิยมวัตถุ หลงใหลความร่ำรวยมั่งคั่ง กำลังกลายเป็นความเชื่อใหม่ที่เข้ามาแทนที่ศาสนา และสร้างความขัดแย้ง แย่งชิง มารซาตานและความบาปนั้นไม่ได้มาจากนรกขุมไหน แต่มาจากจิตด้านในของมนุษย์เองที่นับวันจะห่างไกลจากศาสนา และการพัฒนาทางจิตวิญญาณ

การรวมตัวกันของผู้นำศาสนาจากทั่วโลกในครั้งนี้ จะมีบทบาทในการช่วยขจัดความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ และจะนำสันติภาพถาวรให้เกิดขึ้นในโลกสหัส-วรรษนี้ได้อย่างไร

จากการประชุมสุดยอดผู้นำทางศาสนาและจิตวิญญาณเพื่อสันติภาพของโลกในปีสหัสวรรษ เมื่อวันที่ 12-14 มิถุนายน 2545 ณ หอประชุมพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม และศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ โดยการประชุมดังกล่าวมีสมาชิกในสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก ได้เข้าร่วมประชุมเพื่อร่วมหารือและกำหนดบทบาทของสภาฯซึ่งมีผู้นำจากศาสนาต่างๆ ทั่วโลกทั้ง 13 ศาสนา คือ พุทธ,คริสต์,อิสลาม,พราหมณ์-ฮินดู, สิกข์,เต๋า,ชินโต,ยูดาย,ขงจื๊อ,เชน,บาไฮ โซโลอัสเตอร์, และศาสนาพื้นเมือง กว่า 120 คน รวมทั้งนักบวช นักวิชาการ ผู้ทรงความรู้ และผู้สนใจเข้าร่วมกว่าหนึ่งพันคน

“งานประชุมสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก ครั้งที่ 1" นับเป็นครั้งแรกในโลกและในประเทศไทย หลังจากที่ประชุมสุดยอดผู้นำศาสนาเพื่อสันติภาพโลกมีมติในการประชุมระหว่างวันที่ 28-31 สิงหาคม 2543 (ปีค.ศ. 2000) ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ ให้ก่อตั้งสภาผู้นำศาสนาแห่งโลก เพื่อให้ผู้นำศาสนามีบทบาทในการช่วยขจัดปัญหาความขัด-แย้งระหว่างประเทศ และเพื่อสร้างสันติภาพให้กับทุกประเทศทั่วโลก

สาระสำคัญของการประชุมครั้งนี้ คือ การแนะนำสภาผู้นำศาสนาแห่งโลกให้สมาชิกทราบ การยกร่างธรรมนูญของสภาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน ความปลอดภัย การขจัดความยากจน ปัญหาอาชญากรรม สงครามและยาเสพติด รวมทั้งความเสื่อมโทรมทางด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้หลักคำสอนของศาสนามาประยุกต์เพื่อช่วยแก้ปัญหาในเรื่องต่างๆ เหล่านี้ นอกจากนี้บทบาทที่สำคัญของสภา คือ การวางตนเป็นทั้งคนกลางและเป็นผู้ให้คำปรึกษาแก่องค์กรสหประชาชาติ ในกรณีที่เกิดปัญหาจากความขัดแย้งอันเนื่องมาจากศาสนา

ทางด้านพระเทพโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในฐานะประธานจัดงานในครั้งนี้ กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกในครั้งนี้ เนื่องจากมีความพร้อม ในการดำเนินงานประชุมใหญ่ๆ ทางด้านศาสนา คือ การประชุมสุดยอดผู้นำชาวพุทธ (Buddhist Summit) เมื่อปลายปีพุทธศักราช 2543 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยนั้นตั้งอยู่ในทวีปเอเชีย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดศาสนาสำคัญๆ ในโลก เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และศาสนาสิกข์

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนมาช้านาน และมีสิทธิเสรีภาพในการส่งเสริมกิจกรรมทางศาสนาของทุกศาสนา พร้อมทั้งมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกทำนุบำรุงทุกศาสนาในประเทศไทย”

• สมเด็จพระบรมฯ เสด็จเปิดงาน

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร เสด็จฯ เป็นประธานเปิดการประชุม ณ หอประชุมพุทธมณฑล ซึ่งได้มีพระดำรัสตอนหนึ่งว่า

“ศาสนาในโลกนี้แม้จะมีมากหลาย แต่ทุกศาสนาก็มีจุดมุ่งและภารกิจอันเป็นแก่นแท้อย่างเดียวกัน คือ การขัดเกลาความประพฤติและจิตใจของบุคคล ให้ถึงพร้อมด้วยคุณธรรมและจริยธรรม นอกจากนี้ ยังต่างถือว่า การแผ่เมตตาสงเคราะห์ อนุเคราะห์กัน เป็นกรณียกิจสำคัญในการจรรโลงความสงบสุขของชาวโลก ดังนั้น การที่ผู้นำศาสนาและจิตวิญญาณทั่วโลกได้มาร่วมประชุมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ในอันที่จะให้หลักธรรมทางศาสนาช่วยเสริมสร้างสันติสุขให้ปกแผ่กว้างขวางยิ่งขึ้นในโลก จึงเป็นกรณียกิจที่ทุกฝ่ายควรนิยมร่วมมือโดยพร้อมเพรียงกัน หวังว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นทางนำไปสู่การร่วมมือร่วมความเข้าใจและร่วมความคิดกันของศาสนาทั้งปวง ซึ่งจะอำนวยผลให้มนุษย์ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนา ในทุกส่วนทุกภูมิภาคของโลก ได้อยู่ร่วมกันด้วยความผาสุกสงบตลอดไป”

จากนั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ ผู้แทนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก กล่าวธรรมกถาอำนวยพร โดยมีข้อความว่า

“การประชุมนี้มีเป้าหมายสำคัญในการกำหนดบทบาทใหม่ของผู้นำศาสนา ในการสร้างสันติภาพโลกร่วมกัน จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะสำเร็จด้วยดี โดยผู้นำศาสนาทำงานร่วกันให้เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม มุ่งสันติภาพให้คนเป็นคนดี ดำรงรักษาสันติภาพไว้ได้ ปฏิบัติตาม พุทธพจน์ที่ว่า พึงเอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธตอบ พึงเอาชนะความชั่ว ด้วยความดี พึงเอาชนะคนตระหนี่ด้วยการให้ พึงเอาชนะคนพูดพล่อยด้วยคำสัตย์”

• ปาฐกกถาพิเศษ พระ-ธรรมปิฎก “กตัญญู และการให้ จะนำไปสู่สันติ”

นอกจากนั้น ได้มีปาฐกถาของพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) ผู้เคยได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพจากยูเนสโก ปี พ.ศ. 2537 ว่า

“แนวโน้มแห่งความเจริญก้าวหน้าเท่าที่เป็นมา ซึ่งได้มาถึงจุดที่มนุษย์เกิดความรู้สึกวุ่นวายเดือดร้อนใจ รู้สึกไม่มั่นคง ขาดความสงบ ทั้งภายใจจิตใจ และภายนอก ไม่ว่าในการอยู่ร่วมสังคม หรือในความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เนื่องจากความเครียดกังวล ความขัดแย้ง ความรุนแรง การเบียดเบียนในตัวคน และความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่ปรากฏทั่วไป เรียกว่าไม่มีสันติทั้งภายในและภายนอก

...การที่จะดำรงสันติภาพไว้ได้ โดยมีสันติที่ยั่งยืนนั้น จะเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่สามารถปลูกฝังสันติในตัวมนุษย์ ด้วยการให้มนุษย์มีวิถีแห่งสันติ หรือให้สันติเป็นวิถีชีวิตของเขา นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘สันติวัฒนธรรม’(culture of peace) และเรื่องนี้เป็นภารกิจที่ต้องทำกันทั่วทั้ง โลก เพื่อให้เป็นสันติของชาวโลกทั้งหมด และด้วยเหตุนี้จึงกำหนดให้ปี 2000 เป็นปีสากลแห่งสันติวัฒนธรรม ซึ่งจะแปลว่า ปีสากลเพื่อการฟูมฟักสันติ หรือปีสากลเพื่อวิถีชีวิตแห่งสันติก็ได้ สองความหมายนี้เชื่อมโยงกัน เพราะเมื่อเราปลูกฝังฟูมฟักสันติขึ้นมาสำเร็จ มนุษย์ก็จะมีวิถีชีวิตแห่งสันติ

‘การให้’ เป็นองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสันติภาพเพราะเป็นอาการแสดงออกของความรักความปรารถนาดีในจิตใจ และเป็นความสัมพันธ์เชิงสร้างสรรค์ที่เชื่อมประสานคนเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียว เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นเอกภาพ ตรงข้ามกับความขัดแย้ง

การให้ทำให้คนที่ได้รับสงบระงับจากความเดือดร้อนพลุ่งพล่านกระวนกระวาย เนื่องจากความหิวโหยขาดแคลนเป็นต้น ตลอดจนการที่จะต้องแย่งชิงทำร้ายกันที่จะสืบเนื่องต่อไป จึงทำให้เกิดสันติภายนอก

การให้เป็นการสนองความต้องการ ทำให้เกิดความพึงพอใจ หายขุ่นข้องหมองมัว ระงับความชิงชังขัดใจ ทำให้เกิดสันติภายใน

...ความกตัญญูเป็นคุณธรรมเก่าแก่ที่โดดเด่นของวัฒนธรรมตะวันออก ดังที่ปรากฎชัดในวัฒนธรรมไทย ชาวพุทธทั้งหลายอาจรู้สึกสะดุดและแปลกใจว่า ขณะที่คุณธรรมข้อนี้กำลังเลือนลางลง พร้อมกับคนไทยที่ห่างเหินจากวัฒนธรรมของตน องค์กรโลก คือสหประชาชาติกลับยกขึ้นมาเชิดชู เท่ากับเป็นการเตือนเราให้หันมาทบทวนชีวิตกันใหม่

เมื่อมีจิตสำนึกแห่งความกตัญญู ที่หยั่งเห็นคุณค่าของผู้อื่นสิ่งอื่น คนจะไม่มองแบบแบ่งแยกและแก่งแย่ง

ถึงเวลาที่มนุษย์จะต้องเปลี่ยนใหม่ โดยหันมาเอาชนะธรรมชาติภายในของตนเอง คือ ตัณหา มานะ และทิฎฐิ รวมทั้งให้ความยอมรับกันและกัน ซึ่งเป็นวิถีแห่งสันติ อันจะทำให้โลกนี้สามารถดำรงอยู่ในสันติภาพได้อย่างยั่งยืน”

• สร้างสันติภาพผ่านศาสนา

นายบาวา เซน เลขาธิการ ประชุม สุดยอดเพื่อสันติภาพโลก องค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า สภาผู้นำศาสนาจะต้องร่วมมือกับสหประชาชาติในการสร้างสันติภาพซึ่งเป็นภารกิจของทุกศาสนา เพื่อสร้างโลกที่มีสันติภาพสำหรับเด็กและเยาวชน โดยไม่ให้มีเขตแดน หรือความเชื่อในลัทธิศาสนาใดๆ มาขวางกั้น

“เรามีพันธกรณีว่า เราจะเห็นโลกเป็นเช่นไรในความท้าทายของโลกทุกวันนี้ ดังนั้น การมาประชุมของผู้นำศาสนา ครั้งนี้ นับเป็นนิมิตรหมายที่ดี เพราะศาสนาไม่มีพรมแดน ไม่อยู่ใต้อาณัติใดๆ บุคคลากรของศาสนาจะสามารถพูดกับผู้คนได้มาก ทุกคนสามารถจะสร้างสันติภาพได้โดยผ่านศาสนา”

พระเทพโสภณ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำศาสนา เราคงปล่อยให้ศาสนาถูกอ้างไปสร้างสงครามไม่ได้ ศาสนาทุกศาสนามุ่งสร้างสันติภาพทั้งภายในจิตใจและในโลก การที่เราไม่คัดค้านการอ้างศาสนามาสร้างความรุนแรงก็เหมือนกับเราสนับสนุนความรุนแรงนั้นด้วย จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้นำศาสนาจะทำอะไรร่วมกันเพื่อยุติความขัดแย้งอันเนื่องมาจากศาสนา หนึ่งในวิธีนั้นก็คือการก่อตั้งสภาผู้นำศาสนาแห่งโลกเพื่อระดมความคิดร่วมกันจากผู้นำศาสนา เพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งและให้คำแนะนำแก่สหประชาชาติ

“หมดเวลาแล้วที่ศาสนาจะมองศาสนาอื่นเป็นคู่แข่งแล้วต่อสู้แย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือศาสนาอื่น คู่แข่งของศาสนาไม่ใช่ศาสนาอื่น คู่แข่งสำคัญของศาสนาคือ วัตถุนิยมและบริโภคนิยม ซึ่งชักนำจิตใจของคนให้ออกห่างศาสนาและในที่สุดก็เลิกนับถือศาสนาใดๆ แสวงหาแต่เงินตราและอำนาจ การแสวงหาแต่เงินตราและอำนาจโดยไม่มีจริยธรรมทางศาสนากำกับ เป็นรากเหง้าแห่งความขัดแย้งในโลกปัจจุบัน”

ด้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว. ศึกษาธิการ กล่าวว่า สถานการณ์ของโลกปัจจุบันนั้น ความขัดแย้ง ความยากจน และการทำลายสิ่งแวดล้อมยังมีอยู่ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งจากอุดมการณ์ทางศาสนาที่แตกต่างกัน และการทำสงครามโดยอ้างศาสนา ซึ่งนักการเมืองยังไม่สามารถยุติความขัดแย้งดังกล่าวได้อย่างสิ้นเชิง ตนจึงหวังว่าผู้นำศาสนาจะสามารถเสนอแนวทางใหม่ๆ เพื่อบรรเทาปัญหา และทำให้เกิดสันติภาพในโลก

“ในฐานะที่ผมเป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง ระลึกถึงพุทธพจน์เกี่ยวกับสันติภาพบทหนึ่งว่าไม่มีสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบ ผมคิดว่า เป้าหมายของทุกศาสนาคือ ต้องการขจัดทุกข์ สร้างความสุขให้เกิดขึ้น สันติภาพที่แท้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มต้นจากการที่ทุกคนมีความสงบภายในตนเองก่อน และความสงบนั้นจะแผ่ไปถึงผู้อื่นภายนอกได้”

• ทลายกำแพงความเชื่อ ศาสนาและลัทธิ

สำหรับการเปิดการประชุมในวันแรก มีการเชิญผู้นำจากศาสนาต่างๆ ขึ้นมาสวดมนต์เพื่อสันติภาพของโลกตามแบบของศาสนาตนเอง และได้มีการแสดงทรรศนะต่อการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก

พระอาจารย์เชน เยง ผู้ก่อตั้ง Dhamma Drum Mountain Buddhist Association กล่าวว่า ศาสนามีภารกิจในการช่วยเหลือมนุษย์จากปัญหาสำคัญของโลก ได้แก่ ปัญหาความขัดแย้งจากความแตกต่างของเชื้อชาติ นอกจากนี้ยังมีปัญหาความยากจนทั้งทางวัตถุและจิตใจ จึงต้องเปลี่ยนความโลภเป็นการให้ ส่วนปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบนิเวศน์ที่กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว สำหรับปัญหาการก่อการร้ายหากทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขอย่างจริงจังสันติภาพก็จะเกิดขึ้นได้

ทางด้านเลขาธิการสภาอิสลามนานา ชาติ นายคาเมล อัล-ชารีพ แสดงทรรศนะ ว่า มนุษย์ทั้งปวงมีกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ซึ่งในพระคัมภีร์ทางศาสนาก็ได้กล่าวว่า ศาสนาต่างๆ ไม่มีความแตกแยกกัน และไม่ให้ใช้ศาสนาเป็นข้ออ้างในการรุกรานผู้อื่น ดังนั้น ผู้นำศาสนาจึงต้องแสดงบทบาทในการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันและนำความสงบสุขมาสู่ประชาชนของทุกศาสนา

• ศัตรูของมนุษย์ไม่ใช่ศาสนา

ท่านอาร์ค บิชอบ วินเซนต์ คอนเซชา ตัวแทนคริตศาสนาจาก นิวเดลลี ประเทศอินเดีย กล่าวว่า ผู้นำศาสนามีหน้าที่ร่วมกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก คือการยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน ดังนั้นหากมนุษย์มองผู้อื่นเป็นเหมือนพี่น้องแล้ว ความมืดก็จะหมดไป และเกิดแสงสว่างภายในใจ ทั้งนี้หน้าที่ของผู้นำศาสนาต้องมองให้ออกว่า ศัตรูที่แท้จริงของมนุษย์ไม่ใช่ศาสนาอื่นใด แต่ศัตรูของมนุษย์เองก็คือ ความหิว ความยากจน ความไม่เสมอภาค ความไม่รู้หนังสือ ความโลภ ความไม่ซื่อสัตย์และการย่ำยีกัน ซึ่งหากเข้าใจจุดนี้แล้วก็จะทำให้เกิดความสงบและสันติภาพได้

• วิสัยทัศน์ของผู้นำศาสนา สู่วิสัยทัศน์โลก

สำหรับในวันที่ 13- 14 มิถุนายน การประชุมมีขึ้นที่ห้องประชุมขององค์การสหประชาชาติ ปาฐกกถานำโดย นาย คิม ฮัก ชู เลขาธิการบริหารเอสแคป องค์การสหประชาชาติ

นายคิมฮัก ชู กล่าวว่า ไม่ว่าท่านจะนับถือศาสนาใด แสดงว่าท่านมีภารกิจที่ได้รับมอบหมายในการพัฒนามนุษยชาติ แม้ว่าจะมีความคิดที่ต่างกันในแต่ละศาสนา แต่ในหัวใจของทุกศาสนาแล้วไม่ต่างกัน นั่นคือมีความเมตตากรุณา

ท่าน ดร. สุคุนยาริ กูโบ ประธานการจาริกทางจิตวิญญาณขององค์กรเรียวยูไก สากล กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า มนุษย์สามารถดำเนินการต่อกันได้ทั้งผิดและถูก ดังนั้นเราจะต้องหาวิธีการที่มีประสิทธิผล เพื่อปลูกฝังความเป็นมนุษย์ ศาสนาพุทธแตกต่างจากศาสนาอื่น เพราะคิดถึงเรื่องมนุษย์กับมนุษย์ เช่น มนุษย์จะเข้าใจกันได้อย่างไร ศาสนาพุทธยอมรับในความแตกต่างระหว่างกันของมนุษย์ ดังนั้นศาสนาพุทธจึงเป็นคำตอบอย่างดีของโลกปัจจุบัน

“ในฐานะของผู้นำศาสนา เราจำเป็นต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลงสิ่งเลวร้ายให้กลายเป็นดี ถ้าเราช่วยกระทำในสิ่งนี้ เราจะต้องเห็นหนทางในการแก้ปัญหามนุษย์ ที่ไม่เพียงแต่นำไปสู่สันติภาพของโลกเท่านั้น ขอให้ตระหนักว่า สภาผู้นำศาสนาโลกได้ช่วยกันสร้างสันติภาพ ไม่ว่าจะมีการประชุมที่ใดก็ตาม”

สวามี ธฌานนันทะ สุรัสวตี จาก ปรมนารถ นิเกตัน ศาสนาฮินดู ประเทศอินเดียแสดงสัมโมทนียกถาว่า เรามีความหวังสำหรับความหวังใหม่ เราจะนั่งรอสันติภาพไม่ได้แล้ว แต่เราจะต้องร่วมสร้างกันขึ้นมา วันนี้ เราต้องมาเดินร่วมกัน จับมือกัน พูดกันด้วยความสามัคคี มาทำงานงานร่วมกัน เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน โดยใช้ความสามารถของแต่ละคนและทุกคน แต่ถ้าเราคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น สันติภาพก็จะไม่เกิด เราจะต้องไม่มีอีโก้ว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เราต้องทำตัวเองให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาล เรายังมีมลพิษอยู่ภายใน ซึ่งเราต้องขจัดออกไป

พระอาจารย์เชน เยง กล่าวว่า เราต้องมาดูกันว่า บทบาททางศาสนาจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อขจัดความขัดแย้งในสังคม การประชุมครั้งนี้คงไม่ได้พูดถึงความแตกต่างทางศาสนา แต่จะพูดถึงว่า เราจะประสานงานกันอย่างไร ที่จะทำให้โลกเกิดสันติสุข ศาสนาเป็นความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ ที่จะช่วยสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในโลก

“โลกยังเผชิญภาวะร้ายแรง ทั้ง ระดับครอบครัว ประเทศชาติ หากเราไม่สามารถหามาตรการมายับยั้งได้แล้ว วิกฤตก็จะเกิดขึ้น มนุษยชนเป็นครอบ- ครัวใหญ่ ทุกคนเป็นพี่น้องกัน เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องสอนพี่น้อง ให้รักกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข”

• สื่อ ศาสนา กับการเข้าใจในสังคม

นอกจากนี้มีการอภิปรายโดยเจ้า-หน้าที่องค์การสหประชาชาติ โดย นาย ดูโด เดียเน อดีตผู้อำนวยการการเจรจาทางวัฒนธรรมนานาชาติ แห่งยูเนสโก กล่าวว่า ความแตกแยกที่เกิดขึ้นในโลกเป็นเพราะความไม่รู้ เป็นเพราะความเข้าใจผิด ดังนั้น วิธีการทางศาสนาก็คือ เพื่อให้คนมาเข้าใจร่วมกัน วิธีการสอนศาสนาก็เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อให้เด็กของเรามีความรู้ที่หลากหลายข้ามวัฒนธรรมกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน

นายราวี ชอร์นี หัวหน้าโครงการวิจัยและพัฒนาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ องค์การเอสเคป กล่าวว่า เราจะลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลกได้อย่างไร ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม อาชญากรรมข้ามชาติ การค้ายาเสพติด ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม เราจะต้องมีการพูดจากันในประชาสังคม โดยเฉพาะผู้นำศาสนามีส่วนสำคัญ เพราะสิ่งสำคัญของผู้คนก็คือความเชื่อความศรัทธาที่อยู่ภายในใจของแต่ละคน

• ผู้นำศาสนาสามารถนำความคิดด้านบวกมาสู่ผู้คนได้

“เรามีความทุกข์ ความละโมบ ความชั่วร้าย มากมาย หากเราไม่กำจัดออกไป ก็จะเป็นการยากที่จะแก้ปัญหา ผู้นำศาสนาจะนำความคิดความเชื่อไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร นี่คือคำถามที่ต้องช่วยกันหาคำตอบ มหาตมคานธีบอกว่า โลกนี้เพียงพอสำหรับคนที่เพียงพอ แต่ไม่พอสำหรับตัณหาของคนเพียงหยิบมือเดียว ดังนั้น เราจำเป็นต้องเอาความเชื่อที่อยู่ในใจของผู้คนมาช่วยแก้ปัญหาของโลก คือต้องนำมาสู่การปฏิบัติจริง ไม่ใช่เพียงแค่เชื่ออย่างเดียว”

ส่วนการร่วมอภิปรายกันในหัวข้อศาสนาและสื่อสารมวลชน นาย ลารี่ เจเกน ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าวบีบีซี กล่าวว่า เรากำลังเจอสังคมของผู้ก่อการร้าย ความเกลียดชัง เราจะต้องไม่ให้เกิดช่องว่างในอนาคต เราจำเป็นต้องใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขร่วมกัน สังคมเปลี่ยนแปลงไป เราต้องเรียนรู้ที่จะสอนลูกหลานเราว่า คนในโลกเป็นครอบครัวเดียวกัน และศาสนาเป็นเครื่องมือที่จะสอนให้เกิดสิ่งเหล่านี้ หากผู้นำทางการเมืองและผู้นำทางศาสนาทำสิ่งที่ไม่ถูก ต้อง เราต้องช่วยกันเตือน แต่ต้องระมัดระวังว่าจะไม่เกิดผลกระทบอันใหญ่หลวงตามมา

ทางด้าน นายอิมเตียซ มุคบิล นักเขียน คอลัมนิสต์เกี่ยวกับการศาสนา หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ให้ทรรศนะว่า ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นั้น ข่าวร้าย มักอยู่หน้าหนึ่งเสมอ ส่วนข่าวดีๆ นั้นก็มักจะไปซ่อนไว้ในหน้าหลังๆ ขณะที่ศาสนากำลังสอนเรื่องละเว้นในกาม สื่อก็โปร-โมตไปในเรื่องของเซ็กซ์ ศาสนาสอนในเรื่องการละเว้นของมึนเมา แต่ที่เราเห็นตามสื่อทุกวันก็คือการโฆษณาเกี่ยวกับของมึนเมา ศาสนาพูดถึงการลดละตัวตน และการยึดติด แต่สื่อก็พยายามโปรโมต หรือพูดถึงเรื่องราวของลาภยศชื่อเสียง ความสำเร็จ และความร่ำรวย

• ตั้งไทยเป็นสภาผู้นำศาสนาโลก

ภายหลังการประชุมในวันสุดท้าย พระเทพโสภณให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมถึงกรณีที่ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นที่ตั้งสภาผู้นำศาสนาโลกว่า ประเทศไทยมีทางที่จะทำได้มาก เพราะสมเด็จพระ-พุฒาจารย์ วัดสระเกศ ซึ่งท่านรักษาการประธานมหาเถรสมาคม ท่านได้กรุณามาก เมื่อทางคณะกรรมการจัดงานอาราธนาท่านเป็นCo-Share(ประธานร่วม) หมายความว่า เรามีประธานมาจาก 5 ศาสนาหลัก และศาสนาพื้นเมืองอีก ศาสนาละ 2 ท่าน ทางพุทธศาสนา Co-Share ก็คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ฝ่ายเถรวาท อาจจะมีฝ่ายมหายานสักรูปหนึ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าคือใคร แต่อย่างน้อยที่สุด Co-Share ทั้ง 12 ท่านจะเวียนกัน วาระละ 1 ปี เป็นประธานใหญ่ตามลำดับ ท่านทั้ง 12 คนนี่แหละที่จะมีอิทธิพลการตัดสินกิจกรรมอะไรต่างๆทั้งหลายของสภาพุทธศาสนาแห่งโลก

“สำหรับสถานที่ตั้งในเอเชีย เขา มองที่กรุงเทพฯ เพราะ Regional headquater ของเอเชียแปซิฟิคนั้นอยู่ที่นี่ ตาม Charter(กฎบัตร) นั้นเขาจะเอาตามที่ตั้งของสหประชาชาติ ในเอเชีย แปซิฟิคเขาก็ต้องมองที่กรุงเทพฯอยู่แล้ว ว่าประเทศไทยพร้อมเมื่อไหร่ก็คงดำเนินการ แต่ว่าตอนนี้ต้องใช้เวลาหน่อย เพราะเพิ่งทำงานนี้ ต้องดูให้ World Council ตัวแม่เป็นรูปเป็นร่างก่อน Co-Share ประธานร่วมของทุกศาสนา ต้องมีให้ครบ

ในฐานะที่เราเป็นเจ้าภาพ เราต้องดูแลให้ทุกฝ่ายเข้ามาประชุมให้ได้ ตั้งcouncil(สภา) มีcharter นั่นคือวัตถุ- ประสงค์ของการประชุมครั้งนี้ หลังจากที่เราประสบความสำเร็จในการตั้งcouncil แล้ว เขาจะไปมี policy(นโยบาย) อย่างไร guideline(แนวทาง) อย่างไร ก็เป็นเรื่อง อิสรภาพของกรรมการสภา”

ส่วนในเรื่องของกรรมการสภานั้น พระเทพโสภณ อธิบายว่า ขั้นตอนนั้นเพิ่งแค่เริ่มต้น มีแค่ไปเชิญเป็นส่วนตัว เขาเรียกว่ามีคณะกรรมการบริหารหลักอยู่ในตอนนี้ เช่น Chief Rabbi ของอิสราเอล ก็คือผู้นำศาสนาใหญ่ที่สุดของอิสราเอล ท่านรับเป็นประธาน Co-Share 1 ท่านแล้ว มีผู้นำศาสนาของอิสลาม เข้าใจว่าเป็นของอิหร่าน อีก 1 ท่านเป็นCo-Share ศาสนาฮินดู ใหญ่ที่สุดในอินเดีย รับเป็นCo-Share แล้วก็ของศาสนาพุทธ คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ คือตอนนี้มี อยู่ 4 ท่าน ยังเหลืออยู่อีก คงต้องค่อยๆ ไป แล้วเอา Charter ไปให้ดู ซึ่งแต่ท่านจะต้องดูว่ามีใครเป็o Co- Shareบ้าง ถ้าท่านไม่พอใจท่านก็ไม่รับ ไม่ร่วม มันมีเรื่องละเอียดอ่อนหลายอย่าง ต้องค่อยๆทำ”

มีการตั้งข้อสังเกตว่าไม่มีการเชิญผู้นำของทางฝ่ายพุทธมหายาน ฝ่ายทิเบตมาร่วมนั้น ทางพระเทพโสภณชี้แจงว่า การเชิญเข้ามาสายมหายาน สายธิเบต ความจริงเราเชิญบุคคลเข้ามาโดยไม่ได้อ้างถึงประเทศ แม้กระทั่งไต้หวันก็มา ใครก็มา แต่เราไม่ได้อ้างในรายละเอียด ว่ามาจากประเทศนั้นประเทศนี้

“เราไม่ได้มุ่งประเทศ แต่เรามุ่งศาสนา เพราะฉะนั้นในโอกาสต่อไปเมื่อมันมั่นคงแล้ว ให้สภามันเกิดแล้ว มันสามารถที่จะเป็นไปได้ มันอยู่ที่ co-shareทั้งหลายที่จะแนะนำ มันมีpolicy แต่ไม่ใช่มามีเรื่องขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ จนกระทั่งวงแตกก่อนตั้ง council” พระเทพโสภณกล่าว

• ประเทศไทยได้อะไรจากการจัดงานครั้งนี้

พระเทพโสภณชี้ว่า ผลที่ได้จากการจัดงานครั้งนี้ มองทางแง่รูปธรรมคือ เราได้charter ที่จะทำให้เกิดการตั้งองค์กรร่วมกัน เราได้ผู้นำ อย่างเช่น ประธานร่วม แล้วในเรื่องความสัมพันธ์กับสห- ประชาชาติชัดเจนมากขึ้น เมื่อท่านเลขาธิการประชุมสุดยอดเพื่อสันติภาพโลก ท่านมาร่วมงาน มาเปิดงาน และรับcharter ไปพิจารณา อันนี้คือสิ่งที่เป็นความก้าวหน้า

ในส่วนที่ประเทศไทยได้ คือตรงนี้เริ่มจากการที่เขาเลือกประเทศไทยเลย หลายๆคนพูดตรงกันว่า ขณะนี้ในสภาพบรรยากาศของโลกที่มีความตึงเครียดเพราะศาสนา ประเทศอื่นจัด ศาสนาโน้นศาสนานี้ก็จะไม่ไป ไปจัดในอเมริกา บางศาสนาก็จะไม่ไป หาประเทศที่ทุกศาสนาจะมาร่วมกันได้ในโลกตอนนี้ยาก แล้วในเอเชียนี่ก็ประเทศไทย เพราะฉะนั้นประเทศไทยได้เครดิตตรงนี้

“ตรงที่ว่าเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกก่อนที่จะมาด้วยซ้ำไปว่า เป็นที่ที่ศาสนาต่างๆอยู่กันอย่างกลมกลืน มีสันติภาพ เป็นต้นแบบในการสัมมนา แล้วเราก็เห็นอย่างนั้นจริงๆ ว่าทุกศาสนาในโลกมาหมด แม้แต่ในประเทศไทย ผู้นำศาสนาพุทธ ผู้นำศาสนาอิสลาม ผู้นำศาสนาคริสต์ ซึ่งเราจะไม่เห็นท่านไปพูดที่พุทธมณฑล อันนี้ก็เป็นการบอกให้โลกรู้ว่า นี่คือความสงบสุขของประเทศ ที่มีพุทธศาสนากล่อมเกลาจิตใจคนไทย เขาก็ได้ภาพว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งสันติ ที่ใจกว้างและยอมรับทุกศาสนา มันก็เป็นการบอกให้รู้ว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะเป็นผู้นำต่อไป

ประเทศไทยพร้อมที่จะให้อารยธรรม แห่งพุทธศาสนาแพร่หลาย ไม่ว่าในแง่ของผู้นำcouncil เป็นผู้นำในแง่ของคำสอน ก็คือภูมิปัญญาแบบพุทธ เพราะไปที่ไหนแล้วไม่มีความขัดแย้ง เป็นความรัก ความสงบสุข คือแม้แต่รัฐบาลก็ได้เครดิต ตรงนี้ด้วย”

อำนาจ บัวศิริ ผอ.พุทธมณฑล แสดงทรรศนะว่า สิ่งที่ชาวพุทธได้จากการงานครั้งนี้คือ ทำให้เรากว้างขึ้น ไม่มองอะไรแคบๆ เพราะปกติเราชาวพุทธนั้น มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือ ยึดติดพิธีกรรม และยึดติดครูบาอาจารย์ ดังนั้นก็จะคิดว่าของตัวเองนั้นดี แล้วของตัวเองนั้นวิเศษสุดแล้วความจริงมันยังมีความเชื่ออะไรอีกหลายหลากมากมาย ถ้าไม่เปิดใจให้กว้าง จะคุยในภาพรวมไม่ได้ จะมีการแบ่งแยกนิกาย แบ่งแยกกลุ่ม ว่าของฉันดี

“เวลาเรามองพิธีกรรมอื่น เราว่ามันแปลกๆไม่น่าศรัทธา เพราะเราเคยศรัทธา แต่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นการเปิดใจให้กว้าง แล้วมองให้เห็นว่าความหลากหลายของความเชื่อนั้นทุกหมู่ทุกเหล่ามี ตัวนี้คือการสร้างสันติภาพโดยแท้จริง ไม่แบ่งกลุ่ม แบ่งหมู่ ยอมรับซึ่งกันและกัน นี่คือความ สำคัญของศาสนาและของโลกมนุษย์

ชาวพุทธจะได้เห็นว่า ยังมีศาสนาอื่นอีก เช่น แต่ก่อนเราเคยตั้งข้อสังเกตว่าพระมหายานบางนิกายทำไมมีภรรยาได้ อย่างพระญี่ปุ่นทำไมมีภรรยาได้ เราไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์ว่า เขาถูกบีบอย่างไร เขาจึงต้องมีภรรยา ไม่ใช่เพราะความต้องการสืบเผ่าพันธ์ แต่เพราะอำนาจทางการปกครองต่างหากที่มาดิสเครดิตเขา ไม่ให้นับถือเขามากกว่า โชกุน อะไรอย่างนี้ มันก็เลยกลายเป็นวัฒนธรรมสืบมา แต่พอไปดูวิถีปฏิบัติเขาก็น่าเลื่อมใส หรืออย่างพระเส้าหลินทำไมต่อสู้ แต่ก่อนเขาเรียนพื้นฐานฝึกกำลัภายใน เพื่อทำให้ลมปราณอบอุ่น แต่พอประชาชนถูกรุกรานมากๆ พระก็จำเป็นต้องเข้ามาช่วย นี่คือให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริง ตรงนี้ทำให้เราเปิดใจกว้าง ทำให้เราอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ไม่ดูถูกว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องดูว่าแล้วเราล่ะเป็นอย่างไร วิถีปฏิบัติของเขาเป็นอย่างนั้น เราจะไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำได้ก็คือ ไม่เบียดเบียนกัน นี่คือการแสดงความยอมรับซึ่งกันและกัน ให้เขาขึ้นไปพูด แสดงความคิดเห็น แสดงพฤติกรรมของเขา เขาก็ดูว่าเราทำอย่างไร วิถีใครวิถีท่าน แล้วก็อยู่กันด้วยความสันติ

ภาพนี้จะทำให้ทุกคนได้หยุดคิด ย้อนกลับมาดูที่ประเทศเรา พระเราก็แบ่งนิกาย ก็ไม่ต้องถือเป็นเหตุ เพราะมันเกิดขึ้นมาตามวาระ แต่ถือว่าจุดรวมนั้นเราจะมาร่วมกันสร้างสันติภาพได้ไหม ยอมรับกันได้ไหม แล้วประการสำคัญถ้าเรามองภาพรวมเป็นสากล ข้อขัดแย้งภายในเล็กๆจะหมดไป จะมองผลเป็นเรื่องใหญ่ เราเอาสันติภาพเป็นหลัก ถ้าไม่มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เราใช้ความเชื่อทางศาสนาด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างนี้ ผมว่าไปกันได้ เพราะว่าศาสนาหรือความเชื่อนั้นมันมีอิทธิพลต่อคนกลุ่ม ใหญ่ ถ้าผู้นำศาสนาแต่ละคนสามารถชักนำให้ผู้คนหันมายอมรับซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกัน สันติภาพเกิดแน่นอน”

• ทำไมมีแต่ผู้นำศาสนาในเอเชียเท่านั้น

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า การประชุมสุดยอดของผู้นำศาสนาครั้งนี้จะเรียกว่า ผู้นำสุดยอดศาสนาโลกได้หรือไม่ เพราะมีแต่เพียงตัวแทนของประเทศในแถบเอเชียเท่านั้นที่ให้การเข้าร่วม

อำนาจ บัวศิริ ผอ.พุทธมณฑล แสดงความเห็นว่า การที่ผู้นำมาจากแถบเอเชียทั้งหมดนั้น ในความคิดผมว่า เราต้องเริ่มจากจุดนี้ก่อน อยู่ดีๆ ในฐานะที่เป็นครั้งแรก เราจะไปsetมาทั้งหมดคงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างความเชื่อของกลุ่มยุโรปอย่างหนึ่ง กลุ่มอเมริกันอย่างหนึ่ง กลุ่มเอเชีย ก็อย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราก็จำต้องรวมกันในกลุ่มเอเชียก่อน เหมือนกับกลุ่มทางธุรกิจ ผมคิดว่าจากจุดนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ต่อไปถ้าในเอเชียเข้มแข็ง แล้วก็ไม่ใช้เชื้อชาติ ไม่ใช้ระบบการเมืองเศรษฐกิจ เข้ามาเกี่ยวข้อง ใช้ระบบความเชื่อทางศาสนา คริสต์ในจีนมี คริสต์ในอินเดียมี คริสต์ในญี่ปุ่นมี ก็สามารถที่จะเชื่อมกับคริสต์ในยุโรป เพราะรากฐานมันมาจากตรงนั้น ต่อไปเขาอาจจะเห็นว่ามันดีนะ แล้วรายงานไปที่วาติกัน รายงานไปที่ยุโรป เพราะฉะนั้นเราก็อย่ามัวแตกแยกกัน

“ที่ต้องจัดตอนนี้เพราะกลัวว่า เดี๋ยวไปคุยเรื่องสันติภาพที่นิวยอร์กกันอีกทีในปลายปีนี้ ก็จะไม่มีความคืบหน้าเลย แน่นอนการเริ่มครั้งแรกมีปัญหาอุปสรรค ก็จะทำให้เราระมัดระวังดียิ่งขึ้น ก็เป็นประสบการณ์การจัดในระดับนานาชาติ ผมว่าถึงเวลาที่ทางรัฐบาลเองก็น่าจะหันมามองว่า ประเทศไทยนั้น การพลิกฟื้นทางเศรษฐกิจก็ดี การต่อสู้กับต่างประเทศในเรื่องของไอที ในเรื่องของเศรษฐกิจ อะไรพวกนี้ ผมว่าเราวิ่งกระโดดไม่ทันเขาหรอก ในความคิดเห็นผมนะ เพราะเราเป็นรองเขามาก ตามเขาไม่ทัน แต่สิ่งหนึ่งที่เราสามารถเป็นผู้นำได้ก็คือจิตวิญญาณ แล้วเรื่องเหล่านี้ ทุกประเทศทุกทวีปยังขาด ดังนั้นถ้าเราสามารถใส่ตรงนี้ไปได้ ทางตะวันออกสามารถเป็นผู้นำตรงนี้ได้ ผมว่าน่าจะเริ่มได้” ผอ.พุทธมณฑลสรุป

ส่วน Ven.S Pemarathana จากประเทศศรีลังกา ศึกษาปริญญาโทอยู่ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งมาร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ ได้ให้ความเห็นว่า การประชุมครั้งนี้ยังมิอาจเรียกว่าการประชุมผู้นำศาสนาโลกได้ เพราะยังขาดตัวแทน และผู้นำศาสนาใหญ่อีกหลายศาสนาที่ไม่ได้มาเข้าร่วม โดยเฉพาะบางศาสนาซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องสันติภาพของโลก แต่การเข้าร่วมครั้งนี้ก็ทำให้ได้เห็นมุมมองและแนวคิดของศาสนาอื่นๆ และทำให้เข้าใจศาสนาอื่นๆ มากขึ้น

• ความฝันร่วมกันในการสร้างสันติภาพโลก

พระเทพโสภณ กล่าวว่า นี่เป็นความฝันอันสูงส่ง ซึ่งถ้าเราทำสำเร็จก็เท่ากับเนรมิตโลกใหม่ขึ้นมาเป็นสวรรค์บนดิน ใครจะรู้ว่าการก่อตั้งสภาผุู้นำศาสนาโลก อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกก็ได้ นี่เป็นความฝันของเรา

“อย่างไรก็ตาม ก็ไม่ควรฝันเฟื่องจนมองข้ามความเป็นจริงที่ว่า ความสำเร็จของสภาผู้นำศาสนาแห่งโลกขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกอีกด้วย เราต้องไม่ลืมว่าบทบาทของสภาผู้นำศาสนาแห่งโลกเป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษาแก่องค์การสหประชาชาติ ซึ่งผู้รับคำปรึกษาอาจจะทำหรือไม่ทำตามคำแนะนำของสภาก็ได้ แต่กระนั้น เราเชื่อว่าความร่วมมือระหว่างผู้นำศาสนากับองค์การสห- ประชาชาติจะเป็นไปด้วยดี เพราะเป้า-หมายของศาสนากับของสหประชาชาติก็เป็นเรื่องเดียวกันคือสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก

วิธีทำให้สหประชาชาติเชื่อถือคำแนะนำของเราคือ ทำให้ดูเป็นแบบอย่าง ดังภาษิตที่ว่า การกระทำสำคัญกว่าคำพูด ศาสดาผู้ก่อตั้งศาสนาประสบความสำเร็จในการนำคนเข้าสู่ศาสนาของท่าน เพราะบุคลิกภาพและการประพฤติปฏิบัติตนของท่าน ไม่ใช่ด้วยคำพูดเพียงอย่างเดียว ในทำนองเดียวกันถ้าผู้นำศาสนาบอกให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ท่านผู้นำศาสนาเหล่านั้น ต้องแสดงให้โลกเห็นว่าท่านสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติด้วย”

พระเทพโสภณกล่าวต่อว่า สภาผู้นำศาสนาแห่งโลกจะเป็นเวทีสำหรับสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างศาสนา ผู้นำศาสนามีเวทีพบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีความเคารพซึ่งกันและกัน มีเอกภาพในความหลากหลาย กิจกรรมของการตั้งสภาผู้นำศาสนาแห่งโลกจะไม่เข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในของศาสนา

“ดังนั้นสภาผู้นำศาสนาแห่งโลกจึงไม่เพียงแต่จะช่วยให้โลกมีสันติภาพแต่ยังช่วยให้ศาสนาเองอยู่รอด เพราะสหประ ชาชาติและชาวโลกยังเห็นคุณค่าของศาสนา และหวังว่าผู้นำศาสนาทั้งหลายจะสามารถรวมกันทำงานในสภาศาสนาแห่งโลก เพื่อสันติภาพถาวรของโลกและเพื่อประกาศคุณค่าศาสนาต่อชาวโลก”

ผู้จัดการ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๔๕