|
ศึกสองศาสนาในอินเดีย... ยกนี้ไม่ใช่ยกสุดท้าย
ความสงบกลับคืนสู่รัฐคุชราตพร้อมกับที่ทหารเข้าไปดูแลสถานการณ์ และรัฐบาลกำลังทบทวนภาวะเคอร์ฟิวที่ประกาศใช้ในหลายเขตของเมืองอาห์เมดาบัด รวมถึงเมืองอื่นๆ ในรัฐคุชราต เหตุจลาจลที่ลุกลามไปทั่วรัฐคุชราตเริ่มขึ้นเช้าวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ เมื่อชาวฮินดูหัวรุนแรงหลายร้อยคนพยายามบุกเข้ารื้อทำลายมัสยิดของชาวมุสลิม โดยใช้ก้อนหิน ก้อนอิฐ ตลอดจนขวดขว้างปาเข้าใส่มัสยิด เพื่อแก้แค้นที่ชาวมุสลิมยกพวกเข้าโจมตีและจุดไฟเผารถไฟขบวนหนึ่งในรัฐคุชราต เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 58 คน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นเด็กและสตรีถึง 40 คน นาทีชีวิต นีละขันธ์ ภาเตีย เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีขบวนรถไฟ เขาเล่าให้ฟังว่ารถไฟหยุดลงที่สถานีโกธรา เพราะมีคนไปดึงสายโซ่ให้รถหยุด จากนั้นก็มีคนเริ่มขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ขบวนรถประมาณ 30-45 นาที ก่อนจะจุดไฟเผาตู้รถไฟ ซึ่งนีละขันธ์ไม่ทราบว่าทำได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่สามารถเล็ดลอดหนีออกมาได้โดยบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย และราเดียเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น
แต่หลายคนไม่โชคดีเช่นนั้น ""ผมได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือในช่วงที่เดินออกมาจากบ้าน แล้วจึงเห็นลูกไฟก้อนใหญ่"" ราเกซ กิมานี ซึ่งอาศัยอยู่แถบนั้น เล่าให้ฟัง
ส่วนในเมืองอาห์เมดาบัด ผู้ตกเป็นเหยื่อของการจลาจล ผลจากการลุกฮือของฮินดูเพื่อแก้แค้นการที่มุสลิมจุดไฟเผาขบวนรถ ก็ทรมานไม่แพ้กัน
บิบิ กล่าวว่า ตำรวจไม่พยายามเข้าไปควบคุมฝูงชนที่บ้าคลั่งเลย เหตุการณ์สงบลงก็ต่อเมื่อทหารเข้าไปรักษาสถานการณ์นั่นเอง
ปมขัดแย้ง สาเหตุของการโจมตีขบวนรถไฟยังไม่ชัดเจน แต่ผู้เห็นเหตุการณ์อ้างว่าผู้ที่โจมตีขบวนรถไฟสายนี้เป็นชาวมุสลิมซึ่งไม่พอใจเสียงร้องตะโกนของชาวฮินดูที่ดังแว่วมาจากขบวนรถ ปมปัญหาจริงๆ อาจลึกลงไปมากกว่าเพียงเสียงร้องตะโกน เพราะผู้โดยสารหลายคนในขบวนรถไฟมรณะสายนี้ เป็นนักเคลื่อนไหวชาวฮินดู ที่เดินทางกลับจากเมืองอโยธยา ในรัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนือของอินเดีย อันเป็นสถานที่ที่สภาฮินดูโลก ประกอบพิธีกรรมบูชาไฟอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อก่อสร้างวิหารในศาสนาฮินดู โดยตั้งทับสถานที่ที่เป็นซากปรักหักพังของมัสยิดเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 16 ชาวฮินดูหัวรุนแรง ได้ก่อเหตุเผาทำลายมัสยิดเก่าแก่แห่งนี้เมื่อปี 2535 โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ภายใต้ความเชื่อที่ว่า เป็นสถานที่ประสูติของพระราม หนึ่งในร่างอวตารของพระนารายณ์ การแย่งชิงพื้นที่บริเวณดังกล่าว กลายเป็นชนวนการต่อสู้นองเลือดระหว่างชาวฮินดู ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของอินเดีย กับชาวมุสลิมอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 3,000 คนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ แม้ประเด็นปัญหาอยู่ในรัฐอุตตรประเทศซึ่งมีการแย่งชิงสถานที่สร้างเทวสถาน แต่ความรุนแรงครั้งล่าสุดมาอุบัติขึ้นที่รัฐคุชราต เพราะความแตกต่างทางศาสนาในรัฐนี้มีอยู่มากสุด นายจาเวด อามีร์ นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ชี้ว่า ความตึงเครียดระหว่างศาสนาในรัฐคุชราตมีมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ระยะหลังอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นและการย้ายถิ่นฐานของคนจากรัฐใกล้เคียง ทำให้ความตึงเครียด ก่อหวอดเป็นประเด็นทางสังคม ขณะที่นายเจ.เอ. อูราซี ผู้พิพากษาจากเมืองอาห์เมดาบัด มองไปที่ความแตกต่างทางแนวคิด โดยระบุว่าแนวคิดสุดขั้วในหมู่ประชาคมมุสลิมบางกลุ่มมีรากฐานมาจากการแบ่งแยกในอนุทวีปเมื่อปี 2490 ""มุสลิมที่มีการศึกษาเลือกที่จะไปอยู่ปากีสถาน ขณะที่ชนชั้นล่างและมุสลิมที่มีฐานะไม่ค่อยดี ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยไม่มีผู้นำคอยชี้แนะ และเมื่อกลุ่มหัวรุนแรงเข้าไป จึงสามารถเติมเต็มช่องว่างนี้ได้"" ด้านนายโซนัล เมห์ตา นักเคลื่อนไหวด้านสังคม ชี้ถึงอีกหนึ่งปมปัญหา ว่าในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มฮินดูเอียงขวาได้พยายามอย่างไม่หยุดหย่อนที่จะเข้าไปสร้างฐานในรัฐคุชราต ซึ่งมีผู้นับถือศาสนามุสลิมอยู่ 16% ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นอีกจุดที่ทำให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ยังมีการมองว่าการแบ่งแยกทางศาสนาในคุชราต ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะในสมัยของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคองเกรส อีกประเด็นที่สร้างความระแวงแก่อินเดียอย่างยิ่ง คือเหตุรุนแรงครั้งหลังสุดนี้ อาจเป็นฝีมือการยุยงของคนนอก ซึ่งในที่นี้คือปากีสถาน ความที่คุชราตมีพรมแดนติดกับปากีสถาน และอินเดียก็มักกล่าวหารัฐบาลกรุงอิสลามาบัดอยู่เสมอว่าชอบยุยงให้เกิดความวุ่นวาย รอวันปะทุ แม้จะสงบลงไปได้ แต่ความตึงเครียดระหว่างศาสนาในรัฐคุชราตและที่อื่นของอินเดีย มีแนวโน้มจะคุกรุ่น และรอวันที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้งในช่วง 2-3 สัปดาห์หน้า หากรัฐบาลไม่สามารถปลดชนวนข้อขัดแย้งเกี่ยวกับที่ตั้งเทวสถานในเมืองอโยธยาได้ เพราะนักเคลื่อนไหวชาวฮินดูมีแผนจะลงมือสร้างเทวสถานในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งที่ศาลสูงได้สั่งห้ามดำเนินการก่อสร้าง และรัฐบาลขอร้องให้เลื่อนออกไปก่อน การตัดสินใจเดินหน้ามีขึ้นหลังจากบรรดาผู้นำวิษนุ ฮินดู ปาริชาด หรือสภาฮินดูโลก ซึ่งเป็นหัวหอกในการรณรงค์สร้างวิหาร ได้ประชุมกันหลังเกิดเหตุจลาจลครั้งล่าสุด และเห็นพ้องให้เริ่มลงมือก่อสร้างได้ โดยนายราม จันทรา ปารามฮันส์ สถาปนิกผู้ดูแลการสร้างวิหาร กล่าวว่าแผนการก่อสร้างจะดำเนินต่อไป แม้การกระทำดังกล่าวจะหมายถึงการเผชิญหน้าถึงขั้นนองเลือดกับทางการก็ตาม ขณะที่ตำรวจผู้ดูแลพื้นที่ก็ประกาศว่าจะระดมกำลังทหารเพิ่มเติมอีก 2,000-3,000 นาย เพื่อรักษาความสงบอย่างเต็มที่ สภาพการณ์ที่ตึงเครียดดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีอตัล พิหารี วัชปายี ตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องรับแรงกดดันจากทั้งพรรคฝ่ายค้านและพันธมิตรร่วมรัฐบาล ที่ต้องการให้ผู้นำประเทศลงมือแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยเน้นจัดการโดยตรงกับสมาชิกสภาฮินดูโลกที่ไปรวมตัวกันที่เมืองอโยธยา นอกจากนั้น ในส่วนของสื่อมวลชนก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก กรณีจัดการกับประเด็นนี้ พร้อมเตือนว่าการจลาจลที่รัฐคุชราตทำให้โครงสร้างทางสังคมในอินเดีย ถึงจุดแตกหัก ""เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เกิดเหตุรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่อินเดียเคยประสบ และสะท้อนให้เห็นว่าอินเดียล้มเหลวในการปกป้องทรัพย์สินยิ่งใหญ่ยิ่ง นั่นคือเอกภาพที่อยู่บนความสมานฉันท์ระหว่างชุมชน"" *************************** วิกฤติอโยธยา
|