ศึกสองศาสนาในอินเดีย... ยกนี้ไม่ใช่ยกสุดท้าย


แดนโรตีเริ่มเก็บกวาดซากความเสียหาย หลังจากเหตุจลาจลนองเลือดระหว่างผู้นับถือศาสนาฮินดูและมุสลิมที่ดำเนินมา 4 วัน ยุติลง ทิ้งร่างผู้ไร้ลมหายใจไว้กว่า 580 ราย เชื่อว่าส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

ความสงบกลับคืนสู่รัฐคุชราตพร้อมกับที่ทหารเข้าไปดูแลสถานการณ์ และรัฐบาลกำลังทบทวนภาวะเคอร์ฟิวที่ประกาศใช้ในหลายเขตของเมืองอาห์เมดาบัด รวมถึงเมืองอื่นๆ ในรัฐคุชราต

เหตุจลาจลที่ลุกลามไปทั่วรัฐคุชราตเริ่มขึ้นเช้าวันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ เมื่อชาวฮินดูหัวรุนแรงหลายร้อยคนพยายามบุกเข้ารื้อทำลายมัสยิดของชาวมุสลิม โดยใช้ก้อนหิน ก้อนอิฐ ตลอดจนขวดขว้างปาเข้าใส่มัสยิด เพื่อแก้แค้นที่ชาวมุสลิมยกพวกเข้าโจมตีและจุดไฟเผารถไฟขบวนหนึ่งในรัฐคุชราต เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 58 คน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นเด็กและสตรีถึง 40 คน

นาทีชีวิต

นีละขันธ์ ภาเตีย เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์โจมตีขบวนรถไฟ เขาเล่าให้ฟังว่ารถไฟหยุดลงที่สถานีโกธรา เพราะมีคนไปดึงสายโซ่ให้รถหยุด จากนั้นก็มีคนเริ่มขว้างปาก้อนหินเข้าใส่ขบวนรถประมาณ 30-45 นาที ก่อนจะจุดไฟเผาตู้รถไฟ ซึ่งนีละขันธ์ไม่ทราบว่าทำได้อย่างไร

"ไม่มีใครสามารถออกไปจากขบวนรถและวิ่งหนีไปได้ เพราะฝูงคนข้างนอกคอยปาก้อนหินเข้าใส่ตลอด" เขาย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์สยองขวัญ

อย่างไรก็ตาม มีบางคนที่สามารถเล็ดลอดหนีออกมาได้โดยบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย และราเดียเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

"ผมง้างซี่กรงหน้าต่างออกได้ซี่หนึ่ง ก่อนยื่นศีรษะออกไปดูเหตุการณ์ และกระโดดลงไป กางเกงของผมติดไฟและขาก็เป็นแผลไหม้"

แต่หลายคนไม่โชคดีเช่นนั้น ""ผมได้ยินเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือในช่วงที่เดินออกมาจากบ้าน แล้วจึงเห็นลูกไฟก้อนใหญ่"" ราเกซ กิมานี ซึ่งอาศัยอยู่แถบนั้น เล่าให้ฟัง

"ผมเห็นคนยื่นแขนและศีรษะออกมาจากหน้าต่าง เพื่อพยายามหนี มันเป็นภาพที่น่ากลัวมาก"

ส่วนในเมืองอาห์เมดาบัด ผู้ตกเป็นเหยื่อของการจลาจล ผลจากการลุกฮือของฮินดูเพื่อแก้แค้นการที่มุสลิมจุดไฟเผาขบวนรถ ก็ทรมานไม่แพ้กัน

"ทุกสิ่งที่เราเคยมี ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ข้าวของ เงินทอง ไม่มีอะไรเหลือเลย" เรห์มัต บิบิ รำพึงขณะเบียดเสียดกับชาวมุสลิมหลายร้อยคนในมัสยิดแห่งหนึ่ง

บิบิ กล่าวว่า ตำรวจไม่พยายามเข้าไปควบคุมฝูงชนที่บ้าคลั่งเลย เหตุการณ์สงบลงก็ต่อเมื่อทหารเข้าไปรักษาสถานการณ์นั่นเอง

"ตอนนี้เราไม่มีบ้านแล้ว หรือหากมีเหลืออยู่ ใครจะรับผิดชอบความปลอดภัยของเรา ทหารจะไม่อยู่แถวนี้ตลอดไป"

ปมขัดแย้ง

สาเหตุของการโจมตีขบวนรถไฟยังไม่ชัดเจน แต่ผู้เห็นเหตุการณ์อ้างว่าผู้ที่โจมตีขบวนรถไฟสายนี้เป็นชาวมุสลิมซึ่งไม่พอใจเสียงร้องตะโกนของชาวฮินดูที่ดังแว่วมาจากขบวนรถ

ปมปัญหาจริงๆ อาจลึกลงไปมากกว่าเพียงเสียงร้องตะโกน เพราะผู้โดยสารหลายคนในขบวนรถไฟมรณะสายนี้ เป็นนักเคลื่อนไหวชาวฮินดู ที่เดินทางกลับจากเมืองอโยธยา ในรัฐอุตตรประเทศ ทางภาคเหนือของอินเดีย อันเป็นสถานที่ที่สภาฮินดูโลก ประกอบพิธีกรรมบูชาไฟอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อก่อสร้างวิหารในศาสนาฮินดู โดยตั้งทับสถานที่ที่เป็นซากปรักหักพังของมัสยิดเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 16

ชาวฮินดูหัวรุนแรง ได้ก่อเหตุเผาทำลายมัสยิดเก่าแก่แห่งนี้เมื่อปี 2535 โดยอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู ภายใต้ความเชื่อที่ว่า เป็นสถานที่ประสูติของพระราม หนึ่งในร่างอวตารของพระนารายณ์

การแย่งชิงพื้นที่บริเวณดังกล่าว กลายเป็นชนวนการต่อสู้นองเลือดระหว่างชาวฮินดู ซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของอินเดีย กับชาวมุสลิมอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปกว่า 3,000 คนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ แม้ประเด็นปัญหาอยู่ในรัฐอุตตรประเทศซึ่งมีการแย่งชิงสถานที่สร้างเทวสถาน แต่ความรุนแรงครั้งล่าสุดมาอุบัติขึ้นที่รัฐคุชราต เพราะความแตกต่างทางศาสนาในรัฐนี้มีอยู่มากสุด

นายจาเวด อามีร์ นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ชี้ว่า ความตึงเครียดระหว่างศาสนาในรัฐคุชราตมีมานานหลายทศวรรษแล้ว แต่ระยะหลังอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นและการย้ายถิ่นฐานของคนจากรัฐใกล้เคียง ทำให้ความตึงเครียด ก่อหวอดเป็นประเด็นทางสังคม

ขณะที่นายเจ.เอ. อูราซี ผู้พิพากษาจากเมืองอาห์เมดาบัด มองไปที่ความแตกต่างทางแนวคิด โดยระบุว่าแนวคิดสุดขั้วในหมู่ประชาคมมุสลิมบางกลุ่มมีรากฐานมาจากการแบ่งแยกในอนุทวีปเมื่อปี 2490

""มุสลิมที่มีการศึกษาเลือกที่จะไปอยู่ปากีสถาน ขณะที่ชนชั้นล่างและมุสลิมที่มีฐานะไม่ค่อยดี ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยไม่มีผู้นำคอยชี้แนะ และเมื่อกลุ่มหัวรุนแรงเข้าไป จึงสามารถเติมเต็มช่องว่างนี้ได้""

ด้านนายโซนัล เมห์ตา นักเคลื่อนไหวด้านสังคม ชี้ถึงอีกหนึ่งปมปัญหา ว่าในช่วงที่ผ่านมา กลุ่มฮินดูเอียงขวาได้พยายามอย่างไม่หยุดหย่อนที่จะเข้าไปสร้างฐานในรัฐคุชราต ซึ่งมีผู้นับถือศาสนามุสลิมอยู่ 16% ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นอีกจุดที่ทำให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้น

นอกจากนั้น ยังมีการมองว่าการแบ่งแยกทางศาสนาในคุชราต ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยเฉพาะในสมัยของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคคองเกรส

อีกประเด็นที่สร้างความระแวงแก่อินเดียอย่างยิ่ง คือเหตุรุนแรงครั้งหลังสุดนี้ อาจเป็นฝีมือการยุยงของคนนอก ซึ่งในที่นี้คือปากีสถาน ความที่คุชราตมีพรมแดนติดกับปากีสถาน และอินเดียก็มักกล่าวหารัฐบาลกรุงอิสลามาบัดอยู่เสมอว่าชอบยุยงให้เกิดความวุ่นวาย

รอวันปะทุ

แม้จะสงบลงไปได้ แต่ความตึงเครียดระหว่างศาสนาในรัฐคุชราตและที่อื่นของอินเดีย มีแนวโน้มจะคุกรุ่น และรอวันที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้งในช่วง 2-3 สัปดาห์หน้า หากรัฐบาลไม่สามารถปลดชนวนข้อขัดแย้งเกี่ยวกับที่ตั้งเทวสถานในเมืองอโยธยาได้ เพราะนักเคลื่อนไหวชาวฮินดูมีแผนจะลงมือสร้างเทวสถานในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ทั้งที่ศาลสูงได้สั่งห้ามดำเนินการก่อสร้าง และรัฐบาลขอร้องให้เลื่อนออกไปก่อน

การตัดสินใจเดินหน้ามีขึ้นหลังจากบรรดาผู้นำวิษนุ ฮินดู ปาริชาด หรือสภาฮินดูโลก ซึ่งเป็นหัวหอกในการรณรงค์สร้างวิหาร ได้ประชุมกันหลังเกิดเหตุจลาจลครั้งล่าสุด และเห็นพ้องให้เริ่มลงมือก่อสร้างได้ โดยนายราม จันทรา ปารามฮันส์ สถาปนิกผู้ดูแลการสร้างวิหาร กล่าวว่าแผนการก่อสร้างจะดำเนินต่อไป แม้การกระทำดังกล่าวจะหมายถึงการเผชิญหน้าถึงขั้นนองเลือดกับทางการก็ตาม

ขณะที่ตำรวจผู้ดูแลพื้นที่ก็ประกาศว่าจะระดมกำลังทหารเพิ่มเติมอีก 2,000-3,000 นาย เพื่อรักษาความสงบอย่างเต็มที่

สภาพการณ์ที่ตึงเครียดดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีอตัล พิหารี วัชปายี ตกที่นั่งลำบาก เพราะต้องรับแรงกดดันจากทั้งพรรคฝ่ายค้านและพันธมิตรร่วมรัฐบาล ที่ต้องการให้ผู้นำประเทศลงมือแก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยเน้นจัดการโดยตรงกับสมาชิกสภาฮินดูโลกที่ไปรวมตัวกันที่เมืองอโยธยา

นอกจากนั้น ในส่วนของสื่อมวลชนก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างหนัก กรณีจัดการกับประเด็นนี้ พร้อมเตือนว่าการจลาจลที่รัฐคุชราตทำให้โครงสร้างทางสังคมในอินเดีย ถึงจุดแตกหัก

""เมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เกิดเหตุรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่อินเดียเคยประสบ และสะท้อนให้เห็นว่าอินเดียล้มเหลวในการปกป้องทรัพย์สินยิ่งใหญ่ยิ่ง นั่นคือเอกภาพที่อยู่บนความสมานฉันท์ระหว่างชุมชน""

***************************

วิกฤติอโยธยา
เหตุจลาจลครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 10 ปีของอินเดียเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นับเป็นปัญหาที่สั่งสมและรอการปะทุมานาน สาเหตุหลักก็สืบเนื่องมาจากการแย่งชิงสถานที่สร้างเทวสถานระหว่างผู้นับถือศาสนาฮินดูและมุสลิม ต่อไปนี้คือลำดับเหตุการณ์ความขัดแย้ง

ปี 2071 : มีการสร้างมัสยิดบนจุดที่ชาวฮินดูบางคนระบุว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระรามในเมืองอโยธยา

ปี 2396 : มีรายงานว่าเกิดเหตุรุนแรงทางศาสนาขึ้นในบริเวณนี้เป็นครั้งแรก

ปี 2402 : ผู้ปกครองอังกฤษสร้างรั้วกั้นบริเวณสถานที่สวดมนต์ เท่ากับแบ่งพื้นที่ส่วนในให้มุสลิมและส่วนนอกให้ฮินดู

ปี 2492 : เทวรูปพระรามไปปรากฏอยู่ในมัสยิด ท่ามกลางเสียงกล่าวหาว่าพวกฮินดูนำไปตั้งไว้ ทำให้มุสลิมก่อการประท้วง และสองฝ่ายฟ้องร้องกันเอง จนรัฐบาลระบุให้เป็นที่พื้นที่มีปัญหาและปิดตาย

ปี 2527 : ฮินดูตั้งคณะกรรมการ "ปลดปล่อย" สถานที่ประสูติของพระรามและมีแผนสร้างวิหารให้พระองค์ โดยมีกลุ่มวิษนุ ฮินดู ปาริชาด (วีเอชพี) เป็นแกนนำ ขณะที่นายลัล กริศณะ อัดวานี ผู้นำพรรคภราติยะ ชนตะ (บีเจพี) ในสมัยนั้น เข้าเป็นผู้นำการรณรงค์

ปี 2529 : ผู้พิพากษาศาลแขวงสั่งให้เปิดมัสยิดเจ้าปัญหาให้พวกฮินดูเข้าไปบูชา มุสลิมตั้งคณะกรรมการปฏิบัติการมัสยิดบาบรี เพื่อประท้วง

ปี 2532 : กลุ่มวีเอชพีเดินหน้าแผนการสร้างวิหาร ด้วยการวางศิลาฤกษ์บนจุดที่อยู่ถัดจากมัสยิดเก่า

ปี 2533 : อาสาสมัครกลุ่มวีเอชพีทำลายมัสยิดบางส่วน นายกรัฐมนตรีจันทรา เชการ์ พยายามระงับข้อพิพาทด้วยวิธีเจรจา ซึ่งล้มเหลวในปีถัดมา

ปี 2534 : พรรคบีเจพีชนะการเลือกตั้งในรัฐอุตตระประเทศ ซึ่งเมืองอโยธยาอยู่ในรัฐนี้

ปี 2535 : ผู้สนับสนุนกลุ่มวีเอชพีเข้าทำลายมัสยิด นำไปสู่การจลาจลทั่วประเทศระหว่างฮินดูและมุสลิม มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,000 คน

ปี 2541 : พรรคบีเจพีได้เป็นผู้นำรัฐบาลผสม มีนายอตัล พิหารี วัชปายี เป็นนายกรัฐมนตรี

ปี 2544 : เกิดความตึงเครียดระหว่างงานรำลึกมัสยิดถูกทำลาย กลุ่มวีเอชพีประกาศอีกครั้งว่าจะสร้างวิหารบริเวณนี้

มกราคม 2545 : วัชปายีตั้ง "คณะทำงานอโธยา" พร้อมแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงให้จัดการเจรจากับผู้นำฮินดูและมุสลิม

กุมภาพันธ์ 2545 : พรรคบีเจพีกล่าวในการหาเสียงเลือกตั้งรัฐอุตตรประเทศ ไม่แสดงท่าทีสนับสนุนการสร้างวิหาร ขณะที่กลุ่มวีเอชพียืนยันเส้นตายจะเริ่มสร้างวิหารวันที่ 15 มีนาคม อาสาสมัครหลายพันคนหลั่งไหลไปยังจุดก่อสร้าง มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 55 คนระหว่างนักเคลื่อนไหวฮินดูเดินทางกลับมาในขบวนรถไฟจากเมืองอโยธยา และนำไปสู่การลุกฮือของฮินดูในรัฐคุชราตเพื่อล้างแค้น

เนชั่นสุดสัปดาห์