พระธรรมปิฎก พรบ.คณะสงฆ์

คำบรรยายของท่านพระธรรมปิฎก เจ้าอาวาสวัดญาณเวศกวัน ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2545 “จะอยู่กันดีด้วยหลักการ หรือต้องคุมกันด้วยอาญา”
พระภิกษุในยุคแรกของพุทธกาล อยู่ด้วยกันมาด้วยหลักการ ในยุคต้นนั้นพระทั้งหลายรู้ว่าเราบวชกันมาทำไม หลักการพุทธศานา บวชแล้วจะต้องปฏิบัติอย่างไรแนวทางมีอยู่แล้ว เข้าใจชัดเจนกันดี เป็นอันว่า ไม่ต้องมีข้อบังคับ บอกหลักการขึ้นก็ถือตามนั้นก็รู้กันเลย แต่พระพุทธเจ้าก็ ต้องทรงทบทวนอยู่เสมอว่า หลักการของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างไร แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่า เมื่อมีพระภิกษุจำนวนมากขึ้น มีผลประโยชน์ก็เลย เกิดปัญหาขึ้นมา จำเป็นจะต้องมีวินัยขึ้นมา จำเป็นต้องมีการบัญญัติความผิด และมีการลงโทษ นี่เรียกว่าเป็นอานาปาฏิโมกข์

เรื่องของสังคมมนุษย์ก็เป็นอย่างนี้ แม้แต่เรื่องของพระสงฆ์จะ เรียกว่าเป็นชุมชนก็ได้ ที่ตั้งขึ้นเพื่อความดีงาม และผู้ที่เข้ามาล้วนแต่เป็นผู้ที่ตั้ง ใจ มีเจตนาที่มุ่งมาเพื่อจะอบรมตนแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าหมู่ใหญ่ขึ้น มา ยิ่งโดยเฉพาะมีลาภมีผลประโยชน์เกิดขึ้น คนที่เข้ามาเพื่อลาภ เพื่อผล ประโยชน์ มีเข้ามาโดยที่ว่า ถ้าเราจะเรียกก็อาจจะเหมือนกับการปลอมเข้ามา เพราะว่าไม่ได้เข้ามาด้วยใจจริง ก็ทำให้เกิดปัญหา วินัยก็มาช่วยแล้ว ตอนนี้จะมาตีกรอบกัน มีความผิด มีการลงโทษ ก็เกิดขึ้นมา อานาปาฏิโมกข์ ก็เป็นเครื่องหนุนเพื่อให้พระอยู่ในโอวาทปาฏิโมกข์นั่นเอง

ถ้าหากว่าพระสงฆ์ทั้งหลายนั้นประพฤติปฏิบัติตามโอวาทปาฏิ โมกข์ เราก็ไม่ต้องมีอานาปาฏิโมกข์ วินัยต่างก็ไม่จำเป็น....

มาถึงเมืองไทยอานาปาฏิโมกข์ยังไม่พออีกหรือ กฎหมายวินัย ของพระสงฆ์ยังต้องมี พ.ร.บ.คณะสงฆ์เข้าไปอีกชั้นหนึ่งอีก ลองคิดดู ทีนี้ถ้า พ.ร.บ.คณะสงฆ์อีกชั้นหนึ่งยังไม่ไหว ท่าจะแย่

พระสงฆ์อบรมดี โอวาทปาฏิโมกข์พอ ถ้าไม่พอนำอานาปาฏิ โมกข์เข้ามาก็ได้แก่ศีล ที่พระสวด 227 ข้อ ถ้ายังไม่พอก็เอากฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์มาช่วยอีกชั้นหนึ่ง แต่เราก็มองในแง่ว่า เรื่องของสังคมมนุษย์ ก็มีปัญหาต่างๆ เราก็มามองว่าตอนนี้เขาพูดกันเรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ก็โยงมาด้วยเรื่องโอวาทปาฏิโมกข์และอานาปาฏิโมกข์นี่แหล่ะ เป็นเรื่องของ ทางบ้านเมือง แต่ก็เกี่ยวกับพระศาสนา จึงถือโอกาสทำความเข้าใจกับโยม...

เรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์นี้เราไม่พูดจำเพาะฉบับไหนๆ ร่างไหนก็ได้ แต่เราพูดกว้างไปเลย ไม่ว่าท่านจะออก พ.ร.บ.ฉบับไหนก็ตาม กฎหมายฉบับไหนก็ตาม มีหลักการอยู่อันหนึ่งว่า ควรจะเป็นอย่างนี้ อาจจะพูดว่าเราให้ความเห็นหรือเป็นเรื่องของหลักการก็ได้ เพราะเป็นเรื่อง ของตัวสาระในความรู้พระศาสนา เรื่องร่าง พ.ร.บ.ที่ร่างกันอยู่ในปัจจุบันยัง ไม่อ่านให้จบ เพราะฉะนั้นไม่สามารถให้ความเห็นได้ แต่ไม่ว่า พ.ร.บ.คณะ สงฆ์จะเป็นร่างฉบับใดก็ตาม ก็จะต้องมีหลักการอันเดียวกัน เพื่อจุดมุ่งหมาย อันเดียวกัน และ พ.ร.บ.ที่ดีที่สุดคือ พ.ร.บ.ที่ช่วยให้สำเร็จตามจุดมุ่งหมายนี้ ถ้าร่างใดทำให้เกิดผลตามจุดมุ่งหมายนี้ได้ก็เป็น พ.ร.บ.ที่ดี

ทีนี้เราจะพูดยังไงว่า พ.ร.บ.อย่างไรจึงจะดี พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือ กม.คณะสงฆ์ทั้งหลายนี้มีขึ้นเพื่ออะไร เพื่อรักษาพุทธศาสนา เพื่อรักษา คณะสงฆ์ หรือจะเพื่อเชิดชูพุทธศาสนา เราต้องถามว่าแล้วอะไรคือตัวพระ พุทธศาสนาที่เราจะรักษาพระพุทธศาสนา ที่ว่าเรารักษานั้นรักษาเกี่ยวกับอะไร พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงสั่งสอน เสด็จจาริกไปสั่งสอนนู่นนี่ สิ่งที่ทรงสั่ง สอนทั้งหมด และตรัสวางไว้รวมทั้งเป็นวินัยที่เป็นโอวาทปาฏิโมกข์ทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่พระองค์ได้สร้างไว้จะเรียกง่ายๆ ว่า เป็นผลงานของพระพุทธเจ้า หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าลอกไว้ให้กับเรา รวมทั้งหมดเรียกว่าพระ ธรรมวินัย นี้คือเนื้อตัวที่แท้ของพระพุทธศาสนา

เมื่อพระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพาน พระองค์ก็ตรัสไว้เลยว่า อานนท์ธรรมและวินัยใดที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไป ธรรมวินัยนั้นจะเป็นศาสดาแก่เธอทั้งหลาย อันนี้ก็คือว่า แม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว พระธรรมวินัยนี้ก็จะเป็นศาสดาแทน พระพุทธเจ้าสืบมา ฉะนั้น เวลานี้เราจะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าก็ได้ คือไปเฝ้า พระธรรมวินัยของพระองค์ และอันนี้แหละ เนื้อตัวของพระพุทธศาสนา สิ่งนอกเหนือนั้นคือสิ่งที่งอกเงยออกมาจากพระธรรมวินัย คือการที่เราจะเอา พระธรรมวินัยมาใช้ประโยชน์ทำให้เกิดสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สังคมของ เรา เราก็เอาธรรมวินัยนี้มาเผยแผ่ มาสั่งสอน มาประพฤติ มาปฏิบัติกัน นี่พระพุทธเจ้ามอบไว้ให้แก่เรา เนื้อตัวพระพุทธศาสนาอยู่ที่นี่

ฉะนั้น ถ้าถามต่อไปว่าพระธรรมวินัยไม่พอหรือ ทำไมต้องมี พ.ร.บ.คณะสงฆ์อีกล่ะ เราก็ตอบได้ว่า พระธรรมวนัย พระพุทธเจ้าตรัสแสดง ไว้แล้วก็จริง แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่ ไม่มีพระพุทธเจ้าไว้คอยกำกับคอยสั่ง สอนให้อยู่ในพระธรรมวินัย และไม่มีศูนย์กลางอันเดียวกันที่จะมาคอยกำกับ ต่อมามีพระมาก มีกระจายออกไป มีคนที่ไปประพฤติปฏิบัติ แม้แต่ไปพูดจา สั่งสอนนอกออกไป แล้วจะกำกับกันได้อย่างไร ยิ่งสมัยนี้บางทีมีผู้ที่เข้ามาไม่ ได้เข้ามาเพื่อที่จะปฏิบัติ เพื่อจะเอาประโยชน์แก่พระธรรมวินัย ก็จะทำให้ เสื่อมเสีย สั่งสอนนอกเรื่องไป แล้วจะทำอย่างไร

บ้านเมืองก็รักพระศาสนา เห็นว่าพระธรรมวินัยนี้เป็น ประโยชน์ จะต้องให้รักษาพระพุทธศาสนาคือตัวพระธรรมวินัยนี้ให้แก่ ประเทศชาติต่อไปเหมือนอย่างโบราณและประเพณีของเรา องค์พระมหา กษัตริย์ แต่ปางก่อนก็ต้องมีการสังคายนา อุปถัมภ์สังคายนาพระธรรมวินัย และมีการจัดให้มีการพิมพ์การจารึกพระธรรมวินัยไว้เป็นหลักอย่างในหลวง ตั้งแต่กรุงธนบุรี ตั้งแต่ตั้งกรุงธนบุรี บ้านเมืองพอจะเข้าที่เข้าทาง รีบให้หา พระไตรปิฎกส่งมาจากเมืองใต้เมืองเหนือมารวมไว้ กลัวว่าพระศาสนาจะ เสื่อมไป ให้หลักพระธรรมวินัยจารึกไว้ในพระไตรปิฎก

พอในหลวงรัชกาลที่ 1 ตั้งกรุงเทพฯ ได้สิ่งที่ทำเป็นประการ แรกเมื่อตั้งกรุงเข้าที่คือ จัดสังคายนาประชุมจารึกพระธรรมวินัย เอามาตั้งเป็น หอพระคัมภีร์ไว้ที่วัดพระแก้ว พอถึงรัชกาลที่ 5 มีระบบการพิมพ์ขึ้นเป็นหลัก ฐาน ทรงเริ่มเอาพระไตรปิฎกที่อยู่บนใบลานนั้นมาพิมพเป็นเล่มหนังสือ แจกไปยังประเทศต่างๆ บ้านเมืองรู้อยู่ว่า พระธรรมวินัยนี้เป็นหลักของพระ พุทธศาสนา

แต่ว่าคนที่มาบวชมาอะไรกัน อยู่ในวงการพุทธศาสนาที่ได้ชื่อ ว่าเป็นชาวพุทธ หรืออะไรก็ตาม ทำอย่างไรไม่ให้มาทำลายพระธรรมวินัยนี้ และทำให้ยึดถือพระธรรมวินัยนี้เป็นหลักทัวกันจะทำอย่างไร บ้านเมืองก็เลย เข้ามาช่วย มีการตรากฎหมายคณะสงฆ์ขึ้นมา ที่เป็น พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็เพื่อ จะช่วยเป็นฐานรองรับพระธรรมวินัยขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง ชูพระธรรมวินัยให้เป็ นหลักแก่พระศาสนาไว้ได้ ข้อที่หนึ่งคือ กม.คณะสงฆ์มีขึ้นเพื่อเป็นฐานรอง รับพระธรรมวินัย นี่คือหน้าที่ที่หนึ่ง ต่อไปก็พระธรรมวินัยมีไว้เพื่อประโยชน์ แก่ทุกๆ คน เริ่มตั้งแต่คนที่เข้ามาบวช พอเข้ามาบวชพระธรรมวินัยก็จะได้มา ศึกษามาเล่าเรียน มาปฏิบัติ เมื่อเข้ามาศึกษาพระธรรมวินัยแล้ว ก็ได้ ประโยชน์จากพระธรรมวินัย ในการศึกษาของพระพุทธเจ้านี้ก็คือเจริญใน การสิกขา ถือศีล สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้น กม.คณะสงฆ์ก็มาช่วยกำกับให้ คนที่เข้ามาบวชเป็นพระเป็นเณรให้มาประพฤติปฏิบัติเล่าเรียนพระธรรมวินัย เพื่อไปใช้ประโยชน์แล้วทำตัวให้เจริญในการไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นประโยชน์ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ต้งมาเป็นเครื่องกำกับ ให้ผู้ที่เข้า มาบวชเป็นพระเป็นเณรได้ประพฤติปฏิบัติในพระธรรมวินัยได้เจริญในการทำ สิกขา นี่คือเป็นจุดมุ่งหมายที่เป็นสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์

เมื่อพระสงฆ์เจริญในการทำสิกขา ก็อยู่ในวัด ในความเจริญ วัดก็เป็นที่พบปะของประชาชนในการทำบุญ พระสงฆ์ก็ให้การสั่งสอนในการ เจริญพระธรรมวินัย วัดก็กลายเป็นแหล่งเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ขยายศีลธรรม ไปสู่ชุมชน สู่ชาวบ้าน สู่สังคมสู่ประเทศชาติทั้งหมด เพราะฉะนั้น พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็ได้ทำหน้าที่เพิ่มอีกหนึ่ง เพื่อให้ได้ประโยชน์ครบวงจร เพื่อเป็นหลักประกันว่าวัดนี้เป็นแหล่งหรือศูนย์กลางที่แผ่ขยายธรรมศีลธรรมไป สู่ชุมชนสู่ประชาชน

นี่คือจุดหมายสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ส่วนที่จะไปจัดว่าใครจะปกครอง ใครจะทำหน้าที่อย่างไร จะแบ่งเป็นระบบอย่างไร จะแบ่งเป็นอำนาจบริหารนิติบัญญัติการตามแบบบ้านเมืองสมัยปัจจุบัน เป็นระบบที่จะมาค้ำจุนจุดหมายนี้ หากว่าวางระบบขึ้นมาแล้วได้ผลที่ว่า 3 ประการนั้น พ.ร.บ.นั้นใช้ได้ แต่จะวางอย่างไรก็ตามที่ไม่ได้ผล 3 ประการนั้นก็เป็น พ.ร.บ.ที่ล้มเหลว เพราะฉะนั้นนี้เราให้ความเห็นได้ แต่ตัวร่าง พ.ร.บ.ที่ร่างกันอยู่ปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความเห็น เพราะยังไม่ได้อ่านให้เสร็จ

กฎหมายคณะสงฆ์จะต้องมีขึ้น เพื่อจุดหมายที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้ หนึ่งต้องเป็นฐานรองรับเชิดชูพระธรรมวินัยขึ้นไป เป็นหลักของพระพุทธศาสนาให้ได้ สองต้องเป็นเครื่องกำกับผู้ที่เข้ามาบวชเป็นพระเณรให้เล่าเรียนปฏิบัติพระธรรมวินัยเจริญในไตรสิกขา ต้องทำให้ได้ สามต้องเป็นหลักประกันให้วัดเป็นแหล่งที่แผ่ขยายธรรมและปัญญาสู่ชุมชนตั้งแต่ชนบทจนกระทั่งถึงเมืองกรุง และประเทศชาติทั้งหมด ทำได้สามอย่างนี้พอแล้ว พ.ร.บ.คณะสงฆ์ จะบัญญัติกันละเอียด อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ได้ผลสามอย่างนี้ก็ล้มเหลว

นี่ได้ยินไปพูดว่าจะจัดอย่างไร จะปกครองกันกี่องค์ กลายเป็นว่าไปถกเถียงกันในเรื่องนอกเรื่อง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่เป็นมาที่มีปัญหากันเพราะเรายังไม่สามารถทำให้ได้ผลตามนี้ วันนี้ก็เลยมาย้ำกันและเป็นการทำความเข้าใจกันด้วย

ในเรื่องหลักการนี้ ไม่ว่า พ.ร.บ.ฉบับไหนก็ขอให้ได้ตามนี้ ไม่ว่าใครจะร่าง ให้ได้ผลตามนี้เรายอมรับได้เลย เป็นใครก็ได้ ยากเหมือน กัน นี่เป็นเรื่องขององค์ประกอบของบ้านเมือง เพื่อให้ราษฎร์ที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับพระพุทธศาสนานี้ได้ปฏิบัติให้ถูกต้องด้วย เพราะปาฏิโมกข์พระนั้นท่านใช้สำหรับผู้ที่บวชแล้ว คนที่มาบวชก็มาจากคนภายนอก คือคนที่อยู่ในบ้านเมือง ปาฏิโมกข์นี้ไม่ได้คุมไปถึงผู้ที่ยังไม่ได้เข้ามาบวช พ.ร.บ.คณะสงฆ์ก็เลยออกมาช่วยอีกชั้นหนึ่ง เป็นความปรารถนาดีของฝ่ายบ้านเมืองที่ต้องการจะรักษาพระศาสนาให้มั่นคง และต้องประสานให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้แล้วจะประสานได้เลย พ.ร.บ.คณะสงฆ์จะเป็นนอกที่สุดที่จะตะล่อมให้ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตนี้เข้ามาสู่พระธรรมวินัย.

ไทยโพสต์ ๑๗ เมษายน ๒๕๔๕