|
วิเคราะห์ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ จำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชน
ผู้จัดการรายวัน-?มานิจ สุขสมจิตร?อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติชำแหละ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ จำกัดสิทธิเสรีภาพการเสนอข่าวของสื่อมวลชน ชี้ไม่เปิดโอกาสให้พิสูจน์ความจริง ปิดหูปิดตาประชาชนไม่ให้รับรู้พฤติกรรมของผู้ที่อาศัยผ้าเหลืองหากิน ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับที่เสนอโดยกระทรวงศึกษาธิการซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่าง ขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่าง หนักถึงสาระสำคัญของกฎหมายที่ไม่เหมาะสมกับการนำมาบังคับใช้ เพราะขัดต่อพระธรรมวินัยหลายประการตามที่?ผู้จัดการรายวัน?เสนอมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุด นายมานิจ สุขสมจิตร อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ได้วิเคราะห์ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนี้แล้วเห็นว่า การยกร่างแก้ไขกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการโดยเนื้อแท้ก็เพื่อสกัดกั้นไม่ให้สื่อมวลชนเสนอข่าวความไม่ดีไม่งามของผู้ที่เข้ามาอาศัยผ้าเหลืองหากิน หรือ ประพฤติชั่วโดยแท้ ทำให้พิจารณาได้ว่า เป็นการใช้รัฐธรรมนูญจนเกินขอบเขตมาออกกฎหมายจำกัดตัดรอนสิทธิเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารแฉพฤติกรรมของพระเณรนอกรีต ปกป้องให้สิ่งที่ไม่ดีไม่งามเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนายังคงอยู่ต่อไป สำหรับบทบัญญัติที่กล่าวถึงการเสนอข่าวของสื่อมวลชนในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ มีตราไว้ คือ มาตรา 68 ซึ่งคล้ายกับมาตรา 44 ทวิ ในพ.ร.บ.คณะสงฆ์พ.ศ.2535 ว่า ?ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือ แสดงความอาฆาตมาดร้ายสมเด็จพระสังฆราช ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ? มาตรา 69 ?ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ความมหาเถระสมาคม มหาคณิสสร คณะสงฆ์หรือ คณะสงฆ์อื่น(นิกายจีนและนิกายญวน) อันก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือความแตกแยกต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ? มาตรา 70 ?ผู้ใดกระทำหรือ แสดงให้ปรากฎแก่ประชาชน ด้วยการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายหรือด้วยการโฆษณา หรือ กระทำให้ปรากฎด้วยประการใดๆให้เกิดความเสื่อมเสีย หรือ เสียหายแก่พระพุทธศาสนา มหาเถรสมาคม มหาคณิสสร หรือ คณะสงฆ์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาทหรีอทั้งจำทั้งปรับ? นายมานิต ระบุว่า การหมื่นประมาทใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือถูกดูถูก เกลียดชัง รวมทั้ง การดูหมิ่น พระเณรหรือองค์กรนิติบุคคลใดๆ ได้มีบทบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญามาช้านานแล้ว หากผู้ใดเห็นว่าสื่อมวลชนเสนอข่าวหรือภาพหรือบทความใดเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายก็อาจฟ้องร้องได้ทั้งทางแพ่งและทางอาญา ไม่จำเป็นต้องมาบัญญัติเป็นกฎหมายพิเศษขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ในหลักกฎหมายอาญามาตรา 329 และมาตรา 330 ได้บัญญัติข้อยกเว้นอันถือว่าไม่มีความผิด ฐานหมิ่นประมาท และ มาตรา 330 ก็บัญญัติยกเว้นการกระทำที่แม้ว่าจะเป็นความผิดก็ไม่ต้องรับโทษ ดังนี้ มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
มาตรา 330 ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด พิสูจน์ได้ว่า ข้อหาที่ว่าเป็นการหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริงนั้นไม่ต้องรับโทษ แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อหาที่ว่าหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัวและการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน ?การยกร่างแก้ไขกฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ เห็นได้ชัดว่า ขัดกับหลักการสำคัญของกฎหมายอาญา? นายมานิต กล่าว เหตุผลคือ เอาความสุจริตและผลประโยชน์ของส่วนรวมเป็นเหตุผลสำคัญซึ่งสื่อมวลชนได้ใช้ข้อยกเว้นทั้ง 2 มาตราเช่นว่านี้ในประมวลกฎหมายอาญาเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนามามากต่อมากแล้ว เช่น กรณีหนังสือพิมพ์รายงานว่า พระครูก.วัดแห่งหนึ่งเสพเมถุนกับสีกา ข.ในกุฎิเป็นประจำ เช่นนี้หากยอมให้ตีแผ่และการพิสูจน์ความจริงนั้นเป็นประโยชน์แก่ประชาชน ชาวบ้านก็จะได้เลิกนับถือ เจ้าคณะปกครองสงฆ์จะได้จับพระครูผู้นั้นสึกเสียเป็นการป้องกันไม่ให้พระพุทธศาสนามัวหมอง เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในอดีต อดีตประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ยืนยันว่า หากพ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่ได้แก้ไขปรับปรุงใหม่นี้ออกมาใช้บังคับตามที่ได้ยกร่างไว้ก็จะขัดกับหลักกฎหมายอาญามาตรา 329 ขณะเดียวกันหากการพิจารณากฎหมายใหม่เป็นไปตามร่างนั้น ก็จะเป็นบทบัญญัติที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนหรือสื่อมวลชนได้พิสูจน์ความจริงได้เลย เช่น หลักการยกเว้นโทษตามมาตรา 330 แห่งประมวลกฎหมายอาญาที่ยอมให้พิสูจน์ความจริงที่ถ้าเปิดเผยออกมาแล้วจะเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทไม่ต้องรับโทษ ?ไม่เป็นการเร็วเกินไปที่จะสรุปว่า ผู้ร่างไม่ต้องการให้สื่อมวลชนหรือใครก็ตามกระทำการวิพากษ์วิจารณ์หรือไขข่าวความไม่ดีไม่งามของปัจเจกบุคคลที่มาอาศัยผ้าเหลืองบวช ? นายมานิตกล่าว นอกจากนี้ มาตรการตามร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ยังเป็นการใช้อำนาจของกฎหมายมาปิดปากไว้ไม่ยอมให้เปิดเผยพฤติกรรมไม่ดีไม่งามของพระเณรน่าจะเป็นอันตรายแก่พระพุทธศาสนามากกว่า เพราะคงไม่มีใครปฎิเสธว่า ผู้ปกครองสงฆ์ไม่สามารถกวดขันให้พระภิกษุสามเณรมีวัตรปฎิบัติอันเคร่งครัดอยู่ในศีลในธรรมที่เป็นที่พึ่งแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายให้อย่างทั่วถึง เพราะที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีคำสั่งของมหาเถรสมาคมอันเป็นองค์กรปกครองสูงสุดของสงฆ์ไทยจะได้ออกมาประกาศห้ามภิกษุสามเณรปฎิบัติไว้มากมายหลายเรื่องที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน นอกเหนือไปจากศีล 10 และศีล 227 แล้วก็ตาม ข้อห้ามดังกล่าวนี้อาทิ ห้ามภิกษุสามเณรไม่ให้เกี่ยวข้องกับเรื่องราชการของฝ่ายบ้านเมือง ไม่ให้เป็นสมาชิกในสมาคมหรือสโมสรคฤหัสถ์ ห้ามไม่ให้เป็นหมอทำเสน่ห์ยาแฝด อาถรรพณ์ ห้ามแสดงตนเป็นอาจารย์บอกเลขสลากกินแบ่งหรือกินรวบ ห้ามไม่ให้พระเณรบวชหญิงเป็นบรรพชิต นายมานิต กล่าวว่า การที่สื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพนับเป็นเครื่องแสดงออกที่สำคัญของความเป็นประชาธิปไตย ถ้าหาไม่แล้วก็เท่ากับเป็นการปิดหูปิดตาประชาชน และถ้ายอมให้ไม่มีการห้ามไขข่าวให้แพร่หลายโดยอ้างว่าจะทำให้เสื่อมเสียอยู่ร่ำไปแก่มหาเถรสมาคม คณะสงฆ์ สังฆสมาคม หรือ มหาคณิสสร แล้วต่อไปก็คงห้ามไขข่าวการกระทำอันไม่ชอบธรรมของกลุ่มนิติบุคคล นิติบุคคล หรือ รัฐบาลได้ เพราะคำว่า ?จะทำให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหาย?หรือ ?เกิดความแตกแยก?แล้วนำขึ้นกล่าวหาฟ้องร้องต่อไปได้นั้น เป็นนามธรรมที่ต่างคนต่างรู้สึกด้วยมาตรฐานทางความคิด สติปัญญา ภูมิหลัง ความรู้สึกความผิดชอบชั่วดีไม่เหมือนกัน ?ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภา อันได้แก่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ได้ใช้วิจารณาญาณตรึกตรองร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ที่เสนอเข้าสู่การพิจารณา ว่า เป็นการตรากฎหมายที่เกินเลยอำนาจในการตรากฎหมาย เพื่อลดรอนเสรีภาพสื่อมวลชนตามมาตรา 39 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ? นายมานิต กล่าว |