มหาคณิสสรมาเฟียกลุ่มใหม่

ขณะนี้ความเขม็งเกลียวเกี่ยวกับ ‘ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์’ ฉบับอวิชชากำลังเดินทางมาถึงจุดที่สามารถยืนยันถึงเจตนารมณ์ร้ายในการออกกฎหมายได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีหลักฐานที่แน่ชัดแล้วว่า มหาเถรสมาคมได้มีมติรับรองออกมาย้อนหลัง

ขณะที่การตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับ ‘มหาคณิสสร’ มาเฟียกลุ่มใหม่ก็ยังคงดำเนินต่อไป เนื่องเพราะเป็นโครงสร้างองค์กรที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ ครอบคลุมทุกด้านและมีกลิ่นอายของความผิดปกติที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเป็นอย่างยิ่ง

ระวังอันตรายมหาคณิสสร

ในบรรดาความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งหมด จุดที่เด่นชัดที่สุดเห็นจะเป็นกรณี โครงสร้างการบริหารสูงสุดของคณะสงฆ์ เนื่องจากกฎหมายใหม่ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือมหาเถรสมาคมและมหาคณิสสร

จากการตรวจสอบข้อมูลรายละเอียดพบว่า โครงสร้างใหม่ขององค์กรสงฆ์ตาม ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่นั้น ได้แบ่งอำนาจการปกครองสูงสุดของคณะสงฆ์ออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนบนมีมหาเถรสมาคมทำหน้าที่คล้ายๆ กับคณะกรรมการของบริษัท รับผิดชอบเรื่องนโยบายและใช้อำนาจให้ความเห็นชอบในเรื่องต่างๆ

ขณะที่การบริหารงานทั่วไป จะมีอีกองค์กรหนึ่งที่ตั้งขึ้นใหม่เรียกว่า ‘มหาคณิสสร’ ทำหน้าที่คล้ายๆ กับคณะกรรมการบริหารของบริษัท

ที่น่าสนใจก็คือในส่วนของมหาคณิสสรนั้น กฎหมายใหม่ได้ให้อำนาจที่ยิ่งใหญ่เหลือคณานับ ทั้งทางด้านด้านการปกครอง การตรากฎมหาคณิสสร ออกข้อบังคับ วางระเบียบ ตลอดจนวินิจฉัยอุทธรณ์ของพระภิกษุผู้ต้องนิคหกรรมถึงขึ้นให้สละสมณเพศ(มาตรา 26,32,38) กำหนดนโยบายหรือวิธีลงโทษทางการปกครองสำหรับพระภิกษุและสามเณรที่ประพฤติให้เกิดความเสียหายแก่พระศาสนาและการปกครองของคณะสงฆ์(มาตรา 27)ควบคุมการบริหารกองทุนเพื่อกิจการพระพุทธศาสนา(มาตรา 54,55,67) และควบคุมการบริหารของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(มาตรา 62,64)

หรือหมายความว่า นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป มหาคณิสสรคือองค์กรกลุ่มใหม่ที่จะเข้ามาจัดการกิจการทั้งหลายทั้งปวงในพระพุทธศาสนาแต่เพียงผู้เดียว

“ความจริง พระพุทธองค์ทรงมอบให้พุทธบริษัทสี่ทั้งมวลเป็นผู้ร่วมกันดูแลและรักษาพระพุทธศาสนา แต่ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่ให้อำนาจการปกครอง การบริหารคณะสงฆ์ การครอบครองดูแล รักษาศาสนสมบัติและจัดการกองทุนพระพุทธศาสนาไว้กับมหาคณิสสรทั้งหมด ซึ่งขัดต่อพระธรรมวินัยโดยตรง

“ไม่มีใครรู้ว่า มหาคณิสสรจะออกหรือกำหนดบทลงโทษอย่างไรบ้าง จะดีหรือไม่ดีอย่างไรไม่รู้ ซึ่งถือเป็นการรวบอำนาจเอาไว้อย่างรวบรัดเบ็ดเสร็จ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วควรจะต้องกำหนดออกมาให้ชัดเจน”แหล่งข่าวให้แง่คิด

นอกจากนี้ ในมาตรา 8 ยังกำหนดเอาไว้ด้วยว่า สมเด็จพระสังฆราชทรงดำรงตำแหน่งสกลมหาสังฆปรินายก ทรงบัญชาการคณะสงฆ์และทรงตราพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราช โดยไม่ขัดหรือแย้งกับกฎหมาย พระธรรมวินัยและกฎมหาคณิสสร

หรือหมายว่ามหาคณิสสรนั้น คือรัฐมนตรีเงาที่มีอำนาจจริงในการควบคุมองค์กรสงฆ์ของไทยทั้งหมด แม้กระทั่งองค์พระประมุขของหมู่สงฆ์อย่างสมเด็จพระสังฆราชยังไม่สามารถกระทำการใดๆ ที่ขัดแย้งกับมหาคณิสสรได้อีกด้วย

ที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ ร่างกฎหมายฉบับเจ้าประคุณสมเด็จเกี่ยวยังกำหนดเอาไว้อย่างพิสดารอีกว่า ห้ามหมิ่นประมาท ใส่ความ ตลอดรวมถึงวิพากษ์วิจารณ์มหาเถรสมาคมและมหาคณิสสร

หรือหมายความว่า นับจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ต่อไปห้ามแตะต้องมหาเถรสมาคมหรือมหาคณิสสรเด็ดขาดไม่ว่าในกรณีใด แม้ว่าจะเป็นความคิดเห็นที่ผิดหรือขัดหลักพระธรรมวินัยก็ตาม

ขณะเดียวกันก็มีการกำหนดบทลงโทษเอาไว้อย่างเสร็จสรรพอีกด้วย อาทิ ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น ใส่ความมหาเถรสมาคม-มหาคณิสสรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(มาตรา 69) หรือผู้ใดวิพากษ์วิจารณ์มหาเถรสมาคม-มหาคณิสสร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(มาตรา 70)

“พูดถึงอำนาจหน้าที่ที่กำหนดให้มหาคณิสสรก็ครอบจักรวาล รวบทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการเอาไว้ทั้งหมด จะต่างอะไรกับมีมหาเถรสมาคมแบบเดิม ต่างกันก็เพียง ถ้าเป็นเมื่อก่อนมหาเถรสมาคมบริหารเบ็ดเสร็จเอง เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานจากประชาชน มหาเถรฯ ก็รับไปเต็มๆ

“แต่คราวนี้มหาเถรฯ แบอยู่เบื้องหลัง ผลักให้มหาคณิสสร เด็กในคาถาของตนมารับแทน พร้อมทั้งปลอบใจว่าไม่เป็นไร คราวนี้จะไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังก่อนแล้ว เพราะได้บัญญัติกฎเหล็กห้ามใส่ความ ห้ามวิพากษ์วิจารณืไว้แล้ว”นายเสถียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตให้ความคิดเห็น

จากการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้วปวงที่เกิดขึ้น ถ้าจะว่าไปแล้วจุดมุ่งหมายประการสำคัญสูงสุดในการผลักดันให้มีการออกกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับใหม่นั้น เมื่อพิเคราะห์และพิจารณาแล้ว จะเห็นว่าสุดท้ายล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายอยู่ที่อำนาจในการจัดการ ‘ทรัพย์สิน’ ของพระพุทธศาสนาเพียงประการเดียว

เนื่องจากได้ตรากฎหมายให้อำนาจกับมหาคณิสสรอย่างเบ็ดเสร็จ โดยใช้อำนาจจัดการผ่านทางสำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ และรวมถึงกองทุนที่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลต้องจ่ายเงินสมทบทางหนึ่ง และอยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าอาวาส และไวยาวัจกร ซึ่งล้วนอยู่ภายใต้ของมหาคณิสสรนี้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้ รัฐบาลไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยวเพราะเพียงแค่ได้รับความเห็นชอบจากมหาคณิสสรก็สามารถประกาศในราชกิจจานุเบกษาใช้บังคับได้

ขณะที่ในส่วนทรัพย์สินของวัด จะต้องจัดการไปตามกฎมหาคณิสสรซึ่งยังไม่มีใครรู้ว่าจะตราไว้อย่างไร

คำถามที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ทำไมมหาคณิสสรจึงหมายมั่นปั้นมือที่จะยึดครองอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินของพระพุทธศาสนาแต่เพียงผู้เดียว

คำตอบอยู่ตรงที่เพราะมูลค่าของทรัพย์สินของพระพุทธศาสนานั้นมีจำนวนมหาศาลคืออยู่ที่ประมาณ 4 ล้านล้านบาท ทั้งนี้ ไม่รวมถึงทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่านับไม่ถ้วน และยังมีรายได้รวมกันในแต่ละปีประมาณถึงปีละ 100,000 ล้านบาทนั่นเอง

“เงินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พระพุทธศาสนาพัง เพราะพระทุกวันนี้ไม่ได้มุ่งแสวงหาทางหลุดพ้น แต่มุ่งหน้าหาแต่เงิน หาแต่รายได้เข้ากระเป๋าตัวเอง ตัวอย่างที่ชัดเจนมีให้เห็นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่านิยมของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่นิยมความโก้หรู นั่งรถยนต์ราคาแพง มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสารพัด รวมทั้งนิยมสร้างถาวรวัตถุ สร้างโบสถ์ สร้างวิหารใหญ่โตเกินความจำเป็น เพื่อที่จะสร้างแรงดึงดูดใจให้ประชาชนเข้ามาทำบุญ และแสวงหาสมณศักดิ์ประดับบารมีของตนเอง

“ขณะเดียวกันเมื่อมีผลประโยชน์เกิดขึ้น ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องมีฆราวาสเข้าไปเกี่ยวข้อง กระทั่งกลายเป็นการเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกัน หน้าที่ที่ควรจะทำของพระก็นับวันก็ลดน้อยถอยลงไปเป็นลำดับ”แหล่งข่าวให้ทัศนะ

ชี้ชัดมหาเถรสมาคมมีมติย้อนหลัง

สำแดงพลังกดดันลาออกสถานเดียว

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุดระหว่าง 2 ขั้วความขัดแย้งในช่วง 1-2 วันที่ผ่านมานับว่ามีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อได้วิเคราะห์อย่างละเอียดลึกซึ้งแล้วถือเป็นการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญและกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว

กล่าวคือ ในส่วนของกลุ่มศิษยานุศิษย์หลวงตามหาบัว ในนามของศูนย์ต้านทานและปราบปรามมหาโจรปล้นพระพุทธศาสนา เพื่อดำเนินการคัดค้านร่างกฎหมายฉบับนี้นั้น

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545 นายทองก้อน วงศ์สมุทร พร้อมลูกศิษย์หลวงตามหาบัวที่มาจากจังหวัดต่างๆ จำนวน 500 คน ได้เดินทางมาโดยรถบัสและรถตู้เพื่อยื่นรายชื่อพุทธศาสนิกชนที่คัดค้านร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ออกจากการกระบวนการพิจารณา จำนวน 685,979 รายชื่อต่อนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณา รวมถึงพิจารณาการทำงานของอธิบดีกรมการศาสนา และนายสุทธิวงศ์ ตันตยาพิศาลสุทธิ์ รองอธิบดีกรมการศาสนาว่าพกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่

จากนั้นก็ได้นัดรวมตัวกันที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ในวันที่ 12 มีนาคม 2545 พร้อมทั้งออกแถลงการณ์ยืนยันเจตนารมณ์อีกครั้ง

นายทองก้อนเปิดเผยถึงเบื้องหลังการเคลื่อนไหวดังกล่าวว่า ต้องการพิสูจน์ความจริงว่ามหาเถรสมาคมเป็นคนร่างให้กับกรมการศาสนาด้วยตนเองหรือไม่ หรือเป็นเพียงการรับร่างมาจากกรรมการรูปหนึ่งของมหาเถรสมาคม โดยปราศจากมติมหาเถรสมาคมรับรอง ซึ่งในที่สุดก็ทราบว่ามีเงื่อนงำซุกซ่อนอยู่

ทั้งนี้ เนื่องจากพบว่ามติดังกล่าวของมหาเถรสมาคมเป็นมติย้อนหลัง โดยอ้างว่าเพื่อยืนยันกระบวนการเสนอร่างดังกล่าวให้เป็นไปโดยชอบธรรม

ดังนั้น ในนามของศูนย์ต้านทานและปราบปรามมหาโจรปล้นพระพุทธศาสนา จึงขอให้กรรมการมหาเถรสมาคมผู้ลงมติฯ ดังกล่าว สมควรพิจารณาตนเองด้วยการลาออกจากการเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม และเมื่อร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่ร่วมกันลงมติฯ นั้นมีข้อบัญญัติสนับสนุน การลิดรอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ฯ ก็สมควรที่จะกราบถวายบังคมลาออกจากสมณศักดิ์ เพื่อไม่ให้เป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทด้วย

ขณะที่หลวงตามหาบัวเอง เมื่อคืนวันที่ 11 มีนาคม 2545 ที่ผ่านมาก็ได้มีการเทศน์อบรมฆราวาส ณ สวนแสงธรรม เรื่อง ‘มหาเถรสมาคมกับมหาโจรเข้ากันได้ถ้าทำผิด’ ซึ่งเนื้อหาใจความเกี่ยวข้องกับความไม่ชอบพากลเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์โดยตรง พร้อมทั้งประกาศที่จะเป็นธงนำในการต่อสู้เพื่อปกป้องพระพุทธศาสนาต่อไป

ดังใจความตอนหนึ่งว่า

“เรื่องราวทั้งหลายจับนี้มาได้เป็นลำดับๆ เรื่องความเป็นโจรเป็นมาร เป็นมหาโจรจับมาได้พลิกตรงนั้นแพลงตรงนี้ เวลานี้กำลังจะตั้งมหาเถรสมาคมขึ้นมาเป็นเครื่องรับรองยืนยันกฎหมายที่จะกำลังจะทำลายชาติไทยเราอยู่นี้ ว่าจะให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้รับรองกฎหมายความอันนี้ยกขึ้นมาเป็นทองคำทั้งแท่ง แล้วก็ให้คนไทยทั้งชาติ กราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เลิศมาแต่กาลไหนๆ แล้วให้กราบพวกมูตรพวกคูถนี้แทนพระพุทธเจ้า แล้วเอาพระพุทธเจ้าเหยียบย่ำทำลายลงไปมันเคยมีที่ไหน นี่กำลังจะตั้งข้อประชุมขึ้นมา เอามหาเถรสมาคมมาเป็นข้อยืนยันรับรองว่าสิ่งเหล่านี้ที่เขาทำถูกต้องแล้ว มหาเถรสมาคมไหนก็เถอะ มหาเถรสมาคมก็คน พระที่เป็นมหาเถรสมาคมก็คน ผู้ไม่เป็นมหาเถรสมาคมมีจำนวนมากน้อยเพียงไรก็คนเหมือนกัน ผิดถูกทำไมจะไม่รู้ด้วยกัน

“ถ้ามหาเถรสมาคมจะยกพวกนี้เป็นเครื่องรับรองยืนยันว่า มหาเถรสมาคมเป็นผู้มีอำนาจบาทหลวงอย่างใหญ่หลวง สามารถที่จะต้านทานบรรดาประชาชนทั้งหลายที่เป็นเจ้าของสมบัติแห่งพระพุทธศาสนามานมนานนี้แล้วให้เป็นของจอมปลอมไปหมด มีแต่มหาเถรสมาคมเท่านั้นจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแดนพุทธศาสนาของเราอย่างนี้แล้ว มหาเถรสมาคมไหนก็มาเถอะนะ ยังไงมหาเถรสมาคมนี้จะต้องเป็นมหาโจรด้วยกันกับพวกนั้น ก็เรื่องคนทั้งประเทศไม่ยืนยันรับรอง มหาเถรสมาคมเอาอำนาจบาทหลวงมาจากไหนจึงมายืนยันรับรอง สิ่งจอมปลอมทั้งหลายซึ่งเป็นเสนียดจัญไรต่อบ้านเมืองแล้วจะเอาอันนี้มาเหยียบหัวคน มหาเถรสมาคมไหนก็มา ถ้ามาแบบนี้แล้วจะไม่มีใครถอยคนไทยของเรา จะสู้ มีหลวงตาบัวเป็นหัวหน้า จะสู้คอขาดไปเลย

“ให้ถอยหลวงตาไม่ถอย มหาเถรสมาคมมาจากไหน มีกี่นิกาย มาประชุมกันว่าอย่างไรบ้าง ที่จะมายกเอาส้วมเอาถานนี้ขึ้นมาเป็นทองคำให้พี่น้องชาวไทยเรากราบแทนพระพุทธเจ้า มันมีที่ไหน ยกมามหาเถรสมาคมไหนก็มา ถ้าลองขัดต่อหลักธรรมหลักวินัยกฎหมายบ้านเมืองแล้ว ก็เป็นมหาโจรโดยดี มหาเถรสมาคมนั้นแลแต่ก่อนเป็นที่เคารพบูชาของคนทั่วประเทศไทย แต่บัดนี้มหาโจรจะให้กราบไหว้อย่างนั้นไม่ได้ มหาเถรสมาคมกับมหาโจรมันก็เข้ากันได้ ถ้าทำผิดไป”

ส่วนการเคลื่อนไหวในฟากของกระทรวงศึกษาธิการก็มีความขัดแย้งและสับสนอยู่ไม่น้อย เพราะในเบื้องต้นนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ได้สั่งการให้มีการประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ถอนร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ออกจากขั้นตอนการพิจารณา และให้ส่งเรื่องกลับมายัง ศธ.เพื่อเสนอคืนไปยังมหาเถรสมาคม

พร้อมทั้งให้เหตุผลว่า เนื่องจากขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างส่วนราชการใหม่ จากเดิมที่เคยกำหนดไว้ในนโยบายปฏิรูปการศึกษาว่าจะมี 3 ด้านคือการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม แต่เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติที่จะแยกงานด้านวัฒนธรรมออกไปและตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรมแทน แต่รายงานข่าวเบื้องลึกแจ้งเข้ามาว่า กรรมการมหาเถรสมาคมที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดยังคงดึงดันและมีแนวคิดที่จะผลักดันร่างนี้ต่อไป หนำซ้ำการที่ถอนออกมาจากการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็เป็นเพียงกุศโลบายหนึ่งที่มุ่งหวังผลบางประการเท่านั้น

กล่าวคือ ต้องการนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปสู่กระบวนการพิจารณาและรับรองจากมหาเถรสมาคมให้ถูกต้อง เพื่อขจัดข้อครหาที่เกิดขึ้น และยืนยันที่จะคงถ้อยคำและโครงสร้างที่กำหนดเอาไว้เหมือนเดิมทุกประการ?

เรียกได้ว่า เป็นการเดินเกมที่ลึกซึ้งและแยบคายเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร พระพุทธศาสนาจะได้รับการพิทักษ์อย่างที่ควรจะเป็น หรือกลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มบุคคลและพระเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น