|
ลากไส้ พ.ร.บ.สงฆ์ 4 แผ่นดิน
นับตั้งแต่ชาติไทยมีกฎหมายปกครองคณะสงฆ์ฉบับแรกเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในปี พ.ศ.2445 หรือเมื่อ 100 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและจุดหักเหครั้งใหญ่หลวงต่อพระพุทธศาสนา เนื่องจากได้มีการนำระบบราชการเข้ามาจัดระเบียบคณะสงฆ์ ความสัมพันธ์ของพระสงฆ์ ประชาชนและอำนาจรัฐ ที่ดำรงอยู่สืบเนื่องผ่านมากว่าหนึ่งพันปีได้ยุติลงโดยสิ้นเชิง ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบสถาบันสงฆ์ได้อีกต่อไป และเปลี่ยนบทบาทเป็นขึ้นตรงต่อผู้บังคับบัญชา นับจากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะมีกฎหมายสงฆ์ออกมาอีกกี่ยุคสมัย สถานการณ์ดังกล่าวก็ยังเหมือนดิม และนับวันจะรุนแรงเป็นลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.... หรือฉบับอวิชชาที่กำลังมีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน ระวังอลัชชีครองเมือง แผนร้ายมหาโจรทำลายศาสนา อุบัติการณ์ความฉาวโฉ่ที่เกิดขึ้น อันเป็นผลพวงมาจาก ร่างพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ฉบับของมหาเถรสมาคมนั้น ได้แสดงให้เห็นจิตเจตนาในการเข้ามายึดครองอำนาจและผลประโยชน์จากการปกครองของคณะสงฆ์อย่างชัดเจน แน่นอน สิ่งที่ผู้คนในสังคม โดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนตั้งข้อสงสัยก็คือ ใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด ในช่วงที่เกิดภาวะสูญญากาศ อันเนื่องมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาปรินายก ทรงไม่อยู่ในฐานะที่จะบริหารงานมหาเถรสมาคมได้นั้น ได้ทำให้มีพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่บางรูป อาศัยช่องว่างดังกล่าวเข้ามายึดครองอำนาจทีละน้อย ดังจะเห็นได้จากเมื่อครั้งปัญหา วัดธรรมกาย ที่แม้สมเด็จพระสังฆราชจะทรงมีพระลิขิตให้จัดการเด็ดขาด แต่พระลิขิตดังกล่าวก็ถูกหมกเม็ด กระทั่งถูกเปิดเผยออกมาสร้างความฉาวโฉ่ขายหน้าประชาชีทั่วหน้า แหล่งข่าวระดับสูงเปิดเผยว่า แม้จะไม่มีหลักฐานยืนยันเป็นลายลักษ์อักษรว่า พระเถระรูปใดที่อยู่เบื้องหลังการร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าว แต่ก็เป็นผู้รับรู้กันโดยทั่วไปว่า คือ เจ้าประคุณ สมเด็จพระพุฒาจารย์(เกี่ยว อุปเสโณ) วัดสระเกศ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นผู้เสนอและมอบร่างนี้ให้กับรัฐบาล พร้อมทั้งกำชับว่าให้รีบออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้โดยเร็ว และห้ามปรับปรุงแก้ไขเด็ดขาด ดังนั้น ร่างกฎหมายจึงเดินทางลัดเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งคณะรัฐมนตรีก็ได้เห็นชอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบแง่มุมทางกฎหมายอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถ้าจะว่าไปแล้ว การที่กฎหมายออกมาในลักษณะดังกล่าวก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจอะไรนัก เพราะเป็นที่รับรู้กันว่า สมเด็จฯ แห่งวัดสระเกศนั้นมีความสัมพันธ์และเกี่ยวพันแนบแน่นกับ วัดธรรมกาย ที่สำคัญคือ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า แนวคิดในการทำงานของธรรมกายใช้หลักและรูปแบบของ ทุนนิยม มาใช้ในการบริหารงานและประสบความสำเร็จในการชักชวนผู้คนให้คล้อยตาม พร้อมทั้งยินยอมที่จะบริจาคเงินด้วยความเต็มใจ ขณะที่ธรรมะของธรรมกายเป็นธรรมะแบบที่เรียกว่า ฟาสต์ฟูด กล่าวคือ เห็นง่าย คล้อยตามง่าย แต่ไม่ได้ลึกซึ้งถึงแก่นธรรมอย่างแท้จริง กระทั่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตุว่า ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนี้ น่าจะอาศัยแนวคิดของธรรมกายมาใช้เป็นแกนในการจัดทำประมาณสามถึงสี่ส่วนเป็นอย่างน้อย
อย่างไรก็ตาม หากศึกษาย้อนหลังจะพบว่า ที่มาของพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนี้มีความไม่ชอบมาพากล โดยค่อยๆ สืบทอดมาตั้งแต่ยุคของรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งขณะนั้นได้ลิดรอนพระราชอำนาจพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ในปี 2535 มาตรา 7 และยังไม่ยอมให้มีข้อความว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 ทั้งๆ ที่ชาวพุทธไม่น้อยกว่า 2 ล้านคนเข้าชื่อกันร้องขอ ต่อมารัฐบาลนายชวน หลีกภัย อาศัยกฎหมายรัฐธรรมนูญออกพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ 2542 กำหนดให้ กรมการศาสนา ต้องขึ้นกับ คณะกรรมการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ และตั้ง คณะกรรมการปฎิรูปการศึกษา ขึ้นมา โดยมีศ.ดร.วิจิตร ศรีสะอ้าน เป็นประธาน จุดที่น่าสนใจก็คือ คณะกรรมการปฎิรูปการศึกษาชุดนี้ ได้กำหนดให้มีผู้แทนจากศาสนาอื่นมาเป็นกรรมการใน คณะกรรมการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมแห่งชาติ ซึ่งมีผลให้พระพุทธศาสนาต้องอยู่ในการปกครองนอกพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวในกลุ่มชาวพุทธที่จะขอแยกตัวออกไป เนื่องจากไม่ต้องการให้ศาสนาอื่นมาดูแลศาสนาพุทธ ถัดจากนั้น สมเด็จพุฒาจารย์และคณะจึงถือจุดนี้เป็นโอกาสยกร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่พร้อมทั้งเสนอให้จัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาดูแล นั่นคือ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้นเสนอต่อรัฐบาลแบบเร่งด่วนผิดปกติ ทำกันในวงจำกัดและไม่ได้ผ่านการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มองค์กรต่างๆ อย่างแพร่หลาย โดยมีศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาภายใต้การนำของ พระเทพดิลก(เจ้าคุณระแบบ)และพระราชกวี(เลขาธิการศูนย์พิทักษ์ศูนย์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา) และพระมหาโชว์ ทัสสนีโย(ผู้อำนวยการสำนักบริหาร สำนักส่งเสริมพระพุทธศาสนาและบริการสังคม มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ฯลฯ เป็นผู้ให้การสนับสนุน
ย้อนรอย พ.ร.บ.สงฆ์ 4 แผ่นดิน ย้อนหลังกลับไปก่อนหน้าจะมีพ.ร.บ.สงฆ์อย่างเป็นรูปธรรมเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทย ในอดีตพุทธศาสนาเคยมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับชุมชนอย่างเหนียวแน่น พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจควบคุมประชาชนในเชิงศีลธรรม ขณะเดียวกันประชาชนก็ควบคุมพระสงฆ์ในเชิงวัตถุ ส่วนบทบาทของรัฐก็มีส่วนในการปกป้องพุทธศาสนาจากภัยภายนอก ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้พุทธศาสนาในอดีตมีความเข้มแข็ง เป็นปัจจัยให้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองกว่า 2,500 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปโครงสร้างความสัมพันธ์ดังกล่าวก็จบสิ้นลง พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างดังกล่าว นายทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า การปฏิรูปพุทธศาสนาครั้งสำคัญของชาติเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เนื้อหาพุทธศาสนาสอดคล้องกับเหตุผลนิยมและแนวคิดวิทยาศาสตร์แบบตะวันตก ยุคนั้น องค์กรสงฆ์เริ่มมีการจัดการปกครองเป็นรูปเป็นร่าง มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นองค์ประมุข รวมถึงการจัดตั้งธรรมยุติกนิกาย ให้ชนชั้นขุนนางเข้ามาทำหน้าที่ช่วยสมเด็จพระสังฆราชปกครองคณะสงฆ์ ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตราพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ฉบับแรก เมื่อปี พ.ศ. 2445 (รศ.121) และได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เนื่องจากมีการนำระบบราชการเข้ามาจัดระเบียบคณะสงฆ์ ส่งผลทำให้ความสัมพันธ์ของพระสงฆ์ ประชาชนและอำนาจรัฐที่สืบเนื่องผ่านมากว่าหนึ่งพันปีเพื่อตรวจสอบสถาบันสงฆ์ได้ยุติลง พร้อมทั้งเปลี่ยนบทบาทเป็นขึ้นตรงต่อผู้บังคับบัญชาแทน กระทั่งเมื่อถึงปี พ.ศ. 2475 สังคมไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎร์เริ่มมีบทบาทมีการจัดองค์กรสงฆ์ โดยตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับที่สอง เมื่อปี พ.ศ. 2484 เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีการแบ่งอำนาจคณะสงฆ์ออกเป็น อำนาจนิติบัญญัติ มีสังฆสภา ทำหน้าที่ออกกฎเกณฑ์ฝ่ายสงฆ์ ส่วนอำนาจบริหาร มีคณะสังฆมนตรีบริหาร และอำนาจตุลาการ มีคณะวินัยธร เป็นผู้ตัดสินคดีเกี่ยวกับพระสงฆ์
จนกระทั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรืองอำนาจ ได้มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง มีการปรับปรุงคณะสงฆ์ ตราพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฉบับที่สามเพื่อให้สอดคล้องกับระบบเผด็จการ จากนั้นเป็นต้นมา สมเด็จพระสังฆราช มีอำนาจสูงสุด มีการตั้งคณะมหาเถรสมาคม มีพระเถระอาวุโสช่วยตัดสินปัญหาทุกเรื่องเกี่ยวกับองค์กรสงฆ์ สำหรับในปัจจุบันถึงแม้ว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตยมีรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ก็ยังมีการใช้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปี พ.ศ. 2505 (ฉบับจอมพลสฤษดิ์ ) โดยมีการแก้ไขเมื่อปี พ.ศ. 2535 แต่ปัญหาคณะสงฆ์กลับไม่ได้รับการแก้ไข เพราะอำนาจชี้ขาดอยู่ที่พระสังฆราช และเถระชั้นผู้ใหญ่ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ทั้งสามฉบับ ทำให้อำนาจของคณะสงฆ์แยกตัวออกจากประชาชน ไม่มีระบบการตรวจสอบคณะสงฆ์เหมือนในอดีต เพราะพ.ร.บ.สงฆ์ ในอดีตต่างแสดงให้เห็นถึงการลดหลั่นเชิงอำนาจเหมือนระบบราชการ
ผู้จัดการรายวัน
|