ลำดับแห่งการหลุดพ้นจากโลก

วิปัสสนา
เป็นการปฏิบัติทางจิต เพื่อยกเลิกให้สูงขึ้นขนาดที่ความทุกข์ใจครอบงำไม่ได้
จึงพ้นทุกข์ด้วยอำนาจของการรู้แจ้งว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ แล้วสิ่งต่าง
ๆ ในโลกก็จะไม่มีอิทธิพลทำใจเรา ให้หลงรักหรือหลงชังอีกต่อไป เรียกว่าจิตอยู่เหนือวิสัยของชาวโลกขึ้นถึงฐานะอันใหม่
ที่ท่านเรียกว่า "โลกุตตรภูมิ" ด้วยเหมือนกัน.
โลกกิยภูมิ
ก็คือระดับของจิตที่สิ่งต่าง ๆ ในโลกมีอิทธิพลเหนือจิต. แบ่งโดยสรุปที่สุดออกเป็น
๓ พวกกล่าวคือ "กามาวจรภูมิ" หมายถึงระดับของจิตที่ไม่ต่ำ จนถึงกับพอใจในกามคุณ
แต่ว่าถึงระดับของจิตที่ยังพอใจอยู่ในกามทั้งปวง. ถัดไปคือ รูปาวจรภูมิ
ได้แก่ ฐานะของจิตที่ไม่ต่ำ จนถึงกับพอใจในกามคุณ แต่ว่ายังพอใจในความสุขซึ่งเกิดจากสมาบัติที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์
อันไม่เกี่ยวกับกาม, ภูมิที่ถัดไปอีกคือ อรูปาวจรภูมิ นี้คือสถานะของจิตที่ยังพอใจในความสุขสงบที่สูงขึ้นไปกว่านี้อีกชั้นหนึ่ง
เกิดความสงบโดยยึดสิ่งไม่มีรูปเป็นอารมณ์.
ถ้าจะจัดให้เป็นคู่
ๆ ระหว่างภูมิภพ ก็มีทางที่จะทำได้ ;1 "ภูมิ" หมายถึงสถานะหรือระดับแห่งจิตใจของผู้นั้น
ส่วน "ภพ" หมายถึงภาวะเป็นอยู่ที่เหมาะสมแก่ผู้ที่มีภูมิแห่งจิตใจเช่นนั้น
ๆ ฉะนั้นผู้ที่ติดอยู่ในกามาวจรภูมิ ก็คู่กับการวจรภาพ ; รูปาวจรภูมิก็คู่กับรูปาวจรภพ
; และอรูปวตรภูมิคู่กับอรูป
วจรภพ
, คำว่าภูมินั้นหมายถึงสถานะทางจิตใจ คำว่าภพหมายถึงภาวะเป็นที่อยู่ที่อาศัยของผู้ซึ่งมีจิตใจต่างๆ
กัน. จึงแบ่งได้เป็น ๓ ภูมิ ๓ ภพ.
โลกิยภูมิ
คือสถานะทางใจของสัตว์สามัญทั่ว ๆ ไปแม้จะสมมติเรียกชื่อต่างกัน
เป็นมนุษย์ เป็นเทวดาพรหมสัตว์เดรัจฉานหรือเป็นสัตว์นรกก็ตาม ก็รวมอยู่ใน
๓ ภูมินั้น , คนหนึ่ง ๆ ในโลกนี้อาจจะมีจิตใจอยู่ในภูมิใดภูมิหนึ่ง
ในเวลาใดเวลาหนึ่งได้ด้วยกันทั้งนั้นไม่เป็นการเหลือวิสัย แต่ส่วนมากจะต้องตกอยู่ในกามาวจรภูมิเป็นธรรมดา
คือจิตของมนุษย์เราโดยปกตินั้น ตกอยู่ใต้อิทธิพลของความเอร็ดอร่อยทางรูป
รส กลิ่น เสียง สัมผัส.
แต่ในบางคราวบางโอกาส
อาจจะพ้นออกมาได้จากอิทธิพลของสิ่งยั่วยวนเหล่านี้ได้ เพราะอาศัยจิตให้ไปจดจ่อยอยู่ที่ความสงบอันเกิดจากการเพ่งที่รูปธรรมหรืออรูปธรรมเป็นอารมณ์แล้วแต่กการเพ่ง
ฮะนั้น ในบางคราวจิตของมนุษย์เราจึงอยู่ในลักษณะที่เป็นรูปาวจรภูมิ
หรืออรูปาวจรภูมิก็มี. สำหรับในอินเดีย ครั้งสมัยพุทธกาลนั้นนับว่ามีมาก
เพราะว่าผู้(ที่ออกแสวงหาความสงบสุขชั้นรูป
วจรภูมิ
หรืออรูปาวจรภูมินั้น อาจจะกล่าวได้ว่ามีอยู่ทั่ว ๆ ไปในป่า . สำหรับบัดนี้มีน้อย
แต่ถึงอย่างนั้นก็กล่าวได้ว่าเป็นฐานะที่คนทั่ว ๆ ไปจะเข้าถึงได้อยู่นั่นเอง
ทั้งยังกล่าวได้อีกว่า
เมื่อใดจิตของผู้ใดตั้งอยู่ในภูมิใด เมื่อนั้นภาวะที่เขากำลังอาศัยอยู่นั้น
ก็จะกลายเป็นภพที่มีชื่อนั้นไปทันที. เช่นใครคนหนึ่งในโลกนี้กำลังเป็นสุขอยู่ด้วยรูปาวจรสมาบัติโลกนี้ก็กลายเป็นรูปาวจรภพสำหรับเขาไป
เพราะเขาไม่รู้สึกในสิ่งอื่นใดนอกจากรูปาวจรภูมิ โลกนี้ขณะนั้นและสำหรับเขาผู้นั้น
ก็มีค่าเท่ากับรูปาวจรภพไป จนกว่าฐานะแห่งจิตใจของเขาจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น.
ผู้ที่อยู่ในภูมิทั้ง
๓ นี้ ถึงแม้ว่าจะได้รับความสุขความสงบชนิดที่เหมือนกับว่าเป็นก้อนหินก้อนดินหรือท่อนไม้ไปแล้ว
แต่ก็ยังมีความยึดถือตัวตน ยังอาศัยตัณหาต่างๆ ชนิดตลอดถึงตัณหาชนิดที่ละเอียดที่สุด
เช่นไม่ชอบภาวะที่ตนอยู่เป็น จนทำให้ต้องแสวงหาภาวะใหม่ มีการประกอบกรรมต่างๆ
ด้วยอำนาจของความอยากนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่เรียกว่าอยู่เหนือวิสัยโลก
ไม่ใช่โลกุตตรภูมิ จึงจัดไว้เป็นโลกิยภูมิ.
ส่วนโลกุตตรภูมินั้น
มีจิตอยู่เหนือวิสัยชาวโลก มองเห็นสภาพของโลกเป็นของไม่มีสาระตัวตนที่เป็นแก่นสาร.
ใจไม่ต้องการสิ่งใด ๆ ในโลก. พวกที่ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมินี้ยังแบ่งออกเป็นชั้น
ๆ ตามหลักพุทธศาสนา เป็นมรรค เป็นผล ๔ ชั้น ด้วยกันคือชั้นพระโสดาบัน
พระสกิทาคามี และพระอรหันต์.ความเป็นพระอริยบุคคล ๔ จำพวกนี้ หมายถึงโลกุตตรภูมิ.
คำว่า
"โลกุตตร" แปลว่า "อยู่เหนือโลก" หรือ "ยิ่งไปกว่าโลก" หมายถึงจิตใจ
มิได้หลายถึงร่างกาย.ร่างกายนั้นจะอยู่ที่ไหนก็ได้ ขอให้เป็นภาวะที่พอพักอาศัยของผู้ที่มีจิตใจอันตั้งอยู่ในโลกกุตตรภูมิได้ก็แล้วกัน.
ส่วนโลกที่ต่ำไปกว่านั้นเช่นนรกอบาย หรือที่ทนทุกข์ทรมาน เช่น คุกตะราง
จึงไม่เป็นภพที่สมควรแก่อริยบุคคล.
โลกุตตรภูมิแบ่งออกเป็น
๔ ชั้น และสิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างกันไป ๔ ชันก็คือกิเลสต่างๆ
ที่จะพึงละให้ขาดไป. กิเลสในหมวดนี้ท่านจำแนกไว้เป็น ๑๐ อย่าง เรียกว่า
สังโยชน์ แปลว่าเครื่องผูกพันอย่างพร้อมพรั่ง เครื่องผูกพันทั้ง
๑๐ นี้ ผูกพันคนหรือสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ในโลก คนจึงตกอยู่ในวิสัยนี้
และเป็นโลกกิยภูมิ. ฉะนั้น ถ้าตัดเครื่องผูกพันเหล่านี้ออกเสียงได้จิตก็จะค่อย
ๆ หลุดออกไปจากภาวะวิสัยของชาวโลกตามลำดับ เมื่อตัดได้หมดก็ถือว่าจิตหลุดออกไปสู่ความอยู่เหนือโลก
เป็นโลกุตตรภูมิโดยสมบูรณ์.
ในกิเลสชั้นละเอียดที่ผูกพันคนเรา
๑๐ ประการนี้ประการแรกเรียกว่า สักกายทิฏฐิ แปลว่าความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของตน
ได้แก่ความเข้าใจผิดหรือสำคัญด้วยอุปาทาน เช่นคิดว่า "ตัวเรา" มีอยู่.
นั่นแหละคือความสำคัญผิดในที่นี้ โดยที่คนเราทั่ว ๆ ไปไม่รู้จักอะไรมากไปกว่าร่างกาย
และจิตที่เยื่องอยู่กับร่างกายจึงเหมาเอาของ ๒ อย่างนี้เป็นตัวตน
โดยมีความเข้าใจว่ากายพร้อมทั้งจิตนี้เป็นตัวตนเป็นข้าพเจ้า. สัญชาตญาณว่ามีตัวเรานี้เอง
เป็นไปหนักแน่นมากถึงกับใคร ๆ ย่อมคิดว่ามีตัวตนของตนอยู่ทั้งนั้น
เพราะเป็นมูลฐานที่ทำให้ชีวิตทรงอยู่ได้ ทำให้รู้จักป้องกันตัว ทำให้แสวงหาอาหาร
หรือสืบพันธุ์ เป็นต้น. แต่ที่เรียกว่าสักกายทิฏฐิในที่นี้ ประสงค์เอาเพียงชั้นหยาบ
ๆ ที่เป็นเหตุให้ เห็นแก่ตัวจัด ถือเป็นกิเลสตัวแรกที่จะต้องละให้ได้ก่อนตัวอื่น
ๆ.
สังโยชน์ข้อที่
๒ เรียกว่า วิจิกิจฉา หมายถึงความสงสัยเป็นเหตุให้ลังเลไม่แน่ใจ.
ส่วนใหย่ที่สุดประสงค์เอาความสงสัยในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์.
ลังเลเพราะไม่รู้จริง เช่นสงสัยว่าเรื่องนี้มันอย่างไรกันแน่. การปฏิบัติเพื่อให้พ้นทุกข์
มันเป้นของที่เหมาะสมแก่ตนหรือไม่? ทำได้หรือไม่? มันดีกว่าสิ่งอื่นจริงหรือไม่?
ทำได้จริง ๆ หรือเปล่า? พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่ตรัสรู้ถูกต้องจริงหรือ?
เป็นบุคคลที่หลุดพ้นจากความทุกข์จริงหรือ? คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าหรือการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์
จะนำไปสู่ความดับทุกข์จริงหรือ? พระอริยสงฆ์ปฏิบัติพ้นทุกข์ได้จริงหรือ?
มูลเหตุของความลังเลก็คือ
ความไม่รู้อันได้แก่อวิชชาเหมือนกับปลาที่เคยอาศัยอยู่แต่ในน้ำถ้าใครเล่าให้ฟังถึงเรื่องบนบกมันคงไม่เชื่อ.
ถ้าเชื่อก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง คนเราที่จมอยู่ในกามารมณ์ก็เหมือนกัน
เคยชินกับกามเหมือนปลาอยู่ในน้ำ เมื่อพูดถึงเรื่องอยู่เหนือกาม เหนือโลก
ก็เข้าใจไม่ได้ ที่เข้าใจได้บ้างก็ยังลังเล. ความรู้สึกฝ่ายต่ำมีอยู่ในสันดานส่วนความรู้สึกฝ่ายสูงนั้นเพิ่งจะก่อรูปขึ้นใหม่
การโต้แย้งกันระหว่างความรู้สึกฝ่ายสูงกับฝ่ายต่ำนั่นแหละ คือการลังเล.
ถ้ากำลังใจไม่เพียงพอ ความรู้สึกฝ่ายต่ำมักชนะ. วิจิกิจฉาหรือความลังเลในความดี
เป็นของมีประจำอยู่ในคนทุกคนมาตั้งแต่เกิด. คนที่ได้รับการอบรมมาผิด
ๆ อาจจะมีมากขึ้น. จะต้องพิจารณาให้เห็นโทษของความลังเลใจ ซึ่งมีอยู่ในการงาน
มีอยู่ในชีวิตประจำวัน จนเป็นผู้ไม่อาจมั่นใจในความดี ความถูกต้อง
หรือความพ้นทุกข์เป็นต้น.
ทีนี้มาถึงสังโยชน์ข้อที่
๓ เรียกว่า สีลัพพตปรามาส แปลว่า การจับฉวยศีลและวัตรผิดจากความมุ่งหมายที่ถูกต้อง.
โดยใจความก็คือ การติดแน่นยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเคยประพฤติปฏิบัติมาด้วยความเข้าใจผิด.
ส่วนมากเกี่ยวกับลัทธิประเพณี ตัวอย่าง เช่น การเชื่อพิธีไสยศาสตร์และการปฏิบัติทางไสยศาสตร์ต่างๆ
นับเป็นสีสัพพตปรามาสโดยไม่ต้องสงสัย.
แม้ในเรื่องของพระพุทธเจ้าศาสนา
ถ้าปฏิบัติไปด้วยความเข้าใจผิด ว่าจะเกิดความขลังความศักดิ์สิทธิ์
เกิดฤทธิ์อำนาจคุ้มครองเราได้ อย่างนี้ก็เป็นปฏิบัติโดยหวังผลผิดทางและไร้เหตุผลอยู่นั่นเอง.
ตัวอย่างเช่นการสมาทานศีล หรือประพฤติพรหมจรรย์ซึ่งที่แท้ก็เพื่อกำจัดกิเลส
แต่ถ้าไปเข้าใจว่าจะทำให้เกิดอำนาจขลังศักดิ์สิทธิ์ แล้วใช้ความขลังนั้นตัดกิเลสได้
อย่างนี้ก็เป็นความยึดถือซึ่งผิดความมุ่งหมายเดิม. การปฏิบัติอย่างเดียวกันแท้ๆ
แต่ถ้าเข้าใจผิด โดยยึดมั่นในทำนองไร้เหตุผล หรือเห็นเป็นของขลัง
ของศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วก็เป็นสีลัพพตปรามาสไปทั้งสิ้น.
แม้ที่สุดสมาทานศีล
ปฏิบัติสิกขาบท ด้วยความคิดว่าตนจะได้ไปเป็นเทวดาในสวรรค์ อย่างนี้ก็ไม่ต้องสงสัยเลย
ย่อมเป็นการจับฉวยศีลและวัตร ผิดความมุ่งหมายของพุทธศาสนาไป ทำให้การรักษาศีลและพรหมจรรย์ของตนเศร้าหมอง
; เพราะว่าความมุ่งหมายของพระวินัยนั้น ก็เพื่อกำจัดจิตกิเลสในส่วนหยาบ
ๆ ทางกายและวาจาเพื่อให้เป็นรากฐานของสมาธิและต่อไปถึงปัญญาเป็นลำดับ
ๆ ไปหาใช้มุ่งหมายเพื่อให้ไปเกิดในสวรรค์ไม่. นี้ได้เชื่อว่า ทำศีลของตนให้สกปรกเศร้าหมองไปด้วยความยึดถือที่ผิด
ด้วยอำนาจของความคิดที่ผิด. เรื่องให้ทานก็ดี เรื่องรักษาศีลก็ดี
เรื่องเจริญสมาธิภาวนาก็ดี ซึ่งถ้าทำไปด้วยความสำคัญผิดต่อความมุ่งหมายที่แท้จริงของการกระทำเหล่านั้นแล้ว
จะต้องเป็นการกระทำนอกลู่นอกทาง ของพระพุทธศาสนาทั้งนั้น.
ฉะนั้น
ขอให้เข้าใจว่า แม้การปฏิบัติในวงพุทธบริษัทเราถ้าทำไปด้วยความสำคัญผิดจากกิเลสตัณหาเข้าครอบงำ
เช่นหวังในทางขลังศักดิ์สิทธิ์เมื่อใดแล้ว ก็จะกลายเป็นสีลัพพตปรามาสไป.
แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ชาวบ้านเราชอบทำกันอยู่ทั่วๆ ไป เช่นการสวดมนต์ทำบุญบ้านหรืออะไรก็ตา
จะต้องเอาข้าวสุกและสำรับคาวหวานชุดหนึ่ง มาตั้งไว้หน้าพระพุทธรูปเป็นทำนองเช่นวิญญาณพระพุทธเจ้า
หรือเป็นการถวายข้าวพระ เชื่อกันว่าวิญญาณของพระพุทธเจ้า จะได้นำข้าวที่จัดทำมาถวายถ้าทำด้วยความรู้สึกหรือเข้าใจเช่นนี้แล้ว
ก็ย่อมเป็นการปฏิบัติผิดความมุ่งหมายเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยไม่ต้องสงสัย.
เรื่องการประพฤติผิดต่อความประสงค์ที่ถูกต้องนั้นนับว่ามีดาษดื่นอยู่ทั่ว
ๆ ไปในวงพุทธบริษัท เป็นการทำไปอย่างงมงายไร้เหตุผล ทำให้ข้อปฏิบัติหรือระเบียบที่ดีงามอยู่แล้ว
ต้องสกปรกไปด้วยความโง่เขลาและความหลงผิดของคนเหล่านั้นเอง นี่คือความหมายของคำว่า
"สีสัพพตปรามาส."
เราจะเห็นได้ว่ากิเลสข้อนี้มีมูลมาจากโมหะ
คือความเขลาเข้าใจผิด คนเราเคยถือของขลังถือของศักดิ์สิทธิ์มาแต่เดิม
เพราะได้รับการสอนกันมาผิด ๆ อบรมกันมาผิด ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีกันอยู่เกือบทุก
ๆ คน. อย่าต้องระบุรายละเอียดให้มากไปเลย มันจะเป็นเรื่องกระทบกระเทือนใจกันแต่ว่าขอให้ท่านทั้งหลาย
จงเอาหลักเกณฑ์อันนี้ไปสอบสวนตัวเองดูก็แล้วกัน.
กิเลส
๓ อย่างในพวกเรา คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสนี้ ถ้าจะได้เด็ดขาดลงไปจริง
ๆ ก็เรียกว่าได้ตั้งอยู่ในโลกุตตรภูมิอันดับหนึ่ง คือ เป็นพระโสดาบัน
ไปแล้ว.
การละกิเลส
๓ ประการนี้ได้เด็ดขาด ไม่ควรดูเป็นของยากเลย เพราะกิเลสทั้ง ๓ อย่างเป็นของป่าเถื่อนที่คนป่าเถื่อนเขาถือกัน
เป็นของสำหรับคนป่าเถื่อนที่ไร้ความเจริญ. คนที่เรียกว่ามีการศึกษาดีหรือเจริญแล้ว
ไม่ควรจะมีของ ๓ อย่างนี้ถ้ายังอยู่ก็ต้องถือว่าจิตใจของคนนั้นยังป่าเถื่อนอยู่.
ผู้ใดละกิเลส ๓ ประการนี้ได้จึงจะเป็นอริยชนได้. ถ้ายังละไม่ได้ก็ยังเป็นคนโง่เขลา
เป็นคนหลงหรือที่เรียกอย่างดีที่สุดว่า ปุถุชน แปลว่าคนที่มีผ้าปิดบังลูกตาหนาทึบ,
ปุถุ แปลว่าหนา ; ปุถุชน จึงแปลว่าคนหนาคือหนาด้วยเครื่องปิดบังลูกตาแห่งปัญญา.
เมื่อบุคคลใดละกิเลส
๓ ประการนี้ได้ ย่อมจะมีจิตใจที่เริ่มอยู่เหนือความผูกพันของโลก
เพราะกิเลสทั้ง ๓ นี้เป็นเครื่องผูกพันจิตให้ติดอยู่กับโลก เป็นความโง่เขลาที่ปิดบังความจริง
และผูกพันจิตใจให้คนติดอยู่กับโลก ครั้นเมื่อละได้ ๓ ขั้นก็เหมือนกับเพิกถอนสิ่งที่ผูกพันหรือปิดบังเสียได้
๓ อย่าง จึงหลุดลอยขึ้นอยู่เหนือโลกในระดับที่หนึ่งแล้วเรียกว่าพระอริยเจ้าในอันดับแรกจัดไว้เป็นโลกุตตรภูมิอันดับแรกเรียกบุคคลนั้นว่า
พระโสดาบัน คือผู้แรกถึงกระแสแห่งพระนิพพาน คือจะถึงนิพพานในอนาคตแน่ๆ
.
โลกุตตรภูมิอันดับที่
๒ นั้น ท่านหมายถึงการละเครื่องผูกพัน ๓ อย่างที่กล่าวหมดสิ้นไปแล้ว
และยังสามารถทำโลภะโทสะ โมหะบางส่วน ให้จางไปอีก จนถึงกับมีจิตใจสูงมีความผูกพันอาลัยอยู่ในกามเทพแต่เพียงเล็กน้อยที่สุด
ถือกันว่าจะเวียนมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว จึงได้เชื่อว่า พระสกิทาคามี.
ตอนนี้ควรทำความเข้าใจคำว่า
พระโสดาบัน เสียก่อนจะช่วยให้เข้าใจคำว่า สกิทาคามี
ง่ายขึ้น คำว่า "โสดาบัน" แปลว่าผู้แรกถึงกระแส. ถ้าถามว่ากระแสแห่งอะไร?
ก็ตอบว่ากระแสแห่งนิพพานนั่นเอง. พระโสดาบันเป็นผู้ถึงเพียงกระแสดของนิพพานยังไม่ถึงตัวนิพพาน.
กระแสนี้คือเกลียวที่ไหลไปสู่นิพพาน กระแสดของนิพพานย่อมมีความลาดเอียงไปทางนิพพาน
เหมือนอย่างลำแม่น้ำที่มีความลาดเอียงไปสู่ทะเล ถ้าจิตตกไปกระแสนี้แล้ว
แน่นอนย่อมไปถึงนิพพาน.
การถึงกระแสนี้หมายถึงว่า
จะต้องบรรลุนิพพานแน่ ๆ ในอนาคต แต่อาจจะยังอีกหลายเวลา เอาแต่ใจความว่าจะต้องถึงนิพพานอย่างแน่นอน
ส่วนพวกที่ ๒ ที่เรียกว่าสกิทาคามีนั้นใกล้ชิดนิพพานยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก
จนถึงกับมีอาลัยเหลืออยู่น้อยในความเป็นอยู่ในโลกนี้. ถ้าจะกลับมาสู่อามณ์แบบมนุษย์อีกก็เพียงหนเดียว
เพราะโลภะ โทสะโมหะ เบาบางลงมากแต่ยังไม่หมดไปโดยสิ้นเชิง.
อันดับที่
๓ เรียกว่า พระอนาคามี พระอริยบุคคลชั้นนี้ นอกจากจะละกิเลสชั้นต้นได้อย่างพระสกิทาคาแล้วยังละสังโยชน์ข้อที่
๔ ที่ ๕ ได้อีกด้วย. สังโยชน์ข้อที่ ๔ เรียกว่า กามราคะ ข้อที่ ๕
เรียกว่า ปฏิฆะ. กามราคะนั้นหมายถึงของรักของใคร่ที่พระโสดาบันและพระสกิทาคามีละไม่หมด
ยังมีความพอใจในของรักของใคร่เหลืออยู่ทั้ง ๆ ที่ท่านละสีกกายทิฏฐิ
วิจิกิจฉาสีลัพพตปรามาสได้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถละความติดในกามราคะได้ทั้งหมด
ยังเหลืออยู่เป็นบางส่วน แต่พอมาถึงอันดับที่ ๓ คือพระอนาคามีนี้ท่านยอมละออกได้หมดไม่มีเหลือ.
ส่วนกิเลสที่เรียกว่า ปฏิฆะ (ความรู้สึกโกรธหรือความขัดเคืองใจ)
พระสกิทาคามีล้างออกไปได้เป็นส่วนมาก เหลืออยู่เพียงความหงุดหงิดความขัดข้องอยู่ภายใน
ส่วนพระอนาคามีนั้น เอาออกได้หมดจึงเรียกว่า ผู้ละกามราคะและปฏิฆะได้.
ที่เรียกว่า
กามราคะ หรือการติดตามความพอใจในกามนั้นได้อธิบายไว้อย่างมากแล้วในเรื่องกามุปาทาน
กิเลสนี้เป็นสิ่งที่เกิดประจำอยู่ในใจ อยู่อย่างเหนียวแน่นราวกะว่ามันแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกัน
ยากที่จะเข้าใจได้ ยากที่จะล้างออกได้สำหรับคนธรรมดา. สิ่งใดเป็นที่ตั้งแห่งความรักใคร่
จะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ชั้นไหน ประเภทไหน ลักษณะอย่างไรก็ตาม
ก็เรียกว่ากามทั้งนั้น. ความที่จิตยังติดอยู่ด้วยความพอใจในสิ่งที่รักใคร่เช่นนี้
เรียกว่า กามราคะ ได้ทุกวิถีทาง.
ที่เรียกว่า
ปฏิฆะ นั้น เป็นความกระทบกระทั่งแห่งจิตที่รู้สึกไม่พอใจ
ถ้าพอใจก็จัดเป็นกามราคะ ไม่พอใจจึงจะเป็นปฏิฆะความรู้สึกส่วนมากของคนเรามีอยู่อย่างนี้
. ปฏิฆะอาจจะเกิดได้แม้ต่อสิ่งที่ไม่มีวิญญาณ. และถ้ามากไปกว่านั้น
ก็ไม่พอใจ แม้แต่สิ่งที่ทำเองหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเอง. ส่วนที่
มีอาการโกรธเกลียด พยาบาทคนอื่นนั้น เป็นปฏิฆะที่รุนแรงเกินไป ซึ่งพระอริยบุคคลชั้นต้น
ๆ กว่านี้ก็พอจะละได้ตามสมควร.เหลืออยู่สำหรับให้พระอริยเจ้าชั้นที่
๓ ละ นี้หมายความกระเพื่อมแห่งจิตชั้นละเอียด จนบางทีก็ไม่ปรากฏอะไรออกมา
เป็นความขุ่นอยู่ข้างใน ดูสีหน้าจะไม่ทราบ ว่ามีความไม่พอใจอยู่ข้างในเป็นต้น
เช่น ความหงุดหงิด รำคาญ ขัดใจคนหรือสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามปรารถนา.
ถ้าผู้ใดละปฏิฆะทุกชนิดได้สิ้นเชิงท่านทั้งหลายลองคิดดู ว่าจะอยู่ในฐานะที่น่าบูชาสักเพียงไร
หรือเป็นบุคคลพิเศษสักเพียงไร.
กิเลสทั้ง
๕ ข้อที่กล่าวมาแล้วนี้ ท่านจัดไว้ว่าเป็นขั้นต่ำนับตั้งแต่สักกายทิฎฐิ
วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะจนถึงปฏิฆะ. พระอริยบุคคลประเภทที่
๓ ละได้หมด . เพราะไม่มีกามราคะเหลืออยู่เลย พระอริยเจ้าประเภทนี้จึงไม่เวียนมาสู่กามภพอีกต่อไป
เป็นเหตุให้ได้นานว่า อนาคามี แปลว่าผู้ไม่มีการกลับมาอีก มีแต่จะรุดหน้าสูงขึ้นไปเป็นพระอรหันต์และนิพพาน
หรือในภาวะอื่นที่ไม่เกี่ยวกับกามคือภพของรูปพรหมอันดับปลาย ๆ ส่วนกิเลสที่ยังเหลืออีก
๕ อย่างข้างปลายนั้นพระอริยบุคคลประเภทที่ ๔ คือพระอรหันต์ จึงจะละได้ทั้งหมดทั้งสิ้น.
กิเลสถัดไปอีก
คือ รูปราคะ อันเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๖ นั้นหมายถึงความรักใคร่ ความพอใจในความสุขที่เกิดมาจากรูปสมาบัติ
เหมือนที่เป็นแก่พวกโยคีที่เพ่งรูปเป็นอารมณ์. พระอริยเจ้า ๓ ชั้นแรก
ยังไม่สามารถละความพอใจที่เกิดจากรูปฌานได้ แต่จะถอนได้ในเมื่อเลื่อนมาถึงพระอริยเจ้าชั้นสุดท้ายคือ
พระอรหันต์. ทั้งนี้เพราะความสงบสุขเยือกเย็น อันเกิดมาแต่รูปบริสุทธิ์ก็มีรสชาติที่จับใจ
จนถึงกับพอจะเรียกได้ว่าเป็นพระนิพพานชิมลองดูก่อน เป็นพระนิพพานล่วงหน้าแล้วมีรสอย่างเดียวกัน
หรือทำนองเดียวกับรสของพระนิพพานที่แท้จริงหากแต่เป็นเรื่องชั่วคราว
เป็นเรื่องที่เป็นไปในระหว่างที่กิเลสสงบรำงับ เพราะอำนาจของฌาน
ไม่ใช่กิเลสสูญหายเหือดแห้งไปจริง. เมื่อหมดกำลังของฌาน กิเลสก็กลับมาปรากฏอีก.
ขณะที่กิเลสสงบ รำงับ อยู่ด้วยอำนาจของฌาน จิตนี้ก็ว่างโปร่งเป็นอิสระ
มีรสชาติคล้ายกันกับรสของนิพพานที่แท้จริงเหมือนกันฉะนั้น จึงเป็นสาเหตุให้หลงติดได้เหมือนกัน.
บางยุคเคยบัญญัติว่าเป็นนิพพานกันมาแล้ว.
กิเลสอันละเอียดข้อที่
๗ ที่เรียกว่า อรูปราคะ นั้นหมายถึงความพอใจติดใจในความสุขที่เกิดมาแต่อรูปสมาบัติเป็นเรื่องคล้ายกับข้อที่
๖ ผิดกันแต่ว่าชั้นนี้ละเอียดประณีตขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง. การเจริญฌานโดยมีสิ่งที่มีรูปเป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง
นั้นย่อมได้ความสงบที่เนื่องอยู่กับรูปนั้นๆ เพราะฉะนั้นจึงหยาบกว่าการเจริญฌานอันกำหนดเพ่งสิ่งที่ไม่มีรูป
เช่น อาการหรือความว่างเปล่ามาเป็นอารมณ์ ได้ผลเป็นควาสงบเงียบสุขุม
ลึกซึ้งกว่าความสงบที่เป็นรูปฌาน ท่านจึงจัดไว้ในลำดับหลังจากรูปฌานและเรียกว่าอรูป.
ความพอออกพอใจติดใจในความสุขสงบชนิดนี้เรียกว่าอรูปราคะ ฉะนั้น สำหรับผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์
จะหลงใหลในสุขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เลย ไม่ว่าสุขเวทนานั้นจะเกิดมาจากอะไร.
เพราะตามธรรมดาของพระอรหันต์
จะมองเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของความรู้สึกทุกชนิด จึงไม่อาจจะมีความติดใจความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพราะฉะนั้นจึงละรูปราคะและอรูปราคะได้. โยคีฤาษีอื่น ๆ ที่บำเพ็ญรูปฌานหรืออรูปฌานตามป่านั้น
มองไม่เห็นความลี้ลับของสุขเวทนา จึงติดแน่นอนอยู่ในรสของฌานหรือสมาบัติอย่างหลงไหล
เช่นเดียวกับคนหนุ่มคนสาวตามธรรมดา ๆ ที่มีจิตติดแน่นหลงใหลอยู่ในรสของกามคุณ
ท่านจึงใช้คำว่า "ราคะ" อย่างเดียวกันหมด. ถ้าท่านทั้งหลายพิจารณาให้เข้าใจในเรื่องนี้จริง
ๆ แล้ว ก็จะพอใจหรือจะเลื่อมใสบูชา ในบุคคลที่เรียกว่าพระอริยเจ้านั้นอย่างยิ่ง.
เครื่องผูกพันคนให้ติดอยู่ในโลกข้อที่
๘ เรียกว่า มานะ ได้แก่ ความรู้สึกสำคัญตัวว่าเป็นนั้นเป็นนี่
เป็นชั้นเป็นเชิงว่าเราเลวกว่าเขา เราเสมอเขา ถ้ารู้สึกว่าตนเลวกว่าก็น้อยใจ,
รู้สึกว่าตนดีกว่าก็ทะนงใจ, รู้สึกว่าเสมอ ๆ กัน ก็นึกไปในทางที่จะแข่งขันหรือทำตนให้ก้างหน้ากว่าเขา
ทำนองนี้เป็นต้น. ข้อนี้ไม่ได้หมายถึงมานะทิฏฐิด้วยความเย่อหยิ่งจองหองตามธรรมดา.
ย่อมเป็นการยากมากที่จะไม่ให้ใคร ๆ ตามปกติรู้สึกว่าตัวดีกว่าเขาในทำนองนี้.
กิเลสชนิดนี้มาอยู่ในอันดับที่ ๘ เกือบสุดท้ายเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ามันละยาก
จึงมาอยู่แทบจะรั้งสุดท้าย ซึ่งพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดเท่านั้นที่จะละได้ชั้นเรา
ๆ ตามธรรมชาติจึงยังละไม่ได้.
ความรู้สึกกว่าตนดีกว่าหรือเสมอกัน
หรือตนเลวกว่าเขานี้ย่อมมาจากความยึดติดชนิดหนึ่งนั่นเอง แต่ท่านไม่ใช่ชื่อว่าอุปาทาน
ใช้ชื่อว่ามานะ, แต่ถ้าจิตใจอยู่เหนือความดี ความชั่วเสียแล้วความรู้สึกต่าง
ๆ เช่นนี้จะมีอยู่ไม่ได้. แต่เพราะจิตใจของเรายังแพ้ต่อค่าของความดีความชั่ว
ฉะนั้นเราจึงมีความรู้สึกว่าใครดีใครชั่วหรือใครเสมอกัน เป็นเหตุให้ใจหวั่นไหวไปบ้าง
เพราะเหตุที่รู้สึกเช่นนั้นอยู่ จึงยังไม่เป็นความสงบสุขจริง ๆ.
สังโยชน์ข้อที่
๙ เรียกว่า อุทธัจจะ แปลว่า ความกระเพื่อมความฟุ้ง หรือความไม่สงบนิ่ง
เช่นความรู้สึกที่กระพือขึ้นในเมื่อมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่น่าสนใจผ่านมา.
คนเรามีความต้องการอะไร ๆ ประจำอยู่ในใจ โดยเฉพาะก็คือความอยากได้อยากเป็น
อยากไม่เอา อยากไม่เป็น, เมื่อมีสิ่งใดผ่านตา หู จมูกลิ้น กาย มาในลักษณะที่ตรงกับความต้องการอย่างใดอย่างหนึ่งของตนเข้าแล้ว
ความกระพืดขึ้นของใจย่อมจะมีได้อย่างที่เราเรียกกันว่า "ความทึ่ง"
ทึ่งในแง่ดีก็ได้ ทึ่งในแง่ร้ายก็ได้. ถ้าดูแปลกประหลาดแล้วเป็นต้องเกิดความสงสัยทึ่งขึ้นมาทีเดียวเพราะเรายังมีสิ่งที่เราต้องการ
ยังมีสิ่งที่เราหวาดกลัววิตกกังวลระแวงอยู่นั้น ใจจึงทนไม่ได้ต้องทึ่งต่อสิ่งต่าๆงที่ผ่านเข้ามาคนธรรมดาเป็นอย่างนี้
ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกกับตัณหาแล้ว ก็อยากที่จะระงับได้ ย่อมสนใจจนเนื้อเต้น
ดีใจลืมตัว ถ้าเป็นเรื่องเศร้าก็ทำให้แฟบเหี่ยวแห้งจนหมดความสุข
นี่คือลักษณะของสิ่งที่เรียกว่า อุทธัจจะ
พระอริยสัจเจ้า
๓ ประเภทข้างต้น ก็ยังมีความหึ่งและมีความสนใจในบางสิ่งบางอย่าง
แต่พระอรหันต์ไม่มีความทึ่ง ไม่มีความสนใจในสิ่งใดเลย เพราะจิตใจของท่านหมดความกระหายในสิ่งทั้งปวง
หมดความกลัว หมดความเกลียด หมดความวิตกกังวล หมดความระแวงสงสัยอยากรู้อยากเห็นในสิ่งต่าง
ๆ ท่านมีจิตใจเป็นอิสระ ไม่มีอะไรมาล่อหรือยั่วให้เกิดความทึ่งหรือความสนใจ
เพราะหมดความต้องการนั่นเอง จึงหมดความสนใจหรือข้อสงสัยทั้งปวง.
ขอให้เข้าใจไว้ด้วยว่า ความสงสัยในปัญหาต่างๆ นั้นมันมีอยู่หรือมันเกิดขึ้นก็เพราะความอยากอย่างใดอย่างหนึ่ง
นับตั้งแต่อยากรู้ไปทีเดียว.
ครั้นหมดความอยากเพราะเห็นสิ่งทั้งปวงเป็นอนิจจังทุกขังอนัตตา
ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็น จึงไม่มีความทึ่งในสิ่งใด ๆ , ฟ้าผ่าลงมาข้าง
ๆ ท่านก็ไม่มีความทึ่ง เพราะไม่มีความรู้สึกกลัวตาย หรืออยากอยู่หรืออะไรทำนองนั้น
แม้จะมีอะไร ๆ ที่ร้ายแรงชนิดไหน หรือว่าเกิดมีความรู้ความคิดสิ่งใหม่
ๆ ในโลกท่านก็ไม่มีความทึ่งความสนใจ เพราะมันไม่มีความหมายอะไรเลยสำหรับท่าน.
ท่านไม่ต้องการทราบถึงสิ่งใดในลักษณะที่ว่ามันจะอำนวยอะไรให้ท่านได้บ้าง
เพราะท่านไม่ต้องการอะไร; ฉะนั้นจึงไม่มีความทึ่งในลักษณะใด ๆ มด
จิตของท่านจึงบริสุทธืหรือสงบอย่างที่คนเราตามธรรมดาคาดไม่ถึงเอาทีเดียว.
กิเลสข้อ
๑๐ อันเป็นข้อสุดท้าย ท่านเรียกว่า อวิชชา เป็นที่รวมของบรรดากิเลสทั้งหลาย
ที่ไม่ได้ระบุชื่อไว้เป็นอย่างอื่น. คำว่า อวิชชา แปลว่า
ภาวะที่ปราศจากความรู้ ความรู้ในที่นี้หมายถึงความรู้จริงความรู้ถูกต้อง.
ตามธรรมชาติสัตว์ทั้งหลายจะอยู่โดยไม่มีความรู้อะไรเลยนั้น เป็นไปไม่ได้
แต่ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ผิด ก็มีค่าเท่ากับไม่รู้คนจึงมีอวิชชาหรือรู้ผิดอยู่เป็นประจำจึงมืดมน.
ปัญหาสำคัญที่สุดของมนุษย์ก็คือ ปัญหาที่ว่าอะไรเป็นความทุกข์ที่แท้จริง?
อะไรเป็นต้นเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดทุกข์?อะไรเป็นความไม่มีทุกข์ที่แท้จริง?
และอะไรเป็นหนทางอันแท้จริงซึ่งจะให้ได้มาซึ่งความไม่มีทุกข์นั้น
ๆ ? ถ้าใครมีความรู้จริง ๆ แล้วเรียกว่าคนนั้นไม่มีอวิชชา จัดเป็นผู้มีวิชชาในที่นี้.
บรรดาความรู้ทั้งหลาย
มีมากมายเหลือที่จะกล่าวได้แต่พระพุทธเจ้าท่านจัดไว้ในจำพวกไม่จำเป็นต้องรู้.
ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าเอง ก็มีขอบเขตอยู่แต่ในวงเรื่องที่ควรรู้
ในบรรดาสิ่งที่ควรรู้แล้วพระองค์ทรงรู้ทั้งหมด. คำว่า "สัพพัญญู"
(รู้ทั้งหมด) ก็คือว่าการรู้แต่ในขอบเขตที่ควรรู้ ไม่ใช่ว่าจะครอบคุลมไปถึงสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องรู้
สำหรับการดับทุกข์.
อวิชชาทำให้คนสำคัญผิด
ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นความสุขจนถึงกับพอใจยอมเวียนว่ายอยู่ในกองทุกข์
และสำคัญผิดในเหตุของความทุกข์ จนไปคว้าเอาสิ่งที่ผิดไว้ หรือเกิดความโง่เขลาใหม่
ๆ ขึ้นมาเช่น การโทษผีสางเทวดา โทษอะไรต่างๆ ว่าเป็นเหตุให้เกิดเจ็บไข้หรือเคราะห์ร้าย
แทนที่จะรักษาหรือแก้ไขโดยวิธีที่ถูกต้อง ก็ไปนั่งบนผีสางเทวดาอยู่อย่างนี้
. นี่เรียกว่าอวิชชาเป็นต้นเหตุของความทุกข์ชั้นต่ำที่สุด นี้เป็นตัวอย่าง.
สำหรับอวิชชาในเรื่องความดับเป็นสนิทของทุกข์นั้นคือไม่รู้เรื่องการดับกิเลสดับตัณหา
ซึ่งเป็นเหตุของการดับทุกข์โดยตรงไปหลงเอาความสงบสุข หรือความไม่รู้สึกตัวชนิดที่เกิดมาจากสมาธิ
หรือฌานสมาบัติว่า เป็นความดับทุกข์สิ้นเชิง ซึ่งมีดกดื่นในสมัยพุทธกาลและยังคงส่งเสริมทำกันจนถึงบัดนี้
บางครั้งยังอาจถึงกับยึดเอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์ อย่างที่บางคนได้ยึดเป็นหลักไว้ว่ากามารมณ์เป็นของจำเป็นมาก
หรือเป็นอาหารสำหรับชนิดหนึ่งของชีวิตแทนที่จะมีปัจจัยเพียง ๔ อย่าง
คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ก็เพิ่มเอากามารมณ์เข้าไปอีกอย่างหนึ่งรวมเป็นปัจจัย
๕ อย่าง อย่างนี้ก็มี. บางลัทธินิกายได้เอากามารมณ์เป็นเครื่องดับทุกข์
จึงเกิดเป็นลัทธินิกายที่มีการกระทำอันน่าบัดสีลามกอนาจารขึ้น ที่วิหารของเขานั่นเอง.
สำหรับอวิชชาความไม่รู้ในหนทาง
ที่จะให้ได้มาซึ่งความดับทุกข์นั้น คนที่ไม่รู้ก็ย่อมทำไปตามความเขลาหรืออำนาจกิเลสตัณหา
ตามความต้องการของตนเอง เช่นหลงเชื่อในสิ่งภายนอกคอยแต่พึ่งผีพึ่งเทวดาไปตามประสบของคนที่ไม่มีศาสนา.
แม้จะเป็นพุทธบริษัทโดยกำเนิดอยู่แล้ว ก็ยังหลงไปได้ถึงขนาดนั้น
. เพราะอำนาจของอวิชชานั่นเอง ทำให้ไม่เข้าใจหรือยินดีในการดับทุกข์โดยปฏิบัติอริยมรรคมีองค์
๘ แต่ไปดับทุกข์ของตนด้วยการขุดธูปเทียนนั่งบนบานสิ่งที่ตนเชื่อถือว่าศักดิ์สิทธิ์.
ตามปกติคนต้องการมีความรู้ แต่ถ้าความรู้นั้นเป็นความรู้ที่ผิด เมื่อยิ่งรู้มากก็ยิ่งผิดมาก
เลยกลายเป็นความรู้ชนิดนี้ที่บังลูกตา.
คำว่า
แสงสว่าง ๆ นี้ก็จะต้องระวัง อาจจะเป็นแสงสว่างของอวิชชาก็ได้
คือแสงที่ทำให้ตามืดบอดหลงผิดและทำให้เกิดความประมาท โดยไม่อาจสำนึกกว่าตนกำลังถูกแสงของอวิชชานี้บังลุกตาอยู่
จึงไม่สามารถจะเอาชนะความทุกข์ได้ มัวแต่หลงในสิ่งเล็กน้อยไม่เป็นสาระอยู่เทิดทูนบูชา
หลงใหลในกามารมณ์ต่าง ๆ ว่าเป็นสิ่งดีที่สุดของมนุษย์ ซึ่งทุกคนควรจะได้รับเสียก่อนที่จะตาย
แล้วจะแก้ตัวว่า ทำเพื่ออุดมคติอื่นอย่างไรได้. การหวังไปเกิดในสวรรค์
โดยหมายเอากามารมณ์เป็นที่ตั้ง อะไร ๆ ก็ไปติดอยู่แค่กามารมณ์ทั้งนั้น
นี้เพราะอวิชชาได้หุ้มห่อจิตใจไว้อย่างไม่ให้ใครทะลุรอดออกไปได้.
ในพระบาลีบางแห่ง
ได้อุปมาอวิชชาว่า เหมือนกับเปลือกหนาที่หุ้มโลกทั้งหมด ไม่ให้ใครได้เห็นแสงสว่างที่แท้จริง
ท่านจัดอวิชชาไว้เป็นกิเลสข้อสุดท้าย เป็นอันว่าเมื่อพระอรหันต์จึงตัดกิเลส
๕ อย่างข้างท้ายได้หมด คือตัดรูปราคะ อรูปราคะมาระ อุทธัจจะ และอวิชชา
ซึ่งเป็นการตัดสังโยชน์ได้ทั้ง ๑๐ อย่างแล้วก็จะกลายเป็นพระอรหันต์
คือเป็นพระอริยเจ้าชั้นสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา.
พระอริยเจ้าทั้ง
๔ ประเภท กล่าวคือ พระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์นี้
จัดว่าเป็นผู้ที่อยู่ใน โลกุตตรภูมิ ตัวธรรมที่ได้บรรลุเรียกว่า
"โลกุตตรธรรม" แยกออกเป็น ๙ อย่าง คือ ภาวะของพระโสดาบัน
ในขณะที่กำลังติดกิเลสนั้นเรียกว่า โสดาปัตติมรรค อย่างหนึ่ง
เมื่อตัดกิเลสได้แล้วเรียกว่า โสดาปัตติผล อีกอย่างหนึ่ง
, จึงเป็นคู่ ๆคือ โสดาปัตติมรรค - โสดาปัตติผล, สกิทาคามิมรรค
- สกิทาคามิผล, อนาคามิมรรค -อนาคา-มิผล, อรหันต์มรรค - อรหัตตผล
. เป็น ๔ คู่ เติมนิพพานเข้าอีกหนึ่งจึงเป็น ๙ เรียกว่า โลกุตตรธรรม
๙.
บุคคลในโลกกุตตรภูมิ
เป็นผู้มีความทุกข์น้อยลงตามสัดส่วนจนกระทั่งไม่มีทุกข์เลย เมื่อมีการกระทำให้รู้แจ้งชนิดที่ถูกต้องเหมือสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริงจนระงับความอยากทั้งปวงได้จริง
ๆ แล้ว ก็จะเกิดผลโลกุตรภูมิขึ้นมา ทำให้จิตใจของ.ผู้นั้นอยู่เหนืออวิสัยชาวโลก.
หลังจากนี้ สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นที่ตั้งของความพอใจ หรือไม่พอใจในโลก
ก็ไม่สามารถจะครอบงำจิตใจหรือมอิทธิพลเหนือจิตของท่านได้อีกต่อไป
เพราะท่านละกิเลสทุกชนิดได้หมดจนสิ้นเชิง
ส่วนที่เรียกว่า
"นิพพาน" นั้น ถ้าเป็นเรื่องโลกุตตรธรรมก็หมายถึงสภาพอย่างหนึ่ง
ซึ่งไม่เหมือนกับสิ่งใด ๆ หมดคือไม่เหมือนกับสิ่งที่ในโลก ผิดจากทุกสิ่งในโลกเมื่อทางโลกหรือสิ่งทั้งหลายมีภาวะเป็นอย่างไร
ถ้ายกเลิกภาวะและวิสัยเหล่านั้นทั้งหมดเสียได้ ก็จะเหลือสิ่งที่เรียกว่านิพพาน
กล่าวคือสภาพตรงกันข้ามจากโลกประการทั้งปวง เป็นธรรมชาติหนึ่งไม่ต้องอาศัยสิ่งใดปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่สิ่งใดปรุงแต่งและไม่ปรุงแต่สิ่งใด
เป็นที่ดับของการปรุงแต่งทั้งปวง. แต่ถ้าจะกล่าวทางผล นิพพานก็หมายถึงภาวะ
ที่ปราศจากการถูกเผาลนปราศจากการถูกตบตี ทิ่มแทงร้อยเอ็ด ครอบงำผูกพันอะไรทั้งหมดเหล่านี้.
เพราะว่า กิเลสทั้งหลาย ซึ่งเป็นเหตุทำให้ร้อยนอกร้อนใจต่างๆ นานาได้ถูกทำลายให้หมดไป
ก่อนจะถึงภาวะที่เรียกว่านิพพาน.
นิพพาน
เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง ไม่มีขอบเขต ไม่ต้องอาศัยการกินเนื้อที่
ไม่ขึ้นอยู่กับการล่วงไปของเวลาหรือไม่เกี่ยวข้องกับกาลเวลา แต่อยู่ในลักษณะเป็นตัวของตัวเองชนิดหนึ่ง
ไม่เหมือนอะไร ๆ ในโลก แต่เป็นที่ดับของภาวะโลก ๆ พูดในฐานะเป็นอุปมา
ท่านให้นามว่าเป็นแดนที่ดับของสิ่งปรุงแต่งทั้งปวงจึงเป็นธรรมชาติที่อิสระปราศจากเครื่องผูกมัด
ไม่มีการถูกทรมานกระทบกระแทกทิ่มแทงโดยอะไร ๆ ทั้งสิ้น. นี่เป็นลักษณะของโลกุตตรธรรมข้อสุดท้าย
เป็นจุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องสุดท้ายของการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนา.

คู่มือมนุษย์
/พุทธทาสภิกขุ