การทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาติ

ในบทนี้
จะบอกให้ทราบต่อไปว่า สมาธิอาจจะมีได้โดยทางธรรมชาติอย่างหนึ่ง และจากการปฏิบัติตามหลักวิชา
โดยเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง : มีผลอย่างเดียวกันคือเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว
ก็นำไปเพ่งพิจารณา (วปัสสนา).
แต่มีข้อควรสังเกตอย่างหนึ่งว่า
สมาธิที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้น มันมักจะพอเหมาะพอแก่กำลังของปัญญาที่จะใช้ทำการพิจารณา
; ส่วนสมาธิที่เกิดจากการฝึกตามหลักวิชาการนั้น มันมักจะเป็นสมาธิที่มากเกินไป
หรือเหลือใช้และยังเป็นเหตุให้คนหลงผิดพอใจเพียงแค่สมาธินั้นก็ได้
เพราะว่าในขณะที่จิตเป็นสมาธิเต็มที่นั้น ย่อมเป็นความสุข ความสบายชนิดหนึ่ง
ซึ่งทำให้เกิดความพอใจจนถึงกับหลงติดหรือหลงคิดว่าเป็นมรรคเป็นผล.
โดยเหตุนี้ สมาธิที่เป็นไปตามทางธรรมชาติที่พอเหมาะพอสมกับการใช้พิจารณานั้นจึงไม่เสียหลายไม่เสียเปรียบสมาธิตามแบบที่ฝึกตามแนววิธีเทคนิคนัก.
ขอแต่เพียงให้รู้จักประคับประคองทำให้สมาธิเกิด และให้เป็นไปด้วยดีก็แล้วกัน.
ข้อความต่าง
ๆ ในพระไตรปิฎก ก็มีเล่าถึงแต่เรื่องการบรรลุมรรคผลทุกชั้นตามวิธีธรรมชาติ
ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง หรือต่อหน้าที่ท่านที่สั่งสอนคนอื่น
ๆ โดยไม่ได้ไปสู่ป่านนั่งทำความเพียรอย่างมีพิธีรีตองกำหนดเพ่งอะไรต่าง
ๆ ตามอย่างในคัมภีร์ที่แต่งกันใหม่ในชั้นหลัง ๆ โดยเฉพาะในกรณีแห่งการบรรลุอรหัตตผลของภิกษุปัญจวัคคีย์
หรือฤาษี ๑,๐๐๐ รูปด้วยการนั่งฟังอนัตตลักขณสูตร และอทิตตปริยายสูตรด้วยแล้วจะยิ่งเห็นว่าไม่มีการพยายามตามหลักวิชาใด
ๆ เลย แต่เป็นการเห็นแจ้งแทงตลอดตามวิธีของธรรมชาติแท้ ๆ.
นี่เป็นตัวอย่างที่ทำให้เราเข้าใจได้ดีกว่า
สมาธิตามธรรมชาตินั้น ย่อมเกิดขึ้นเอง ในระหว่างที่ทำความพยายามเพื่อจะเข้าใจเรื่องราวต่าง
ๆ ให้แจ่มแจ้ง; และต้องมีอยู่มากในขณะที่มีความเห็นอันแจ่มแจ้งติดแนบแน่นอยู่ในตัวอย่างไม่แยกจากกันได้.
ทั้งยังเป็นไปตามธรรมชาติ ในทำนองเดียวกันกับตัวอย่างที่ว่า พอเราตั้งใจคิดเลขลงไปเท่านั้น
จิตก็เป็นสมาธิขึ้นมาเอง; พอเราจะยิงปืน จิตก็เป็นสมาธิบังคับให้แน่วแน่ขึ้นมาเองในเวลาเล็ง.
นี่แหละเป็นลักษณะของสมาธิ
ที่เป็นไปเองตามธรรมชาติซึ่งตามปกติถูกมองข้ามไปเสีย เพราะมีลักษณะดูมันไม่ค่อยจะขลังจะศักดิ์สิทธิ์
ไม่ค่อยจะเป็นปาฏิหาริย์เป็นที่น่าอัศจรรย์. แต่โดยที่แท้แล้ว
คนเรารอดตัวมาได้เป็นส่วนใหญ่ ก็โดยอำนาจของสมาธิตามธรรมชาตินี้เอง.แม้การบรรลุมรรคผลนิพพานเป็นพระอรหันต์
ก็อาศัยสมาธิตามธรรมชาติ ทำนองนี้เป็นส่วนมาก.
ฉะนั้น
ขอท่านทั้งหลายอย่าได้มองข้ามเรื่องของสมาธิที่เป็นไปตามธรรมชาติ.
มันเป็นเรื่องที่เราอาจทำได้ก่อน หรือทำได้อยู่แล้วเป็นส่วนมาก.
ควรจะประคับประคองมันให้ถูกวิธีให้มันเป็นไปด้วยดีถึงที่สุด ก็จะมีผลเท่ากัน.
เหมือนกับผู้ที่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ไปแล้วเป็นส่วนมาก ซึ่งไม่เคยรู้จักนั่งทำสมาธิแบบใหม่
ๆ อย่างที่กำลังตื่น ๆ กันอยู่ในขณะนี้เลย.
ทีนี้
เราก็มาถึง ความลับของธรรมชาติ ที่เกี่ยวกับลำดับแห่งความรู้สึกต่าง
ๆ ภายในใจ จนกระทั่วเกิดการเห็นแจ่มแจ้ง ตามที่เป็นจริงต่อโลก หรือต่อขันธ์ห้า.
ลำดับแรกได้แก่ปีติและปราโมทย์หมายถึง ความชุ่มชื่นใจหรือความอิ่มเอมใจทางธรรม.
การที่เราทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้การให้ทาน ซึ่งถือว่าเป็นบุญชั้นต้น
ๆ ก็เป็นการทำให้เกิดปีติปราโมทย์ได้. ถ้าเป็นถึงขั้นศีล คือมีความประพฤติทางกายวาจา
ไม่ด่างพร้อมจนถึงกับเคารพนับถือตัวเองได้ ปีติปราโมทย์ก็มากขึ้น.
ถ้าหากไปถึงขั้นสมาธิจะเห็นได้ว่าในองค์ของสมาธิ อันดับแรกที่เรียกว่าปฐมฌานนั้น
ก็มีปีติอยู่องค์หนึ่งด้วยโดยไม่ต้องสงสัย.
ปีติปราโมทย์
นี้มีอำนาจอยู่ในตัวมันเองอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำให้เกิดความรำงับ (ปัสสัทธิ)
ตามปกติจิตของคนเราไม่ค่อยจะรำงับ เพราะว่าจิตตกเป็นทาสของความคิดความนึกจากสิ่งยั่วยวนภายนอก
หรือจากความรู้สึกในอะไรต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลาเป็นความฟุ้งอยู่ภายในไม่เป็นความสงบ
แต่ถ้าหากมีปีติปราโมทย์ในทางธรรมมาประจำใจอยู่และมากพอสมควรแล้ว
ความสงบรำงับนั้นจะต้องมีขึ้น จะมีมากหรือน้อย ตามอำนาจของปีติปราโมทย์ที่มีมากหรือน้อย.
เมื่อมีความรำงับแล้ว
ก็ย่อมเกิดอาการที่เรียกว่า "สมาธิ" คือใจสงบนิ่ง และอยู่ในสภาพที่คล่องสะดวกเบาสบายพร้อมที่จะไหวไปตามความต้องการ
โดยเฉพาะก็เพื่อตัดกิเลส. ไม่ใช่ทำจิตใจให้นิ่งเงียบ ตัวแข็งทื่อเป็นก้อนหิน
อะไรทำนองนี้ก็หาไม่ ร่างกายจะต้องให้มีความรู้สึกอยู่อย่างปกติ
แต่ว่าจิตสงบเป็นพิเศษเหมาะสมที่จะใช้นึกคิดพิจารณา มีความผ่องใสที่สุดเยือกเย็นที่สด
สงบรำงับที่สุด เรียกว่า "กม.มนีโย" คือพร้อมที่จะรู้
นี่คือลักษณะของสมาธิที่เราต้องการ ไม่ใช่อยู่ในฌานสมาบัติตัวเข็งทื่อ
เหมือนตุ๊กตาหินไม่รู้สึกตัวเลย.
การอยู่ในฌานทำนองนั้น
จะพิจารณาอะไรไม่ได้เลย.จิตที่ติดฌานจะพิจารณาธรรมไม่ได้ มีแต่จะตกลงสู่ภวังค์เสียเรื่อยไปไม่สามารถนำมาใช้ในการพิจารณา
จัดว่าเป็นอุปสรรคของการทำวิปัสสนาโดยตรงทีเดียว ผู้จะพิจารณาธรรมได้จะต้องออกจากฌานแล้วจึงพิจารณาโดยใช้อำนาจของการที่จิตมีสมาธิ
ขนาดได้ฌานมาแล้วนั่งเองเป็นเครื่องมือ.
ในการทำให้รู้แจ้งตามวิธีธรรมชาตินี้
เราไม่ต้องเข้าฌานชนิดที่ทำตัวเองให้แข็งทื่อ แต่ว่าต้องการจิตที่สงบ
เป็นสมาธิ ที่มีคุณสมบัติ "กม.มนีโย" ครบถ้วนพร้อมที่จะรู้แจ้งจนเกิดความรู้ตามที่เป็นจริงต่อโลกทั้งหมด
(ยถาภูตาญาณทัสสนะ) โดยอาการตามธรรมชาติ ทำนองเดียวกันกับผู้รู้แจ้งขณะที่นั่งฟังพระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงธรรม
หรือนำไปคิดพิจารณา ในที่เหมาะสมจนรู้แจ้ ไม่มีพิธีตองหรือปาฏิหาริย์อันเป็นเรื่องความเห็นผิดเป็นชอบ
หรือหลงใหลต่าง ๆแต่อย่างใด.
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าจะเกิดการเห็นแจ้งอย่างถูกต้องรวดเร็ว
เป็นพระอรหันต์ไปทันทีก็หามิได้ ในบางกรณีอาจจะเกิดความรู้ขั้นต้น
ๆ ก็ได้ แล้วแต่กำลังของสมาธิอีกเหมือนกัน ในบางกรณีอาจจะไม่เกิดเป็นความรู้ความเห็นตรงตามที่เป็นจริงก็ได้
เพราะว่าตนได้ศึกษามาอย่างผิด ๆ หรือถูกแวดล้อมอยู่ด้วยความเห็นผิด
ๆ มากเกินไป. แต่อย่างไรก็ตาม ความรู้ความแจ่มแจ้งที่เกิดนั้นจะต้องพิเศษกว่าธรรมดา
เช่นว่าใสแจ๋วลึกซึ้ง.หากความรู้นั้น เป็นไปถูกต้องความเป็นจริง
คือเป็นไปตามทางธรรมะแล้ว ก็ย่อมจะก้าวหน้าไปจนกระทั่งเป็นความรู้
ความเห็นในสังขารทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง. ถ้าเกิดขึ้นเพียงเล็ก
ๆ น้อย ๆ ก็ทำให้เป็นอริยบุคคลชั้นต้นได้ หรือถ้าน้อยลงไปอีกก็เพียงแต่เป็นกัลยาณชน
คือคนธรรมดาที่เป็นชั้นดีคนหนึ่ง
ถ้าหากว่าสิ่งแวดล้อมเหมาะสมและมีความดีต่าง
ๆ ที่ได้เคยสร้างสมมาเต็มที่ อาจเป็นพระอรหันต์เลยก็ได้ ทั้งนี้แล้วแต่เหตุการณ์.
แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในขณะที่จิตเป็นสมาธิตามธรรมชาติ สิ่งที่เรียกว่า
"ญาณทัศนะ" จะต้องเกิดและจะต้องตรงตามที่เป็นจริงไม่มากก็น้อย เพราะเหตุว่าพุทธบริษัทเรา
ย่อมเคยได้ยินได้ฟัง ได้เคยศึกษาเรื่อง โลกขันธ์ สังขารทั้งหลายด้วยความอยากจะเข้าใจตามที่เป็นจริงมาแล้ว
เพราะฉะนั้นความรู้ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตสงบเป็นสมาธินั้น จึงไม่มีทางเสียหลายเลย
ย่อมจะได้ประโยชน์เสมอโดยแน่นอน.
คำว่า"ยถาภูตญาณทัสสนะ"
ในที่นี้ หมายถึงการรู้การเห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงอย่างถูกต้องตามที่เป็นจริง
คือ เห็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา ; เห็นว่า "ไม่มีอะไรที่น่าเอาไม่มีอะไรที่น่าเป็น"
ไม่ว่าอะไร ๆ ไม่ควรเข้าไปยึดถือว่าเป็นตัวเป็นตน ว่าของตัวของตน
ว่าดี ว่าชั่ว น่ารักหรือน่าชังอย่างนี้เป็นต้น. ถ้ามีความรู้สึกอย่างใดอย่างหนึ่ง
ซึ่งเป็นไปในทางพอใจก็ตาม ไม่พอใจก็ตามแม้เพียงแต่รู้สึกนึกคิดหรือระลึกถึงเท่านั้น
ก็ยังถือว่าเป็นความยึดถือในที่นี้. ที่ว่าไม่น่าเอา ไม่น่าเป็น
ก็มาจากหลักที่ว่า ไม่มีอะไรที่น่ายึดถือนั่นเอง.
ตัวอย่างในเรื่อง
"เอา" ก็คือการปักใจในทรัพย์สมบัติเงินทองสัตว์สิ่งของ อันเป็นที่พอใจต่างๆ
การ
"เป็น
" ก็คือการถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นสามีภรรยา เป็นคนมั่งมี คนเข็ญใจ
เป็นคนแพ้ คนชนะ กระทั่งเป็นมนุษย์ หรือเป็นตัวเอง. ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้ง
แม้ความเป็นคนนี้ก็ไม่น่าสนุกเอือมระอา เพราะเป็นที่ตั้งของความทุกข์.
ถ้าไม่ยึดถือว่าเป็นคนเสียได้ ก็จะไม่เป็นทุกข์. นี้เรียกว่าเป็นความไม่น่าเป็น
ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ตรงที่ว่า ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ต้องมีความทุกข์
ตามแบบของความเป็นชนิดนั้น ๆเพราะว่าความเป็นอะไร ๆนี้ มันต้องทนเป็น
ทนดำรงอยู่ ต้องมีการต่อสู้เพื่อให้ได้เป็นหรือเป็นอยู่ต่อไป อย่างน้อยที่สุดก็คือการต่อสู้ทางใจ
ในการที่ยึดถือเอาความเป็นอะไร ๆ ของตนไว้ให้ได้.
เมื่อมีตน
ก็ตะจะต้องมีอะไรเป็นของๆ ตน ภายนอกตนออกไปอีกทอดหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีลูกของตน
เมียของตน อะไร ๆ ของตนอีกหลายอย่าง กระทั่งมีหน้าที่แห่งความเป็นผัวเป็นเมีย
ความเป็นนายเป็นบ่าว ความเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ของตนขึ้นมา, ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นความจริงในข้อที่ว่า
ไม่มีความเป็นชนิดไหน ที่จะไม่ต้องอาศัยความดิ้นรนต่อสู้เพื่อดำรงความเป็นนั้น
ๆ ไว้ ความลำบากดิ้นรนต่อสู้นั้น ก็คือผลของการหลงไหลยึดถือสิ่งต่างๆ
ด้วยความไม่รู้นั่นเอง.
ถ้าไม่ให้เอาไม่ให้เป็นกันแล้ว
จะอยู่กันได้อย่างไร? นี่คงจะเป็นที่สงสัยอย่างใหญ่หลวง ของผู้ที่ไม่เคยคิดไม่เคยนึกในเรื่องนี้.
คำว่า "เอา" คำว่า "เป็น" ในที่นี้หมายถึงการเอาหรือการเป็นด้วยกิเลส
ด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน ด้วยความยึดมั่นว่าเอาน่าเป็น และใจก็เอาจริงเอาจังเป็นจริงเป็นจัง
เพราะฉะนั้นมันก็ต้องหนักใจ ร้อนใจ เจ็บใจ ช้ำใจ หรืออย่างน้อยก็เป็นภาวะหนักทางใจ
นับตั้งแต่แรกไปและตลอดเวลาทีเดียว. เมื่อเรารู้ความจริงข้อนี้แล้ว
ก็จะมีสติสัมปชญญะคุ้มครองจิต ไม่ให้ตกไปเป็นทาสของความมีความเป็น
ด้วยอำนาจความยึดติด : มีสติปัญญาอยู่เหนือสิ่งต่าง ๆ .
เมื่อเรารู้สึกอยู่ว่าโดยที่แท้
มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเอาน่าเป็น หากแต่เรายังไม่สามารถถอนตัว ออกไปเสียจากความเป็นนั้นได้เราก็จำต้องมีสติรู้ตัวให้พอเหมาะสม
ถ้าจะต้องเข้าไปเอา ไปเป็น ; เราก็จะไม่เดือดร้อนเหมือนคนที่หลับตาเข้าไปเอาหรือเข้าไปเป็น
อย่างโง่เขลางมงาย ซึ่งผลสุดท้ายก็ตกหลุมตกบ่อ ความโง่เขลาและอุปทานของตัวเอง
จนถึงกับต้องฆ่าตัวตาย .สมมติตัวอย่างว่า เสียงหรืองูร้ายเป็นสิ่งที่ขายได้แพง
ในเมื่อเราไม่มีทางอื่นจะประกอบอาชีพ เราจะต้องเข้าไปจับเสือมาขายอย่างนี้
มันก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะต้องเข้าไปจับเสือให้ถูกวิธี เราจึงจะได้เสือมาขายและได้เงินมาเลี้ยงชีพ
: ถ้าผิดวิธีเราก็จะต้องตายเพราะเสือ.
โลกหรือสิ่งทั้งปวงมีลักษณะไม่เที่ยง
เป็นทุกข์และไม่เป็นตัวตนของใคร. มันจะเล่นงานบุคคลผู้ที่เข้าไปยึดถือตัณหาอุปาทานนับแต่วาระแรก
คือตั้งแต่เมื่ออยากได้อยากเป็น กำลังได้กำลังเป็น และได้แล้วเป็นแล้ว
ตลอดเวลาแห่งกาลทั้งสาม. ใครเข้าไปยึดถืออย่างหลับหูหลับตาแล้วก็จะมีความทุกข์อย่างเต็มที่
เหมือนอย่างที่เราเห็นปุถุชนคนเขลาทั้งหลาย เป็น ๆกันอยู่โดยทั่วไปในโลก.
แม้ที่สุด
"ความดี" ที่ใคร ๆ บูชากัน ถ้าหากว่าใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับความดีในอาการที่ผิดทางและยึดถือมากเกินไป
ก็จะได้รับความทุกข์จากความดีนั้น ๆ เช่นเดียวกัน. เว้นไว้แต่เราจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับมัน
โดยรู้ว่าธรรมชาติของมันเป็นอย่างนั้นเอง.
อาจจะมีผู้สงสัย
ต่อไปว่า "ถ้าไม่มีอะไรที่น่าเป็นแล้วก็จะไม่มีใครประกอบการงานอะไร
ๆ หรือไม่สามารถรักษาทรัพย์สมบัติสิ่งของที่ตนมีอยู่ได้" ข้อนี้ถ้ามีความเข้าใจแล้ว
ก็จะรู้ว่าเราควรมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงทำสิ่งต่างๆ
ดีกว่าที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยความมักมากอยากใหญ่ โง่เขลางมงายไม่เข้าใจอะไรเลย,
ใจความสั้น ๆ ก็คือ ให้เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ด้วยสติปัญญาอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกิเลสตัณหาอุปาทาน
มันจะมีผลมันเป็นคนละอย่าง.
พระอรหันต์ทั้งหลาย
ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประธานไม่มีกิเลสตัณหาอุปาทานเลย ท่านก็ยังทำสิ่งต่าง
ๆ ที่เป็นประโยชน์ได้มากกว่าพวกเราเสียอีก. ดูจากพุทธประวัติว่าวันหนึ่งคืนหนึ่ง
พระพุทธเจ้าทรงทำอะไรบ้าง ก็จะพบว่าท่านมีเวลานอนพักผ่อนเพียง ๔
ชั่วโมง นอกนั้นทำงานตลอดหมด.พวกเรานั่งพักเล่นเสียก็มากกว่า ๔ ชั่วโมงแล้ว.
นี่ท่านทรงทำไปเพราะ อำนาจของอะไรในเมื่อกิเลสซึ่งเป็นเหตุให้อยากเป็น
อยากเอาสิ่งต่างๆ ก็หมดไปแล้วนั่นท่านทำไปด้วยอำนาจของสติปัญญาบวกกับเมตตา.
แม้สิ่งที่เป็นไปตามต้องการของร่างกายตามธรรมชาติเช่นท่านจะต้องไปบิณฑบาต
อาหารฉันเหน่านี้ท่านก็ยั่งคงทำไปด้วยอำนาจของปัญญา ไม่มีกิเลสไม่มีตัณหาว่าจะมีชีวิตอยู่
เพื่อเป็นอย่างนั้น เพื่อเอาอย่างนี้ แต่มีปัญญาความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นกำลังส่งร่างกายให้ออกไปแสวงหาอาหาร
หาได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร.ในกรณีเจ็บไข้ ก็มีปัญญารู้ว่า ควรจะแก้ไขอย่างไรท่านก็แก้ไขเท่าที่ปัญญามี.
ถ้าเป็นมากเกินไป ก็จำต้องตายเป็นธรรมดา เพราะว่าท่านมีความขวานขวายน้อย
ความอยู่หรือความตายไม่มีความหมายสำหรับท่านเลย หรือมันมีค่าเท่ากัน.
นับว่าเป็นความคิดเห็นอันถูกต้องที่สุด สำหรับจะไม่ให้มีความทุกข์เลย
ไม่ต้องมีตัวตนเป็นเจ้าของ มีแต่ สติปัญญา นำร่างกายให้เป็นไปตามอำนาจของธรรมชาติ.
นี่เราจะเห็นได้ว่า
เพียงอำนาจของปัญญาบริสุทธิ์ เมตตาบริสุทธิ์เท่านั้น ก็ทำให้พระอรหันต์ทั้งหลายมีชีวิตอยู่ในโลกได้และทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นอย่างบริสุทธิ์ได้มากกว่าคนที่ยังมีกิเลสตัณหาเสียอีก.
คนที่มีกิเลส ย่อมทำแต่สิ่งที่จะได้อะไรแก่ตัว เพราะความเห็นแก่ตัว
ส่วนท่านทำไปด้วยความไม่เห็นแก่ตัวเลย ฉะนั้นมันจึงมีผลมากกว่ากัน
บริสุทธิ์กว่ากันทำนองนี้.
ความอยากเอา
อยากเป็นนี้ เป็นความโง่อย่างยิ่งชนิดหนึ่ง เป็นความหลงผิด ไม่รู้ตามที่เป็นจริงว่า
อะไรเป็นอะไรจนกระทั่งไปคว้าเอากงจักรมาเป็นดอกบัว เพราะฉะนั้นขอให้เราทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนด้วยสติปัญญา
ที่รู้ตัวอยู่เสมอว่าไม่มีอะไรที่น่าเอาน่าเป็นหรือน่าหลงใหลยึดถือดังกล่าวแล้ว.
จงทำไปให้พอเหมาะสมกับที่รู้ว่า สิ่งเหล่านั้น มีความไม่น่าเอาหรือไม่น่าเป็นอยู่ตามธรรมชาติ
เราจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องให้ถูกวิธี และให้เหมาะพอสมในเมื่อเรายังต้องเกี่ยวข้องอยู่.
ข้อนี้เป็นการทำใจของเราให้สะอาด สว่างไสว แจ่มแจ้ง สงบเย็นอยู่เสมอ
แล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก หรือสิ่งทั้งปวงด้วยอาการที่จะไม่เป็นพิษเป็นโทษแก้ตัวเรา.
ความไม่น่าเอาไม่น่าเป็นนี้
ชาวโลกธรรมดาฟังดูแล้วชวนให้น่าเชื่อไม่น่าเลื่อมใส แต่ถ้าเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันแล้ว
กลับจะทำให้เกิดความกล้าหาญรุ่งเรือง คือมีจิตเป็นนายเป็นอิสระต่อสิ่งทั้งปวง
ทำให้สามารถเข้าไปหาสิ่งต่างๆ ด้วยความมั่นใจว่า จะไม่ตกเป็นทาสมัน
คือไม่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยอำนาจของกิเลสตัณหาหน้ามือจนกลายเป็นทาสของมัน.
คนเรากำลังเอาอะไรอยู่ก็ตามกำลังเป็นอะไรอยู่ก็ตามขอให้รู้สึกตัวอยู่เสมอว่า
เรากำลังเอาหรือเป็น ในสิ่งซึ่งที่แท้แล้วเอาไม่ได้ เป็นไม่ได้ ;
เพราะไม่มีอะไรที่เอาได้จริงเป็นได้จริง ตามต้องการของเรา เพราะมันไม่เที่ยงเป็นทุกข์
ไม่ใช่ตัวเราของเราอยู่ตลอดเวลา เราเองเข้าไปยึดมั่นด้วยกิเลสตัณหาบ้า
ๆ บอ ๆ ของเราเองต่างหาก ฉะนั้นเราจึงทำสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้องกับที่มันเป็นจริง.
นี่เพราะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยความไม่รู้ตามที่เป็นจริงนั่นเองจึงต้องเกิดความทุกข์ยุ่งยากขึ้นทุกอย่างทุกประการ.
คนแต่ละคน
ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ก็เพราะมันอยากเอาอะไร
อยากเป็นอะไรเกินขอบเขตเพราะอำนาจของกิเลสตัณหาของตนเองเสียเรื่อยจึงไม่สามารถดำรงตน
ให้อยู่ในสภาพที่เป็นความดี ความงาม ความถูกต้องและความยุดติธรรม,
มูลเหตุแห่งความหายนะของทุกคน มันอยู่ที่การตกเป็นทาสของตัณหาเพราะฉะนั้น
การรู้จักสิ่งทั้งปวงให้ถูกต้องตามที่มันเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ)
จึงเป็นใจความสำคัญที่สุด ของพระพุทธสาสนา. นี้เป็นทางให้เราเอาตัวรอดกันได้โดยมาก
ไม่ว่าในเรื่อง ผลประโยชน์ทางโลก ๆ ซึ่งหวังผลเป็นทรัพย์สมบัติชื่อเสียง
; หรือว่าเพื่อหวังประโยชน์ในโลกหน้าเช่น สวรรค์ ; หรือเรื่องที่พ้นจากโลกขึ้นไป
คือเรื่องมรรคผลนิพพานก็ตาม ทั้งหมดนี้ล้วนแต่ต้องอาศัยความรู้ความเห็นอันถูกต้องทำนองนี้ทั้งนั้น
เราทุกคนจะรุ่งเรืองได้ด้วยปัญญา.
พระพุทธเจ้าตรัสอยู่บ่อยๆ ว่า คนเราบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ไม่ใช้บริสุทธิ์ด้วยอย่างอื่น.
ทางรอดของเราอยู่ที่ปัญญา เห็นแจ่มแจ้งในสิ่งทั้งปวงว่าไม่มีอะไรที่น่ายึดถือ
คือน่าเอาเป็นด้วยการมอบกายถวายชีวิตเลย. ที่มีอยู่แล้วที่เป็นอยู่แล้ว
ก็ขอให้เป็นไปตามสมมติของทางโลก ๆ ที่สมมติว่าเราเป็นนั่นเป็นนี่กัน
ก็เพื่อจะให้รู้จักชื่อรู้จักเสียงรู้จักแบ่งหน้าที่การงานกัน เพื่อความสะดวกในสังคม.
เราอย่าไปหลงยึดถือว่า
ตัวเราเป็นนั่นเป็นนี่ไปตามที่เขาสมมติให้เลย มันจะมีลักษณะเหมือนกับการถูกมองดังสัตว์เล็ก
ๆ เช่นจิ้งหรีดเป็นต้น ซึ่งเมื่อถูกมอมหน้า ถูกทำให้มึมงงแล้ว มันก็จะกัดกันเองจนตาย.
คนเรานี่แหละถ้าถูกมอมหรือถูกหลอกมาก ๆ ก็จะมึมเมาจนทำสิ่งที่ตามปกติมนุษย์ธรรมดาสามัญทำไม่ได้
เช่นฆ่ากันเป็นต้น : เราอย่าไปหลงติดสมมติแต่พึงรู้สึกตัวว่านั่นเป็นเรื่องสมมติ
ซึ่งเป็นของต้องมีในสังคม,เราจะต้องรู้สึกโดยแท้จริงว่า กายกับใจนี่คืออะไร
ธรรมชาติที่แท้จริงของมันเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องก็คือ เป็นอนิจจัง
ทุกขังอนัตตา นั่นเอง ส่วนเรานั้นจะต้องดำรงตนอยู่ในลักษณะที่เป็นอิสระอยู่เสมอ
สำหรับ
ทรัพย์สมบัติหรืออะไร ๆ ที่เราจำเป็นจะต้องมี ก็ขอให้เห็นว่าเป็นของสมมติอีกเหมือนกัน.จะปล่อยไว้ตามประเพณีที่มีอยู่ว่า
นี่เป็นของคนนี้ นี่บ้านคนนี้ นี่นาคนนั้น เป็นต้น. กฎหมายคุ้มครองกรรมสิทธิ์ไว้ให้
ไม่ใช่เพื่อมาเป็นนายอยู่เหนือใจเรา. เมื่อเรามีความรู้แจ้งอย่างนี้
สิ่งต่างๆ ก็จะลงไปอยู่เป็นบ่าวเป็นทาสเราและเราก็อยู่เหนือมัน.
ถ้าเรารู้สึกไปในทางมีตัณหาอุปทาน
จะมีอะไรเป็นอะไรด้วยจิตใจที่ยึดถือเหนียวแน่นแล้ว มันจะขึ้นมาอยู่เหนือศีรษะเรา
แล้วเราก็จะกลับลงไปเป็นบ่าวเป็นทาสอยู่ใต้มัน. มันกลับกันอยู่อย่างนี้จึงเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง
ให้เป็นไปในลักษณะที่เรายังคงเป็นอิสระ อยู่เหนือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง.
มิฉะนั้นแล้ว เราเองจะต้องตกอยู่ในสถานะที่น่าสงสารที่สุด; เราควรสมเพชตัวของเราเองกันไว้บ้าง.
เมื่อเห็นจริงว่า
ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็นอย่างนี้แล้ว ความเบื่อหน่าย (นิพพิทา)
ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นติดตามมา ตามส่วนสัดของการเห็นแจ้ง นี่หมายความว่ามีการคลอนแคลนสั่นสะเทือนเกิดขึ้นแล้ว
ในการเข้าไปหลงยึดถือ.หรือเปรียบเหมือนเมื่อเราต้องตกเป็นทาสเขามานานจนมีความรู้สึกตัวเกิดขึ้น
ก็มีการเคลื่อนไหวไปในทางที่จะต้องเปลื้องตนออกจากความเป็นทาส. นี่เป็นลักษณะของนิพพิทา
คือเบื่อหน่าย เกลียดความเป็นทาสขึ้นมาแล้ว หน่ายต่อความที่ตนหลงเข้าไปยึดเอาสิ่งต่าง
ๆ ด้วยความเข้าใจว่า น่าเอา น่าเป็นนั่นเอง.
ครั้งพอมีความเบื่อหน่ายแล้ว
โดยอัตโนมัติตามธรรมชาตินั่นเอง ย่อมจะมี ความจางหรือคลายออก
(วิราคะ) เหมือนกับเชือกที่ผูกมัดไว้แน่น ถูกแก้ออกหรือเหมือนสีน้ำย้อมผ้าที่ติดแน่น
เอาแช่น้ำยาบางอย่างทำให้มีมันหลุดออก, ความยึดถือที่คลายออก จางออกจากโลกหรือจากสิ่งทั้งปวงที่เคยยึดถือนี้
ท่านเรียกว่า "วิราคะ" ระยะนี้ถือว่าสำคัญที่สุด แม้จะไม่ใช่ระยะสุดท้าย
แต่ก็เป็นระยะที่สำคัญที่สุดของความหลุดพ้น เพราะว่าเมื่อมีการคลายออกจางออกดังนี้แล้ว
ไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งที่เรียกว่าความหลุดออกจากทุกข์ (วิมุตติ)
จะต้องมีโดยแน่นอน.
เมื่อหลุดออกมาได้จากความเป็นทาส
ไม่ต้องเป็นทาสของโลกอีกต่อไป ก็จะมี อาการบริสุทธิ์ (วิสุทธิ).
ในที่นี้หมายความว่าไม่เศร้าหมอง ก่อนนี้เศร้าหมองทุกทางเพราะการเข้าไปจมเป็นทาสของสิ่งทั้งหลาย
เป็นความเศร้าหมองที่กายวาจาใจ หรือจะมองดูในแง่ไหน ๆ ก็เป็นเรื่องความเศร้าหมองทั้งนั้น
ต่อเมื่อหลุดพ้นออกมาจากความเป็นทาส ในรสอร่อย ๆ ของโลกแล้วจึงจะอยู่ในลักษณะที่บริสุทธิ์
คือไม่เศร้าหมองอีกต่อไป.
เมื่อมี
ความบริสุทธิ์แท้จริง อย่างนี้แล้ว ก็จะเกิดความสงบสันติอันแท้จริงสืบไป
เป็นความสงบเย็นจากความวุ่นวาย จากการรบกวนหรือจากการต่อสู้ดิ้นรนทรมานต่างๆ
เมื่อปราศจากการเบียดเบียนวุ่นวายเหล่านี้แล้ว ท่านสรุปเรียกความเป็นอย่างนี้ว่า
"สันติ" คือความสงบรำงับดับเย็นของสิ่งทั้งปวง. มันแทบจะเรียกได้ว่าถึงขั้นสูงสุดหรือขั้นเดียวกันกับนิพพาน.แท้ที่จริงสันติกับนิพพานนั้น
เกือบจะไม่ต้องแยกกัน.ที่แยกกันก็เพื่อจะให้เห็นว่าเมื่อสงบแล้ว
ก็นิพพาน.
นิพพาน
แปลว่าไม่มีเครื่องทิ่มแทง อีกอย่างหนึ่งแปลว่าความดับสนิทไม่มีเหลือ
ฉะนั้น คำว่านิพพานจึงมีความหมายใหม่ๆ เป็น ๒ ประการ คือดับไม่มีเชื้อเหลือสำหรับจะเกิดมาเป็นความทุกข์อีกต่อไป
นี่อย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่งก็คือ ปราศจากความทิ่มแทงความเปาลงปราศจากความผูกพัน
ร้อยรัดต่างๆ ทุกอย่างทุกประการรวมความแล้ว ก็แสดงถึงภาวะที่ปราศจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง.
นิพพานยังมีความหมายที่มุ่งใช้ต่างๆ กันอีกหลายอย่าง เช่นหมายถึง
การดับของความทุกข์ก็มี หมายถึงการดับของกิเลสอย่างหมดสิ้นก็มี หมายถึงธรรมหรือเครื่องมือเขตแดน
หรือสภาพอันใดอันหนึ่งที่ทุกข์ทั้งปวง กิเลสทั้งปวงสังขารทั้งปวง
ดับไปหมดสิ้นก็มี.
แม้จะมีคำว่า
"นิพพาน" ใช้กันยู่ในลัทธิศาสนาหลาย ๆ ลัทธิก็ตาม แต่ความหมายไม่เหมือนกันเลย
เช่นลัทธิหนึ่งก็ถือเอาความสงบเย็น เพราะการที่ได้ฌาณ ได้สมาบัติว่าเป็นนิพพาน
; บางลัทธิถือความมัวเมาอยู่ในกามารณ์กันอย่างเพียบพร้อมว่าเป็นนิพพาน.
พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธนิพพานในความหมายเช่นนี้,ทรงระบุความหมายของพระนิพพาน
เพียงในลักษณะที่เป็นภาวะอันปราศจาก ความทิ่มแทงร้อยรัดแผดเผาของกิเลสและความทุกข์เพราะการได้เห็นสภาวะโลก
เห็นสิ่งปวงตามที่เป็นจริงจนหยุดความอยาก ความยึดติดในสิ่งต่าง ๆ
เสียได้ ดังนี้.
เพราะฉะนั้น
เราจึงควรเห็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของการที่เห็นสิ่งหลายถูกต้องตามเป็นจริง
และควรพยายามให้เกิดมีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง กล่าวอีกทางที่จะเป็นไปเองตามธรรมชาติโดยการประคับประคองให้ดี
ทำจิตใจให้มีปีติปราโมทย์ มีการเป็นอยู่ที่บริสุทธิ์ทุกลมหายใจเข้าออกทั้งกลางวันและกลางคืนอยู่เสมอ
จนกระทั่งเกิดคุณธรรมต่าง ๆ ตามลำดับที่กล่าวแล้วนี้วิธีหนึ่ง.ส่วนอีกวิธีหนึ่งนั้นเป็นการเร่งรัดด้วยอำนาจจิตบังคับ
คือไปศึกษาและปฏิบัติตามหลักวิธีของการทำสมาธิ หรือการเจริญวิปัสสนาโดยเฉพาะ.
สำหรับผู้ที่อุปนิสัยเหมาะสม ก็อาจก้าวหน้าไปได้เร็ว ในเมื่อทำถูกวิธีและถูกสิ่งแวดล้อม.
แต่วิปัสสนาตามธรรมชาติ
เราทำได้ทุกโอกาสทุกขณะเพียงระวังให้กับการเป็นอยู่ประจำของเรา บริสุทธิ์ผุดผ่องจนเกิดความอิ่มใจในทางธรรมะ
มีความสงบรำงับแห่จิต มีความรู้ตามที่เป็นจริงต่อสิ่งทั้งหลาย เกิดความเบื่อหน่ายความคลายออกความหลุดออกมีความบริสุทธิ์
ไม่เศร้าหมอง ความสงบเย็น ถึง ภาวะที่ปราศจากความทุกข์อย่างชิมลองน้อย
ๆ เรื่อย ๆ ไปตามธรรมชาติ ทุกวัน ทุกเตือน ทุกปี ก็จะใกล้ชิดนิพพานอย่างแท้จริงได้มากขึ้น
ๆ.
สรุปความว่า
สมาธิและวิปัสสนาตามธรรมชาติ ที่ทำให้บุคคลบรรลุมรรคผลนั้น ต้องอาศัยการพิจารณาความจริงในข้อที่ว่า
"ไม่มีอะไรที่น่าเอา ไม่มีอะไรที่น่าเป็น" อยู่เป็นประจำวันทุกวัน.
ผู้หวังจะได้ผลอันนี้ จะต้องพยายามทำตนให้เป็นคนสะอาดมีอะไรเป็นที่พอใจตัว
จนยกมือไหว้ตัวเองได้ มีปีติปราโมทย์ตามทางธรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าในเวลาปฏิบัติหน้าที่หรือเวลาพักผ่อนปีติปราโมทย์นั่นเองจะทำให้เกิดความแจ่มใส
สดชื่น มีใจสงบรำงับ เป็นเหตุให้จิตสมรรถภาพ ในการคิดค้นตามธรรมชาติอยู่อย่างอัตโนมัติเกิดความเห็นจริงว่า
ไม่มีอะไรที่น่าเอา น่าเป็นอยู่เสมอ, ขณะใดเป็นไปอย่างแรงกล้า จิตก็หน่ายคลายความอยากไปเอง
ไม่มีความหลง อยากในสิ่งใดด้วยกิเลสตัณหาอีกต่อไป ความทุกข์ซึ่งไม่มีตั้งอาศัยก็สิ้นสุดลง
ผู้นั้นก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ถึงที่สุด แห่งการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์แล้ว
นับว่าเป็น ของขวัญที่ธรรมชาติมีไว้ให้ สำหรับคนทุกคนโดยแท้จริง.